วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ตลก. รธน. ละเมิด รธน. เสียเอง

ประชาไท: อดีตคณบดีนิติ มธ. ชี้ ตุลาการ รธน. ละเมิดรธน. เสียเอง เสนอเข้าชื่อถอดถอน


พนัส ทัศนียานนท์
ที่มา ประชาไท
2 มิุุถุนายน 2555


พนัส ทัศนียานนท์ – ปิยบุตร แสงกนกกุลชี้ ตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งสภาผู้แทนราษฎรระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เป็นคำสั่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญเสียเองและขัดต่อหลักแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย เสนอล่าชื่อถอดถอน ด้านพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล แจงวุฒิสมาชิกลงคะแนน 3 ใน 5 ถอดตุลาการรัฐธรรมนูญได้


ภายหลังตุลาการรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 รับคำร้องพิจารณาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังดำเนินนั้นมีลักษณะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งยังมีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งรัฐสภาระงับการดำเนินเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนจนกว่าศาลมีคำวินิจฉัยด้วย
โดยนายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยนายสมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ได้ร่วมกันแถลงว่า “เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งรัฐสภาระงับการดำเนินเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อนจนกว่าศาลมีคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ให้ ครม. , รัฐสภา, พรรคเพื่อไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา, นายสุนัย และนายภราดร มีหนังสือชี้แจงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งสำเนาคำร้องและนัดคู่กรณีไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค.2555 เวลา 09.30 น. ซึ่งตุลาการจะเป็นการออกนั่งบัลลังก์ และหากไต่สวนได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้ว คณะตุลาการก็อาจนัดวันฟังคำวินิจฉัยได้เลย แต่หากข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วนก็อาจไต่สวนเพิ่มเติมได้"
ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ส่งผลสะเทือนต่อระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 3 ประการคือ
1 ต่อไปนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กุมชะตากรรมของ "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" ทุกครั้ง
2 ลำดับชั้นของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ จะเสียไปทั้งหมด
3 การสั่งให้สภาระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชั่วคราว ไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนไว้เลย แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถไปเอาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ นั่นหมายความว่า อนาคตอาจมีอีก
“ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กลับเป็นองค์กรที่ละเมิดรัฐธรรมนูญเอง แล้วจะทำอย่างไร?” นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ตั้งคำถาม
ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง แสดงความเห็นว่าการวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ และเสนอให้รวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน และได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กในคืนวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า
“การที่ศาลรธน.มีคำสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรระงับการพิจารณาร่างแก้ไข รธน.มาตรา 291 ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการก้าวก่ายการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตุลาการที่ออกคำสั่งดังกล่าวจึงมีลักษณะเข้าข่ายที่อาจถูกถอดถอนตามบทบัญญัติมาตรา 270 ได้ ฉะนั้น จึงขอเสนอให้มีการรณรงค์เพื่อร่วมกันเข้าชื่อถอดถอนตามกระบวนการที่รธน.บัญญัติไว้”
“รัฐสภาคือตัวแทนอำนาจสูงสุดของประชาชน จึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยเรื่องอำนาจกนิติบัญญัติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ตามหลักการประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของอังกฤษ ซึ่งเราถือเป็นแบบอย่าง เขาถือว่ารัฐสภามีอำนาจสูงสุดตามหลัก Supremacy of Parliament”
อย่างไรก็ตาม นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักศึกษากฎหมายได้แสดงความเห็นว่า คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเสียเองนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันบรรดาองค์กรต่างๆ ของรัฐ และเห็นว่าจะต้องแสดงความไม่ยอมรับต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำลายระบบในระยะยาว โดยผู้มีอำนาจในการถอดถอนตุลาการัฐธรรมนุญนั้นทำได้โดยวุฒิสภา ด้วยเสียง 3 ใน 5 ตามมาตรา 209 (6) ประกอบมาตรา 274 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย.พ.ศ. 2550
"คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ตามมาตรา 216วรรคห้า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ย่อมหมายถึงเฉพาะ 'คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ' เท่านั้นครับ หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเองแล้ว ย่อมเป็น "คำวินิจฉัย" ที่ปราศจากฐานรองรับตามรัฐธรรมนูญ (unconstitutional actions) เช่นนี้ "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นว่านั้น" ย่อมไม่ผูกพัน 'บรรดาองค์กรใดๆของรัฐ' ตามมาตรา 216 วรรคห้า ซึ่งการไม่ผูกพันสามารถแสดงออกโดยผ่านวิธี "เพิกเฉย" (ignored) ต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นว่านั้น ไม่ยอมบังคับผูกพันต่อคำวินิจฉัยที่ขัดรัฐธรรมนูญ นี่เป็นวิธีกระทำต่อตัวคำวินิจฉัย (นอกไปจากวิธีลบล้างโดยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ) (efficacy as condition of validity) แต่ถ้ากระทำต่อตัว 'ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ' ก็ต้องถอดถอนโดยวุฒิสภา ตามมาตรา 209 (6) ประกอบมาตรา274 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”
“นี่เป็นวิธีการอย่างเร็วในการยับยั้งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าไป "รับตามคำบังคับ" มันจะเป็นคำสั่งที่จะดำรงอยู่ในระบบกฎหมายต่อไป และระบบจะไม่เป็นระบบ จะไม่สามารถอธิบายในทางหลักวิชาได้เลย และทำลายโครงสร้างทั่วไปของ รัฐธรรมนูญในที่สุดครับ”
ที่มาของมติตุลาการรัฐธรรมนุญมาจากคำร้องของ 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม และกลุ่ม 40 ส.ว. 2.นายวันธงชัย ชำนาญกิจ 3.นายวิรัตน์ กัลยาศิริ 4. นายวรินทร์ เทียมจรัส 5.นายบวร ยสินทร และคณะ ที่ยื่นหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐสภา พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา นายสุนัย จุลพงศธรและคณะ และนายภราดร ปริศนานันทกุล และคณะได้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลทำให้เป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
โดยคำร้องดังกล่าวขอให้ตุลาการวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
สำหรับคณะตุลาการรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน เป็นคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดที่ 3 ของไทย จัดตั้งขึ้นตามความในมาตรา 300 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
ตุลาการรัฐธรรมนูญชุดแรกถูกยุบไปภายหลังจากที่มีจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ภายหลังจากการรัฐประหาร ได้มีการตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นชุดที่ 2 โดยมีอำนาจตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งมาตรา 300 ได้กำหนดให้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็น ศาลรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ภายหลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550
หมายเหตุ
รัฐธรรมนูญ มาตรา 209 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(3) ลาออก
(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 205
(5) กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา207
(6) วุฒิสภามีมติตามมาตรา 274 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง
(7) ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เป็นกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ภายใต้บังคับมาตรา 216
รัฐธรรมนูญมาตรา 274 สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนนซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี
มติของวุฒิสภาตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด และจะมีการร้องขอให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อ่านเพิ่มเติม

"รัฐสภา" ปฏิเสธคำสั่ง "ศาลรัฐธรรมนูญ"ได้หรือไม่

อิศรา: "รัฐสภา" ปฏิเสธคำสั่ง "ศาลรัฐธรรมนูญ"ได้หรือไม่ ?


โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ 
ที่มา สำนักข่าวอิศรา
วันเสาร์ที่ 02 มิถุนายน 2012 เวลา 11:35 น. 

1 มิถุนายน 2555 เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ได้อ้างอำนาจตาม “รัฐธรรมนูญ มาตรา 68” เพื่อรับคำร้องมาวินิจฉัยว่า การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยรัฐสภาและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นกรณีที่ศาลจะสั่งการให้ “เลิกการกระทำ” ได้หรือไม่ 

นอกจากนี้ ศาลได้มี “คำสั่ง” ไปยังเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแจ้งให้รัฐสภารอการดำเนินการดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย โดยข้อมูลจากรายงานข่าวนั้น ไม่ชัดเจนว่าศาลได้สั่งไปยัง “สมาชิกรัฐสภา” โดยเจาะจง หรือเป็นเพียงการสั่งไปยัง “เลขาธิการ” เพื่อ “แจ้งสภาให้ทราบ” เท่านั้น (http://on.fb.me/LQrM7w )

ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ผู้เขียนขออาศัยวันเดียวกันเขียนเชิญชวนให้เรา โดยเฉพาะ “บรรดาผู้แทนของเรา” ร่วมกันใคร่ครวญว่า “รัฐสภา” ในฐานะ “ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนปวงชนชาวไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารและตุลาการ” นั้น จะสามารถ “ปฏิเสธคำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?

ในขั้นแรก รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา...” แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า “คำสั่ง” ของศาลนั้น มีผลผูกพันเด็ดขาดต่อรัฐสภาหรือไม่

ในขั้นต่อมา การที่รัฐสภาจะตัดสินใจปฏิเสธหรือปฏิบัติตาม “คำสั่ง” ของศาลหรือไม่นั้น รัฐสภาจะต้องปฏิบัติตาม “รัฐธรรมนูญ” อย่างน้อยสี่มาตรา คือ

มาตรา 3 วรรค 2 บัญญัติว่า ทั้งรัฐสภาและศาล ต่างต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม
มาตรา 6 บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายอื่นจะมาขัดแย้งมิได้
มาตรา 291 (5) บัญญัติให้ รัฐสภามีหน้าที่ต้องพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่สาม เมื่อพ้น 15 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณาวาระที่สอง
และที่สำคัญ คือ มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า

“สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์”

ดังนั้น ประเด็นที่ “รัฐสภา” ต้องพิจารณาก็คือ หาก “รัฐสภา” ปฎิบัติตาม “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ จะเกิดผลอะไรต่อบทบัญญัติทั้งสี่มาตราที่กล่าวมานี้ ?

กล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ หากการปฎิบัติตาม “คำสั่งศาล” ดังกล่าว มีผลเป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นการขัดหลักนิติธรรมทั้งโดยศาลและรัฐสภา เป็นการละเมิดกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ อีกทั้งส่งผลให้ผู้แทนปวงชนชาวตกอยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำ ของศาลแล้วไซร้ รัฐสภาย่อมมี “หน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญที่จะปฏิเสธ “คำสั่ง” ดังกล่าว !

หาก “รัฐสภา” สำนึกในหน้าที่ของตนได้ดังนี้ ผู้เขียนก็จะขอเสนอคำถามเบื้องต้นที่อาจช่วยตรวจสอบว่า “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

คำถามแรก: ศาลใช้อำนาจ “เกินกรอบ” มาตรา 68 หรือไม่ ?
รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคแรก บัญญัติว่า 

“บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้”

ถ้อยคำของ มาตรา 68 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะการกระทำที่เป็นการ “ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ เท่านั้น ซึ่ง “การใช้สิทธิเสรีภาพ” ย่อมเป็นคนละเรื่องกับ “การใช้อำนาจหน้าที่” เช่น การลงมติสนับสนุนหรือเห็นชอบการแก้ไข มาตรา 291

ลักษณะสำคัญของ “การใช้สิทธิเสรีภาพ” คือ ผู้กระทำได้อ้าง “สิทธิเสรีภาพ” เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ตนปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ และจะใช้หรืออ้าง “สิทธิเสรีภาพ” หรือไม่ก็ได้ ตัวอย่างการกระทำที่อาจเข้าข่าย มาตรา 68 อาจมีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การดำเนินนโยบายพรรคการเมืองเพื่อยุยงให้ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ การนัดชุมนุมเพื่อทำให้คณะรัฐมนตรี รัฐสภาหรือศาลไม่อาจทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ 

แต่ “การใช้อำนาจหน้าที่” นั้น หมายถึง ผู้กระทำมิอาจเลือกได้อย่างอิสระว่า ตนจะกระทำหรือไม่กระทำเพื่อประโยชน์ของตนตามที่ปราถนาโดยปลอดจากสภาพบังคับ แต่เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกกำหนดให้กระทำไปเพราะมีอำนาจหน้าที่ต้องกระทำหรือต้องใช้ดุลพินิจกระทำไปในฐานะส่วนหนึ่งของกลไลตามรัฐธรรมนูญ 


เช่น การที่สมาชิกรัฐสภาจะเสนอญัตติ หรือออกเสียงลงคะแนน หรือกระทำการอื่นที่เกี่ยวกับการแก้ไข มาตรา 291 ก็ถือเป็น “การใช้อำนาจหน้าที่” ซึ่งการใช้ดุลพินิจย่อมไม่อิสระ แต่อยู่ภายใต้ มาตรา 122 กล่าวคือ จะอ้างว่ามีเสรีภาพใช้ดุลพินิจเพื่อตนเองหรือผู้ใดผู้หนึ่งไม่ได้ และจะสงวนการใช้สิทธิเสรีภาพว่าขอละเว้น ไม่รับรู้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ในสภาก็ไม่ได้ เช่นกัน เป็นต้น


ข้อที่สำคัญกว่านั้น คือ หากมี “การตีความปะปน” ว่า “การใช้อำนาจหน้าที่” ตามรัฐธรรมนูญ กลายเป็น “การใช้สิทธิเสรีภาพ” ตาม มาตรา 68 ไปเสียแล้วก็จะส่งผลแปลกประหลาดทำให้ ศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็นองค์กรที่มีเขตอำนาจล้นพ้น สามารถรับเรื่องมาวินิจฉัยการใช้อำนาจหน้าที่ได้มากมาย


เช่น การใช้อำนาจของคณะองคมนตรีในการเสนอชื่อผู้สมควรเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตาม มาตรา 19 การใช้อำนาจของรัฐสภาในการเห็นชอบการประกาศสงครามตาม  มาตรา 189 การใช้อำนาจของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาในการเลือกผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา 204 ก็อาจล้วนถูกศาลตรวจสอบได้ เป็นต้น


หรือแม้แต่การเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ปรองดอง หากมีผู้อ้างว่าเป็นการ “ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อล้มล้างการปกครอง...ฯ ก็จะกลายเป็นว่า สามารถถูกตรวจสอบโดยศาลได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการพิจารณาตามวาระของรัฐสภาเสียด้วยซ้ำ และอาจนำไปสู่การยุบพรรคหรือตัดสิทธิทางการเมืองได้อีกด้วย ! 


ยิ่งไปกว่านั้น หาก “สิทธิการยื่นคำร้อง” ตามมาตรา 68 ถูกตีความอย่างพร่ำเพรื่อ เช่น อ้างอำนาจตุลาการมายับยั้งการใช้ดุลพินิจของผู้แทนปวงชนได้ทุกกรณีแล้วไซร้ “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” นี้เองอาจกลับกลายมาถูกนำมาใช้ในทางที่เป็น “ปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ” ทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ และขัดต่อหลักการใช้สิทธิตาม มาตรา 28 อีกด้วย


(อนึ่ง ผู้เขียนน้อมรับหากมีผู้เห็นต่างเรื่องสิทธิหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและการแยกแยะสถานะของ “เอกชน” และ “รัฐ” ซึ่งก็หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนในทางวิชาการต่อไป)


คำถามที่สอง:
 
ศาลใช้อำนาจ “ข้ามขั้นตอน” อัยการสูงสุดหรือไม่ ?

รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า 


“ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว”


ศาลตีความว่า ผู้ที่จะนำคดีมาสู่ศาล จะเสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้ หรือ จะยื่นคำร้องเองโดยตรงต่อศาลเลยก็ได้ ดังนั้น ศาลจึงรับคำร้องได้โดยไม่ต้องรออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน 


คำถามก็คือ การตีความที่ว่านี้ ขัดต่อทั้งถ้อยคำและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งสร้างผลประหลาดตามมาหรือไม่ 


หากพิจารณาถ้อยคำ มาตรา 68 ว่า “มีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย” การตีความของศาลทำให้เกิดปัญหาทางภาษาอย่างน้อย 2 ระดับ ระดับแรก คือ เสมือนศาลได้แทนคำว่า “และ” ด้วยคำว่า “หรือ” และระดับที่สอง คือ ศาลได้ใช้ตรรกะภาษาที่ตีความขัดกับรูปประโยค เพราะหากศาลมองคำว่า “และ” ให้แปลว่า “หรือ” ก็จะเท่ากับว่า รูปประโยคไม่ได้ให้อำนาจ “อัยการสูงสุด” เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล


หากพิจารณาในแง่เจตนารมณ์ จะเห็นว่า “อัยการสูงสุด” มีบทบาทจำเป็นในการกรองคดี เพราะศาลไม่มีทรัพยากรที่จะไปตรวจสอบหรือสืบสวนการ “ล้มล้างการปกครองฯ...” ซึ่งอาจมีข้อเท็จจริงและพฤติกรรมที่ต้องอาศัยพยานหลักฐานจำนวนมาก เห็นได้จาก คดีอื่นในทางมหาชน เช่น คดีทุจริต หรือ คดีพรรคการเมือง ก็จะมี อัยการ ป.ป.ช. หรือ กกต. เป็นผู้นำคดีมาสู่ศาล หรือ หากเป็นคดีที่ฟ้องตรงได้ต่อศาล ก็จะต้องเป็นกรณีที่วินิจฉัยข้อกฎหมายและมีข้อจำกัดในเรื่องผู้มีสิทธินำคดีมาสู่ศาล อีกทั้งป้องกันการกล่าวอ้างสารพัดมาเพื่อสร้างภาระคดีต่อศาลโดยตรง


การให้ความสำคัญกับอัยการสูงสุด ยังปรากฏหลักฐานจาก “รายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ” ครั้งที่ 27/2550 เช่น คำอภิปรายโดยนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ในหน้าที่ 6-8 และนายจรัญ ภักดีธนากุล (ผู้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้) ในหน้าที่ 32-34 ซึ่งอภิปรายถึงการให้อัยการสูงสุดเป็นผู้นำคดีไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้กล่าวถึงการให้สิทธิบุคคลอื่นยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลแต่อย่างใด ( http://bit.ly/Mg9kLY )


นอกจากนี้ การตีความของศาลก็ส่งผลประหลาด คือ ทำให้บทบาทของ “อัยการสูงสุด” ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลนั้นไร้ความหมาย เพราะหากผู้ใดจะนำคดีไปสู่ศาล ก็ย่อมยื่นต่อศาลโดยไม่เสนอเรื่องผ่านอัยการ และหากผู้อื่นเสนอเรื่องเดียวกันให้อัยการในเวลาเดียวกัน ก็จะเกิดคำถามตามมาว่าอัยการต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปหรือไม่ เพราะศาลได้รับคำร้องเรื่องเดียวกันจากผู้อื่นที่ยื่นตรงต่อศาลไปแล้ว 


ยิ่งไปกว่านั้น การที่ มาตรา 68 ให้ศาลมีอำนาจ “ยุบพรรคการเมือง” หรือ “ตัดสิทธิทางการเมือง” ก็คือการให้ตุลาการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมี “อัยการ” เป็นกลไกในการกรองคดี แต่หากศาลตีความเพิ่มอำนาจให้ตนเองได้อย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะเป็นช่องทางให้มีผู้ใช้ตุลาการเป็นอาวุธทางการเมือง ซึ่งก็จะกลับมาทำร้ายตุลาการในที่สุด


บทสรุปและข้อเสนอแนะ
ผู้เขียนไม่ปฏิเสธเลยว่าการแก้ไข มาตรา 291 มีปัญหาและความไม่สง่างามหลายประการ แต่นั่นคือปัญหาที่รัฐสภาเสียงข้างมากต้องรับผิดชอบทางการเมือง และประชาชนก็ต้องจ่ายราคาของประชาธิปไตยที่จะอดทนเรียนรู้และตัดสินใจได้ดีขึ้นในครั้งต่อไป แต่ประชาชนจะไม่มีวันเรียนรู้โดยตัวเองเลย หากเราปล่อยให้มีเสียงข้างน้อยที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนำมาตรฐานจริยธรรมและความพึงพอใจทางการเมืองส่วนตนมาลากประชาชนไปสู่ทางออกที่ตนยังไม่ทันได้เข้าใจ

ดังนั้น หาก “รัฐสภา” พิจารณาได้ว่า “คำสั่ง” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเพราะ “เกินกรอบ” และ “ข้ามขั้นตอน” ตามตามที่อธิบายมาก็ดี หรือ เพราะขัดหลักนิติธรรม หรือหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือ หลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็ดี (หรือสภาเห็นช่องทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการอนุโลมกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ศาลกำหนดขึ้นเอง “ระหว่างรอกฎหมาย” จากรัฐสภาก็ดี!) “รัฐสภา” ย่อมมี “หน้าที่” ที่จะต้องปฎิเสธและไม่ปฏิบัติตาม “คำสั่ง” ดังกล่าว เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญแทนปวงชนชาวไทย อีกทั้งต้องร่วมต่อต้าน ดำเนินการตรวจสอบ รวมทั้งพิจารณาถอดถอนผู้ใดที่จงใจใช้อำนาจนอกวิถีรัฐธรรมนูญ 

แต่หากประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาปฏิบัติตาม “คำสั่ง” อันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อีกทั้งยัง “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” เมื่อพ้นเวลา 15 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วไซร้ ก็พึงสังวรว่า กลับเป็นประธานและสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ ที่ร่วมลงมือละเมิดรัฐธรรมนูญของประชาชน และอาจต้องโทษอาญาเสียเอง 


อ่านเพิ่ม
อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ เสนอให้ล่ารายชื่อ ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อหาผิดมาตรา 270 ได้

http://thaienews.blogspot.com/search?updated-min=2012-01-01T00:00:00%2B07:00&updated-max=2013-01-01T00:00:00%2B07:00&max-results=50

ข่าวต้านรัฐประหาร ฉบับ บก.ลายจุด

VoiceTV: แถลงข่าวต้านรัฐประหาร ฉบับ บก.ลายจุด


by Watsana
ที่มา VoiceTV
1 มิถุนายน 2555 เวลา 22:46 น.

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม แถลงข่าวต้านรัฐประหาร ผ่านทวิตเตอร์ โดยระบุว่า 
ตลอดทั้งวันของวันนี้ (1 มิ.ย.55) เต็มไปด้วยกระแสข่าวการเตรียมการรัฐประหาร อันสืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในสภา แม้ พันธมิตรจะมีกำลังมวลชนเหลือไม่มาก แต่การประสานเครือข่ายกับ ประชาธิปัตย์ในนามของ สยามสามัคคี เกิดขึ้นได้ แม้จะเดินแยกกันมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างน้อยที่สุด ภาพรวมการเคลื่อนไหวครั้งนี้ประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มพันธมิตร และ ประชาธิปัตย์ 
โดย พันธมิตรออกตัวให้ก่อนนอกสภา ส่วน ประชาธิปัตย์เล่มเกมในสภา เหตุการณ์ 2 วันก่อนในสภาของ ประชาธิปัตย์แสดงให้เห็นว่า ทุ่มสุดตัว เกหมดหน้าหนัก ไม่ต้องไว้ฟอร์มหน้าตาของพรรค เพื่อสร้างสถานการณ์ในสภาว่าไม่ใช่คำตอบ
การที่ ส.ส. ชาย 3 คนเดินขึ้นไปบนบันลังก์แล้วฉุดกระชากประมุขฝ่ายนิติบัญญัติให้ลงจากเก้าอี้ เป็นการแสดงถึงการล้มอำนาจในสภา ซึ่งน่าสังเวชใจ การที่ ส.ส. รังสิมา ลากเก้าอี้ประธานสภาไปซ่อน ยิ่งตอกย้ำว่า เขาไม่ยอมให้มีการประชุมสภา ไม่รวมถึงการโยนแฟ้มและบีบคอ ส.ส. จิรายุ ภาพเน่าสนิท
พฤติกรรมของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ใน 2 วันที่ผ่านมา ไม่ต้องสงสัยว่า นี่เป็นความรู้เห็นและเตรียมการของ ประชาธิปัตย์ โดยมีผู้ใหญ่ในพรรคส่งสัญญาณเต็มที่งานนี้ถือว่า คงลงหน้าตักมากสุดคือ ประชาธิปัตย์ เพราะแก้ผ้าเล่นกันไพ่เสี่ยง ยอมแลกกับภาพลักษณ์เจ้าหลักการและยึดมั่นในระบอบรัฐสภาของตนเอง ทิ้งไพ่ เรื่องที่ต้องพิจารณาคือการลงแรงของ ประชาธิปัตย์ รอบนี้ จะเหมือนกับตอน ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเมื่อปี 49 เพื่อล้มเกมเลือกตั้งหรือไม่
คำถามจึงมีอยู่ว่า ประชาธิปัตย์ ลงทุนสูงขนาดนี้ หวังแค่ล้ม พ.ร.บ. ปรองดอง หรือว่าคิดไกลกว่านั้น หาก ประชาธิปัตย์ และ พันธมิตร คิดจะล้มอะไรบางอย่างที่มากกว่า พ.ร.บ. ปรองดอง พวกเขาจะต้องมีตัวช่วยสำคัญ คือ ทหารรัฐบาล 
มีผู้วิเคราะห์ว่า การรัฐประหารโดยทหารเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ความเป็นไปได้มากสุดคือ การรัฐประหารโดยกฎหมาย วันนี้เราเห็นศาลรัฐธรรมนูญ เคลื่อนแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผิด รัฐธรรมนูญ หรือไม่ และให้เลื่อนการแก้ไขออกไปก่อนการรุกกลับของฝ่ายตรงข้าม เพื่อไทย (ทักษิณ) เกิดขึ้นจากบรรยากาศ 2 ขา ระหว่างเสื้อแดง กับ เพื่อไทยเดินขัดกัน มีการเคลื่อนไหวในระดับผู้บังคับบัญชากองกำลังของท่าน ทั้งประชุมและการทำ Poll เช็คความรู้สึกของ ประชาชน ในกรณีในสภา 
เมื่อบ่ายวันนี้ จตุพร และ นปช.แถลงข่าว ประกาศชัด ทักษิณโดนหักหลัง นปช ชิงแถลงข่าวผ่านเครือข่ายสื่อของเสื้อแดงทั้งหมด ทั้งทีวีจอแดงและวิทยุชุมชน ย้ำให้เตรียมพร้อมระดับสูงสุด
จตุพรบอกว่า มีการเตรียมบ้าน VIP ที่ราบ 11 คาดว่าเหมือนตอนจับพลเอกชาติชาย แต่งานนี้ทหารจะจับนายกหญิงคนแรก เตรียมความพร้อมโดยการสั่งการในทางลับ ให้เตรียมพื้นที่เชียงใหม่สำหรับทำฐานบัญชาการหากเกิดรัฐประหาร (ข่าววงในเพื่อไทย)
การรัฐประหารจะต้องทำในช่วงที่รัฐบาลมีกระแสตกต่ำ แต่ตอนนี้กระแสตกต่ำคือ ฝ่ายค้าน ตกสุดขีด หากเกิดการรัฐประหาร ความยากที่สุดของคนทำคือ การรับมือกับฝ่ายต่อต้าน ที่ไม่ใช่กองกำลัง แต่เป็นมวลชน และต้องตอบคำถามสังคมโลก กรอบระยะเวลาของการรัฐประหาร คือ 3 สัปดาห์ หรือ ในเดือนมิ.ย. นี้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่ว่ากระแสสูง ตอบรับเพียงใด เมื่อพิจารณาการเคลื่อนไหวต่าง ๆ  โดยรวม ก็ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า โอกาสที่จะเกิดรัฐประหารมีความเป็นไปได้ พอ ๆ กับจะไม่เกิดขึ้น อำมาตย์เดินเกมพลาด 19 กันยายน กำจัดทักษิณแต่สร้างขบวนการเสื้อแดงขึ้นมาจนใหญ่โต ยักษ์หลับเอาใส่ตะเกียงลำบากกว่าทักษิณ
นอกจากนั้น การรัฐประหาร ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แรงต้านสำคัญตรงนี้คือชนชั้นกลาง หากผลักคนชั้นกลางไปเข้าทางเสื้อแดงจะยิ่งไปกันใหญ่ เศรษฐกิจยึดโยงกับเศรษฐกิจโลก ยิ่งในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกทดถอย การรัฐประหารยิ่งทำลายตัวเองให้อ่อนแอไปกันใหญ่
การแถลงของ นปช. ในฐานะองค์กรนำ จึงยึดเอาหลักป้องกันสูงสุด ส่งสัญญาณไปในระดับหมู่บ้าน ที่ขณะนี้มีเครือข่ายอย่างกว้างขวางมีความเสี่ยงที่เกี่ยวกับ รัฐประหาร อีกอย่างคือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของฝ่ายทหาร ซึ่งมีกันมาตลอด 5 ปี ในยุคบูรพาพยัคฆ์เรืองอำนาจการขาดเอกภาพในกองทัพระหว่างบูรพาพยัคฆ์และวงศ์เทวัญ กระหึ่มขึ้นในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 53 เมื่อเศษระเบิดขว้าง M67 ไปอยู่ในร่างทหาร 2 นาย คนที่จ่อคิว ผบ.ทบ. แทนพลเอกประยุทธ ที่มีผลงานเด่นในช่วย เม.ย.- พ.ค. 53 ก็นั่งรออยู่ แต่อายุราชการพลเอกประยุทธยาวเกิน
ปัจจัยเรื่องการรัฐประหารนั้น มีปัจจัยซ้อนกันหลายประเด็น นี่ยังไม่รวมเรื่องจิตนิยมประเภทคำทำนายและการสะเดาะเคราะห์ที่คุยกันหลังไมค์ ต่อไปเป็นการเสนอแนวทางและข้อเสนอต่อสถานการณ์รัฐประหาร คือ เฝ้าระวัง ตื่นตัว สื่อสาร เครือข่าย คิดปฏิบัติการ การเฝ้าระวัง ให้ทำการติดตามการเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น จากญาติที่เป็นทหาร หรือ สัญญาณใด ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การตื่นตัว โดยการไม่นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ ให้มีการติตามวิเคราะห์พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง 
กรณีหากเกิดการรัฐประหาร จะเกิดผลดีผลเสียอย่างไร การสื่อสารให้ใช้เครือข่ายสื่อสารทุกรูปแบบที่มี หากมีการรัฐประหาร ทำการต่อต้าน ไม่ว่าจะใน Social Network หรือแม้แต่ฝาผนังห้องน้ำ การต่อต้านการรัฐประหารโดยแกนนำทำได้ยาก เพราะถูกไล่ล่า จึงต้องกระบวนการธรรมชาติ จนกว่าจะตั้งหลักได้จึงมีแกนนำการต่อต้านรัฐประหาร ให้ทำทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เป้าหมายคือ การปฏิเสธและก่อกวนอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม การต่อต้านรัฐประหารไม่ควรต้านบนความเสี่ยงด้วยชีวิต ติดคุก ถูกจับ เดี๋ยวก็ปล่อย แต่อย่าไปแลกกับกระสุน ทหารมาให้หลบ แล้วออกมาใหม่เวลาเขาไปพื้นที่การต่อสู้แม้จะกำหนดให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นพื้นที่สัญลักษณ์ แต่ในความเป็นจริง คงยากที่จะเข้าไป ณ จุดนั้น ดังนั้นทุกที่ ๆ พอเป็นไปได้
การต่อต้านรัฐประหาร ต้องเข็มข้นต่อเนื่องให้ได้ใน 2สัปดาห์แรก สื่อทั่วโลกจะจับตาปฏิกริยาของประชาชน ให้แสดงออกทุกวิถีทางทันทีที่การรัฐประหารเกิดขึ้น ให้ทุกคนใช้สัญลักษณ์สีดำ สวมเสื้อดำ ฉีดสเปรย์สีดำตามผนัง เป็นรูปพระอาทิตย์ การต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ ขอให้สายพิราบได้ทำหน้าที่อย่างถึงที่สุด สายเหยี่ยวไม่ควรยุ่ง ให้เป็นการต่อต้านที่ศิวิไลซ์ที่สุด แพ้ก็ไม่เป็นไร
การปิดประเทศทำไม่ได้..
มีคนบ้าเท่านั้นที่คิด
การเลือกตั้งก็ต้องกลับมาโดยเร็ว
ถึงวันนั้นจงเลือกพรรคที่มีความกล้าหาญในการต่อสู้จริง ๆ
http://thaienews.blogspot.com/search?updated-min=2012-01-01T00:00:00%2B07:00&updated-max=2013-01-01T00:00:00%2B07:00&max-results=50

วิธี แข็งกร้าว วิถี ประชาธิปัตย์ ใครเป็นโจร



วิธี แข็งกร้าว วิถี ประชาธิปัตย์ ใครเป็นโจร

ไม่ว่าจะเป็นภาพและสถานการณ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นภาพและสถานการณ์การชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา  เป็นเหมือนภาพด้านกลับเป็นภาพด้านกลับจากสถานการณ์การชุมนุมอันเคยเกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

จะต่างก็เพียงแต่ ณ วันนี้ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

จะต่างก็เพียงแต่ ณ วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน และกำลังเสริมสานสถานภาพแห่งการเป็นแนวร่วมเดิมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ความรุนแรง แข็งกร้าว อันปรากฏผ่าน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าใจได้

เข้าใจได้เหมือนกับการปราศรัยซึ่งไต่ระดับความรุนแรง เฉียบกร้าว เป็นทวิทวีคูณมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ไม่ว่าจะมาจากนักปฏิบัติธรรมอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

เช่นเดียวกับวาทกรรมเหี้ยมหาญอันออกมาจากปากช่างจำนรรจ์อย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และ นายเทพไท เสนพงศ์ ที่ว่า

"จะสู้กับโจรก็ต้องใช้วิธีโจร"



 

หากยึดตามบรรทัดฐานเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ที่การก่อตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2489 มาจากบุตรของเจ้าพระยาอย่าง นายควง อภัยวงศ์

ร่วมมือกับอดีตปลัดทูลฉลองอย่าง พระยาศรีวิศาลวาจา

ประสานกับมันสมองก้อนโตอย่าง หลวงประกอบนิติสาร ประสานกับมันสมองก้อนโตอย่าง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช 2 พี่น้องคนเก่ง

ถือว่า ณ วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์กำลัง "ถ่อมตัว" ครั้งสำคัญ

เป็นการถ่อมตัวจากพรรคอันสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ดี ตีนเล็ก นักเรียนนอก จากเคมบริดจ์ ออกซ์ฟอร์ด นำเอา "วิธีโจร" เพื่อสู้กับ "โจร"
แม้คนของพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมรับในสถานะแห่งโจรอย่างเต็มพิกัด กระนั้น การใช้วิธีแห่งโจรก็เหยียบบาทก้าวใกล้กับโจรเป็นอย่างยิ่ง

เพียงแต่ใช้ "วิธีโจร" โดยไม่ยอมเป็น "โจร" ไปด้วย

น่าสงสัยว่าสุภาพบุรุษนักการเมืองระดับ นายชวน หลีกภัย สุภาพบุรุษนักการเมืองระดับ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน สุภาพบุรุษนักการเมืองระดับ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี หรือแม้กระทั่ง นายสุทัศน์ เงินหมื่น จะยอมรับใน "วิธีโจร" ไปด้วยหรือไม่

ที่ไม่ควรมองข้ามคือ "วิธีคิด"




พฤติกรรมความรุนแรงของพรรคประชาธิปัตย์ในสภา


เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายมาร์ค อภิสิทธิ์ส่งทหารไปทำร้ายลูกความของผมในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เห็นได้ชัดเจนมากว่าเขาทำไปเพื่อปกป้อง “หลักนิติธรรม” การที่ทหารสั่งการโดยนายมาร์คใช้พลซุ่มยิงสังหารประชาชนมือเปล่ากลายเป็นเหตุการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของนายมาร์คที่มักโฆษณาว่าตนเองเป็นคนเรียบร้อยมีระเบียบ

เรายืนยันเสมอว่าเจตจำนงค์ของนายมาร์คในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 คือการรักษาไว้ซึ่งการทำลายหลักนิติธรรมของเขาและยับยั้งไม่ให้ผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเรียกร้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เขาได้มาจากกระบวนการทางสภาแต่ไม่ได้มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนหลังจากได้รับการสนุบสนุนจากกองทัพไทยและจากการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงเสื้อเหลืองหรือกลุ่มพันธธมิตรในปี 2551

หลังจากพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายขายขี้หน้าในการเลือกตั้งในปี 2553  โดยแพ้อย่างราบคาบให้กับผู้สมัครหน้าใหม่ที่ขาดประสบการณ์แต่มีความสามารถอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประชาชนไทยคงหวังว่าพวกเขาได้ส่งข้อความชัดเจนถึงนายมาร์คว่า “พวกเราไม่ต้องการให้คุณหรือพรรคของคุณเป็นรัฐบาล” ในประเทศที่มีประชาธิปไตย การได้รับประชามติจากการเลือกตั้งอย่างพรรคเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์ได้รับมักจะทำให้เกิดเสถียรภาพในประเทศและทำให้พรรคที่แพ้เลือกตั้งกลับไปคิดว่าเหตุใดจึงแพ้เลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม คนที่จบจากวิทยาลัยอีตันและมหาลัยออกซ์ฟอร์ดอย่างนายมาร์คกลับเมินเฉยบทเรียนประชาธิปไตยที่ง่ายๆนี้

เมื่อสองวันที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งที่พรรคประชาปัตย์เมินเฉยต่อประชาธิปไตย กระบวนการรัฐสภาและเจตจำนงค์ประชาชนไทยอย่างสิ้นเชิง อีกครั้งที่พรรคได้จับมือร่วมกับกลุ่มพันธมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่ขนาดเล็กและนิยมความรุนแรง กลุ่มที่เหมือนอยากจะก่อความรุนแรงต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

ในวันที่ 30  พฤษภาคม) กลุ่มคนบ้าคลั่งอย่างกลุ่มพันธมิตรทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์ ราว 2,000-3,000 คนชุมนุมหน้ารัฐสภาและในเหตุการณ์ความวุ่นวาย สส.พรรคประชาธิปัตย์ทำความเคารพแบบพรรคนาซีและเข้าล้อมประธานสภานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มีการฉุดกระชากและพยายามข่มขู่ประธานสภา สส.ประชาธิปัตย์สติแตกคนหนึ่ง  รังสิมา รอดรัสมีได้พยายามเอาเก้าอี้ประธานสภาไปซ่อนด้วยความโกรธ หลังจากนั้นรังสิมาได้โทรเข้าไปในรายการทีวีและเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตร “บุกเข้าไปในสภา” ในขณะที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายมาร์ค อภิสิทธิ์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและปัจจุบันดำรงตำแหน่งสส.นายกรณ์ จาติกวณิชได้ให้การสนับสนุนอยู่ข้างๆ โดยพูดจาส่งเสริมกลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่พันธิมิตรและการกระทำข่มขู่ของสส.พรรคประชาธิปัตย์ในสภา

ในวันที่ 31 พฤษภาคม มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นอีก สส.พรรคประชาธิปัตย์วิ่งวุ่นอย่างบ้าคลังในสภาอีกครั้ง สส.ของพรรคข้าวงปาเอกสารและทำร้ายสส.พรรครัฐบาล ในเหตุการณ์ที่รุนแรงและน่าตกใจ สส.พรรรคประชาธิปัตย์ นายธานี เทือกสุบรรณ (น้องชายอดีตรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ) คว้าสส.พรรคเพื่อไทยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ที่คอ ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นการทำร้ายร่างกายที่รุนแรง อีกครั้งที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์อย่างนายมาร์ค นายกรณ์ จาติกวณิช และนายศิริโชค โสภาสนับสนุนส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรุนแรง และกล่าวหาคนอื่นอย่างผิดๆและไม่มีข้อมูลซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำได้ดี

ในขณะที่สส.พรรคประชาธิปัตย์กระทำพฤติกรรมข่มขวัญผู้อื่นในสภา พันธมิตรของพวกเขาในกลุ่มพันธมิตรชุมนุมอยู่นอกสภาและขู่ว่าจะบุกเข้าไปในสภา ครั้งนี้กลุ่มพันธมิตรตัดสินใจจะไม่ทำ แต่ได้ประกาศว่าจะกลับมาในวันที่ 1 มิถุนายน ตอนหกโมงเช้าเพื่อเข้าร่วมสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การต่อสู้ครั้สุดท้าย”

กิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรและพรรคประชาธิปัตย์เป็นไปเพื่อยับยั้งการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในเรื่องของพรบ.ปรองดองอย่างมีประสิทธิภาพ เราสามารถมองว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการแสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว พรรคความเข้าร่วมการอภิปรายที่สมเหตุสมผลและสันติ ซึ่งจะเป็นแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า  แน่นอนหากพรรคประชาธิปัตเชื่อในประชาธิปไตย พรรคคงคิดได้ว่าพวกเขาไม่มีประชามติที่จะยับยั้งกระบวนการนิติบัญญัติของพรบ.นี้หรือพรบ.ใดก็ตาม หน้าที่ “ฝ่านค้าน” อย่างเป็นทางการ หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่ต้อง “คัดค้าน” รัฐบาลด้วยการใช้วิธีการที่เป็นประชาธิปไตยและกระบวนการรัฐสภา อย่างไรก็ตามการใช้ความรุนแรง การข่มขู่และข่มขวัญ ในขณะเดียวกันก็จับมือกับกลุ่มพันธมิตรไม่ใช่นโยบายและเป็นพฤติกรรมที่ดีพอที่จะชนะการเลือกตั้งได้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาทุกอย่างจะเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกเพราะการบริหารภายใต้ “หลักนิติธรรม” คือมาตราฐานของ “ภาพลักษณ์” นายอภิสิทธิ์ และคือเรื่องที่เขาย้ำอยู่เสมอ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2552 หลังจากที่เขาส่งทหารกว่าหมื่นนายไปบดขยี้คลื่นลูกแรกของการชุมนุมคนเสื้อแดง นายมาร์คบอกเวปไซต์การลงทุนระหว่างประเทศของนายโทมัส ไวท์ว่า

“ผมสามารถรับรองว่ารัฐบาลของผมจะเดินตามแนวทางของหลักการตามประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดี ความโปร่งใสและความเคารพความยุติธรรมและหลักนิติธรรม”

ไม่กี่เดือนก่อนที่นายมาร์คจะพูดแบบนี้ หนึ่งในสมาชิกรัฐบาลของเขา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์ได้เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งปิดสนามบินสุวรรณภูมิเป็นการส่วนตัว หนังสือพิมพ์เดลี่เทเลการ์ฟของอังกฤษกล่าวว่า

“นายกษิตเล่าให้นักการทูตและนักข่าวต่างชาติซึ่งต้องตกใจหลังจากฟังเรื่องดังกล่าวในวันศุกร์ว่า การชุมนุม “สนุกมาก” “อาหารดี ดนตรีไพเราะ” เขาอธิบาย

แม้นายมาร์คจะมีความเชื่อย่างมากต่อ “หลักนิติธรรม” สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขาไม่เชื่อในการปรับใช้หลักการเหล่านั้นกับตนเอง พวกพ้องหรือพรรคการเมืองของเขา

และยังดูเหมือนว่านายมาร์ค อภิสิทธิ์และพรรคไม่สามารถทำใจได้ว่าประชาชนไทยไม่ต้องการพวกเขา ซึ่งเห็นได้จากผลการเลือกตั้งในปี 2553  และนั้นทำให้เริ่มเห็นอย่างช้าๆว่า แนวความคิดแบบเจ้าขุนมูลนายของพวกเขากำลังจะกลายเป็นความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์

และที่น่าเศร้าคือ นายมาร์ค อภิสิทธิ์และกลุ่มพันธมิตรหัวรุนแรง กลุ่มเผด็จการฟาสซิสต์ใหม่และกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยอื่นรู้สึกสิ้นไร้ไม้ตรอกมากขึ้นทุกวันและมากยิ่งกล่าวพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นและสถานการณ์ในปัจจุบันจะคลี่คลายและเข้าใจว่าคนที่เป็นอภิสิทธิ์ชน เกิดในประเทศอังกฤษ จบการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันจะต้องเคารพกฎเกณฑ์เช่นกัน



นาทีสภาเดือด... เขวี้ยงแฟ้ม-ขยุ้มคอ



การพิจารณาเลื่อนญัตติร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ทำให้สภาป่วนซ้ำสอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ "วรงค์ เดชกิจวิกรม" ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ปรี่เข้าไปที่หน้าบัลลังก์ขว้างแฟ้มเอกสารเข้าใส่ "ขุนค้อน "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์"  ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขณะด้านล่างบัลลังก์ บรรยากาศวุ่นวายไม่แพ้กัน เมื่อปรากฏภาพ ส.ส.ปชป.อีกคนได้ปรี่เข้าหานายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่กำลังถ่ายคลิปวิดีโออยู่ พร้อมเอามือสองข้างขยุ้มคอ และยังหันไปปะทะคารมกับ เก่ง "การุณ โหสกุล" ส.ส.กทม. พท. จนเกือบจะลงไม่ลงมือกัน

หลังภาพปรากฏเป็นข่าว "ธานี เทือกสุบรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี ปชป. ออกมายอมรับว่าเป็นคนเอามือขยุ้มคอ "จิรายุ" โดยบอกว่า "ก็แค่ไม่อยากให้มีเรื่อง ก็แค่กันเขาออกไปในจุดที่ ปชป.ยืนอยู่เป็นจำนวนมาก แล้วเขาก็พยายามถ่ายรูปก็เลยเข้าไปกอดคอเขาแค่นั้นเองไม่มีอะไร ไม่ได้กดคอและบีบคอ ดูภาพก็เห็นว่าไม่ได้บีบแค่ไปจับคอเฉยๆ มันก็เป็นเพื่อสมาชิกกันทั้งนั้น"




"ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าแค่ไม่ให้เขาเดินเข้าไปตรงที่มีพรรคประชาธิปัตย์ยืนอยู่เยอะๆ เขาก็เข้ามาถ่ายรูปเลยเข้าไปบอกเขาแค่นั้น แต่ทุกคนเห็นว่าจะมีเรื่อง แต่จริงๆ ไม่มีอะไร ไม่ได้บีบ ไม่ได้อะไร ภาพที่หลุดคล้ายกับจะมีเรื่องจริงๆ ก็ไม่มีอะไร ถ้าไปดูคลิปจริงๆ ก็จะเห็น ถ้าเราไปทำก็ต้องเห็นชัดๆ" นายธานีกล่าว

ส่วน "จิรายุ" ที่ใส่เฝือกอ่อนที่คอนั้น ธานีบอกว่า "จิรายุต้องทำอยู่แล้ว เขาต้องสร้างภาพอยู่แล้ว เขาต้องไปแจ้งความ พอเขาจะไปแจ้งความเขาต้องเอาเฝือกคอมาใส่ให้เห็นว่าเขาเจ็บคออยู่ เขาต้องทำ แต่เราไม่ได้ทำ และผมจะยืนหยัดและยืนยันที่จะต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายต่อไป"

ด้าน "จิรายุ" ในฐานะเจ้าทุกข์ เปิดเผยว่า "ผมเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ช่วงที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ผมก็แค่เข้าไปถ่ายรูป เหมือนที่คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย เคยถ่ายคลิปความวุ่นวายในวันแรกไว้ พอถ่ายเสร็จผมก็จะถอยตัวออกมา เผอิญไปกระแทกกับคุณธานี แต่ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น ผมก็ถอยออกมาให้ห่างเขาหน่อย แล้วก็ถ่ายรูปเขา จังหวะนั้นเขาก็วิ่งเข้ามาบีบคอผมเลย""ผมก็งงว่าเขาเป็นอะไร ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นผู้ใหญ่กว่าผมด้วยซ้ำ เขาอายุ 60 กว่าปีแล้ว ผมเพิ่งอายุ 40 ปีกว่าๆ แต่จู่ ๆ ก็วิ่งมา แล้วก็ไม่พูดอะไร เข้ามาบีบคอผม พอเริ่มมี ส.ส.หลายคนเข้ามาห้ามก็คงจะคิดได้ว่าไม่สมควรที่จะทำแบบนี้ถึงปล่อยมือออกจากคอผม"

"จากนั้น ผมก็เดินออกมา หลังจากกลับไปที่บ้านพักก็ได้ไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ให้ตรวจดูว่าผมบาดเจ็บอะไรหรือไม่ หมอก็บอกว่ากล้ามเนื้อคอผมอักเสบ ให้ผมพักผ่อน ระมัดระวังและใส่เครื่องป้องกัน ผมมีใบรับรองแพทย์พร้อมทั้งหมด" "จิรายุ" เปิดเผยวินาทีโดนขยุ้มคอ

ด้านหมอ "วรงค์" มือเขวี้ยงแฟ้มใส่ "ขุนค้อน" เปิดเผยเหตุการณ์ในวินาทีนั้นว่า "ในตอนนั้นมันมีที่มาที่ไป คือตัวประธานสภาเขารวบรัดมาก แล้วผมถือว่าเราใช้สิทธิตามข้อบังคับการประชุมที่เราสามารถอภิปรายซักถามข้อสงสัยของเราได้ แต่อยู่ๆ ประธานเขาอ้างว่าได้ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะแล้ว"

"ความรู้สึกผมตอนนั้น ผมลุกขึ้นยืนประท้วง คือเรารู้อยู่แล้วว่า เขายกเลิกคำพิพากษาเท่ากับว่าเขาต้องมีการคืนเงิน อันนี้คือ หมู ลงมติว่าอันนี้คือ หมา ความรู้สึกเราเป็นอย่างนั้น ตอนที่เราใช้สิทธิ ประธานก็บอกถ้าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นเขาจะลงมติ ในขณะที่พวกเราจำนวนมากคัดค้าน ผมก็เลยถือโอกาสเดินไป ถ้าสังเกตจะเห็นว่าผมมีเอกสารเล่มหนึ่งถืออยู่ ซึ่งเอกสารนั้นคือข้อบังคับการประชุม และจะเห็นว่า ผมชูมืออยู่ตลอดเพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงการคัดค้าน ซึ่งผมใช้สิทธิตามข้อบังคับในการประท้วงประธานสภา ซึ่งประธานก็เห็นตลอดแต่บอกว่าถ้าใครไม่เห็นเป็นอย่างอื่นจะลงมติ แกก็กดออด"



"ผมได้บอกให้ประธานดูข้อบังคับ ข้อ 9.6 เขาให้สิทธิพวกผมในการซักถามท่านจะมาบอกว่าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แต่ประธานไม่สนใจรีบลงมติทันที"

"ความรู้สึกผมตอนนั้นต้องการกระตุกสังคมให้เต็มที่ จะต้องช่วยเหลือสังคม เพราะมันรุนแรงเกินกว่าที่จะรับได้ ผมก็เลยตัดสินใจขว้างหนังสือที่เป็นข้อบังคับการประชุมไปให้กับประธานสภา ตอนนั้นเราคิดว่าเราทำในเชิงสัญลักษณ์เพื่อกระตุกสังคม เราไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายประธาน เราต้องการให้สังคมหันมาสนใจเรื่องพวกนี้มากขึ้น"

"หมอวรงค์" ยังบอกความรู้สึกหลังเขวี้ยงเอกสารไปแล้วว่า "คือมันจวนตัว เราต้องยอมเจ็บตัวยอมเสีย เพื่อให้สังคมยอมกระตุก เพราะเรื่องนี้มันร้ายแรงมาก ขนาดผมยังตัดสินใจทำแบบนี้ ในสาระที่กฎหมายทำแบบนี้มันทำลายชาติ ถ้าปล่อยไว้ประเทศชาติจะเสียหายมาก ผมต้องยอมเสียภาพพจน์ เสียชื่อเสียง แต่ผมจะรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ผมจะคัดค้านกฎหมายฉบับนี้"
"ถ้าท่านประธานจะแจ้งความนั้นไม่เป็นไร คือถ้าท่านใจกว้าง จะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดมาจากพฤติกรรมของท่านเอง ถ้าท่านประธานแจ้งความเท่ากับเป็นการประณามตัวเอง" หมอวรงค์กล่าว
นั่นคือคำอธิบายของผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์อื้อฉาวในสภา เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2555
ที่ผ่านมา  ใครผิดใครถูก  เหตุผล ข้ออ้าง ข้อแก้ตัวฟังขึ้นหรือไม่  
ประชาชนที่เห็นภาพเหตุการณ์ มีคำตอบในใจอยู่แล้ว

http://www.matichon.co.th/news_detail.phpnewsid=1338605802&grpid=&catid=01&subcatid=0100

ฆ่าตัวตายทางการเมือง



ฆ่าตัวตายกันไปเรียบร้อยแล้ว..เป็นการฆ่าตัวตายหมู่เสียด้วย ไม่เท่านั้นยังกระทำซ้ำอีก
วันแรกยังไม่พอ ยังมีวันต่อๆ มา ไม่น่าเชื่อว่าจะขาดความยับยั้งชั่งใจกันได้ขนาดนี้
ปล่อยตัวปล่อยใจกันอย่างประเจิดประเจ้อกลางที่ประชุมสภา 


เปลือยกายล่อนจ้อน..

โชว์สัญชาตญาณดิบกันอย่างไม่หวั่นเกรงสายตาประชาชนที่ดูการถ่ายทอดสดทางจอทีวีกันเลยแม้แต่น้อย

กลายเป็นกลุ่มผู้ทรงเกียรติที่จะได้รับการจารึกชื่อ ในฐานะผู้สร้างรอยด่างเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐสภาของไทย

อาจจะจงใจประท้วงท่านประธาน ด้วยวิธีการขั้นรุนแรงสูงสุด 
เพื่อรับกับกระแสม็อบที่ชุมนุมอยู่ข้างหน้า
หรืออาจจะด้วยอารมณ์พาไปก็ตามที
จะมีแผนหรือไม่มีแผน จะคิดน้อยคิดมาก คิดลึกหรือคิดสั้นก็ตามทีเถอะ
แต่นี่คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองครั้งใหญ่


 จนห้าวหาญกล้าทำในสิ่งที่ ส.ส.รุ่นพี่ รุ่นพ่อต้องตะลึงแล้วก็เตลิดเปิดเปิงไปด้วยกันทั้งกลุ่ม ไม่มีใครห้ามใครได้ 

หัวหน้าเด็กก็เด็กพอกัน นำทีมสร้างอารมณ์เดือดพล่าน จนพรรคพวกคุมอารมณ์ไม่อยู่ กลายเป็นภาพน่าอเนจอนาถอย่างที่เห็น นึกถึงภาพเด็กๆ ห้าวๆ ไปนั่งบัญชาการอยู่ในองค์กรที่มีอำนาจเต็มเปี่ยมในช่วงบ้านเมืองวิกฤตออกหรือยัง  ผู้คนถูกคำสั่งรัวกระสุนตายกลางเมืองไปเกือบร้อย

คงเป็นเช่นนี้แหละ...

อีกไม่กี่วันจะมีเกมฟุตบอลใหญ่ระดับยุโรป คนไทยและคนทั่วโลกคงดูกันเป็นมหกรรม

ไม่มีทีมเล็กทีมรองบ่อนทีมไหนหรอก ที่สู้ไม่ได้ในเกมการแข่งขัน แล้ววิ่งเข้าไปฉุดกระชากลากตัวกรรมการ

ถ้าสู้ไม่ได้เพราะกรรมการไม่เป็นกลาง ประชาชนคนดูจะเป็นผู้ตัดสินให้แทน

มีแต่นักบอลวัยรุ่นใจร้อนไม่เป็นมืออาชีพเท่านั้น ที่ไปทะเลาะกับกรรมการ

แล้วลงเอยก็โดนใบแดง โดนลงโทษ ถึงไม่โดนในสนาม ประชาชนก็จะแจกแทน


เราเคยนั่งดูข่าวต่างประเทศ เห็นภาพสมาชิกสภาในหลายๆ ชาติ อาละวาดขว้างปาข้าวของ ไล่เตะต่อยกัน  ..อาจจะรู้สึกขำขันสนุกมัน  แต่พอมาเกิดเหตุในสภาไทย แถมต่อเนื่องสองวันนั้น คราวนี้ขำกันไม่ออก  นั่งมองจอทีวีอ้าปากหวอไปตามกัน พร้อมเสียงอุทานอย่างตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกันได้ขนาดนี้

เพราะสังคมไทยได้ชื่อในความเป็นสังคมประนีประนอม มีรากเหง้า มีเครือญาติ เป็นสังคมที่ถึงจะขัดแย้งกันเช่นไร คงไม่ถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน

ยิ่งสมาชิกในสภาผู้ทรงเกียรติ อาจจะเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่ากันบ้าง หลุดคำหยาบคายใส่กันบ้าง  แต่ไม่เคยมีพฤติกรรมบุกไปฉุดกระชากลากถูผู้เป็นประธาน ไปลากเก้าอี้โยนทิ้งกันอย่างสนุกสนาน ไปขว้างปาข้าวของใส่




อันที่จริงก็วิเคราะห์ได้ไม่ยาก เพราะการเมืองไทยในยุคไม่กี่ปีมานี้ เราปล่อยให้เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตรวดเร็วเกินไป ก้าวขึ้นมากุมอำนาจยิ่งใหญ่ในทางการเมือง ดลบันดาลอะไรก็ได้ จะพูดอะไรเลื่อนลอยก็ได้ สร้างเรื่องเท็จกลบความผิดเป็นนิจศีล

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2555)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338560851&grpid=03&catid=02&subcatid=0207




(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2555)




(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2555)

สัญลักษณ์"เถื่อน"



สัญลักษณ์"เถื่อน"
ในกองบรรณาธิการนิตยสารเล่มหนึ่ง ขณะที่ทีมงานกำลังนั่งดูข่าว นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ขว้างหนังสือใส่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

น้องผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเดินเข้ามา

พอเห็นภาพในจอโทรทัศน์ เธอตั้งคำถามซื่อๆ

"พี่..สภาประเทศไหนเหรอ"
นี่คือ "เรื่องจริง"

เพราะไม่มีใครคิดว่าภาพเช่นนี้จะเกิดขึ้นในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย

ไม่มีใครนึกว่าคนที่ก่อเหตุตั้งแต่การดึงตัวประธานสภา ลากเก้าอี้ประธานสภา จนถึงขั้นขว้างเอกสารใส่ประธานสภา

จะเป็น ส.ส.ที่มาจากพรรคการเมืองที่ประกาศตัวว่า "เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา"

"ประชาธิปัตย์" กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของ "ระบบรัฐสภา" ที่เขาเชื่อมั่น

นพ.วรงค์บอกว่า นี่คือการประท้วงเชิง "สัญลักษณ์"

หมายความว่า ต่อไปนี้ถ้า ส.ส.ไม่พอใจใคร ก็สามารถประท้วงด้วยการขว้างสิ่งของใส่ได้



ถ้าประโยคนี้ออกมาจาก "จิ๊กโก๋ปากซอย" ผมจะไม่แปลกใจเลย

แต่คำพูดนี้มาจากคนที่เป็น ส.ส. และมีคำว่า"นายแพทย์"นำหน้า

น่ากลัวมาก

คนเราทุกคนนั้นมีโอกาสทำผิดพลาดได้ เวลาโกรธมากๆ คนเราอาจทำอะไรรุนแรงเกินไป

แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว สามัญสำนึกในใจบอกตัวเราว่าอย่างไร

"ถูกต้อง" หรือ"ผิดพลาด"

"ดุลพินิจ"ในการแยกแยะ "ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี" เป็นเรื่องสำคัญมาก

ยิ่งคนเป็น "หัวหน้า" ยิ่งสำคัญ

คำแถลงของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าหากภาพลักษณ์ของพรรคเสียหายแต่สามารถสกัดกั้นกฎหมายทำลายชาติได้ ก็ยอมรับที่จะเสียภาพลักษณ์

"สิ่งที่อยากขอโทษมีเพียงเรื่องเดียว คือ ขอโทษที่ไม่สามารถสกัดการใช้อำนาจโดยมิชอบเข้ามาในสภาได้"

สรุปคือ ไม่ขอโทษที่ลูกพรรคขว้างของใส่ประธานสภา และยอมรับพฤติกรรมเช่นนั้นเพราะเชื่อว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการสกัดกั้น พ.ร.บ.ปรองดอง

ในอีกมุมหนึ่ง "พิชัย รัตตกุล" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการ Hot Topic ของ "ว้อยซ์ ทีวี" กรณีที่ "รังสิมา รอดรัศมี" ขึ้นไปลากเก้าอี้ประธานสภาซึ่งรุนแรงน้อยกว่า "น.พ.วรงค์" ขว้างเอกสารใส่นายสมศักดิ์

"พิชัย"บอกว่าถ้าเขาเป็นหัวหน้าพรรคจะส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการจริยธรรมของพรรคพิจารณา

"จะบอกว่าประธานสภาเบี้ยว เราจึงทำบ้าง แสดงว่าไม่เคารพซึ่งกันและกันเลย ผมเป็นหัวหน้าจะไม่พูดเช่นนั้น แต่จะขอโทษด้วยซ้ำ ผมจะบอกคุณรังสิมาว่าพูดดีมาก แต่คุณไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น"

นี่คือ ดุลพินิจในแยกแยะ "ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี" ของแต่ละคน

ไม่แปลกหรอกครับที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "พิชัย" จะยืนยันต่อต้านการรัฐประหาร แม้จะไม่เห็นด้วยกับ"ทักษิณ"

เช่นเดียวกับไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

ในขณะที่หัวหน้าพรรคบางคนไม่เคยรู้สึกผิดเลยที่ให้เลขาธิการพรรคไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

และไม่เคยรู้สึกผิดที่สั่งให้ใช้กระสุนจริงในการสลายมวลชน

(คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12  โดย สรกล อดุลยานนท์  หน้า 2 มติชนรายวัน 2 มิถุนายน 2555 )

จาก.. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338611980&grpid=&catid=02&subcatid=0202