วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลำดับเหตุการณ์การเมืองไทย ปี 2553 (ตอน3)

3 เมษายน 2553
มีการเคลื่อนขบวนมาปักหลักบริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งเต็มไปด้วยผู้ชุมนุมจำนวนมาก กระจายกันอยู่เต็มผิวจราจร ตั้งแต่แยกประตูน้ำ ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ต่อเนื่องไปจนถึงถนนราชดำริ โดยพิธีกรบนเวทีแจ้งว่า คืนนี้จะปักหลักชุมนุมข้ามคืน ที่แยกราชประสงค์

7 เมษายน 2553
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

8 เมษายน 2553
ภายหลังที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มอบหมายให้กระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไปแจ้งให้ไทยคมระงับการแพร่สัญญาณภาพและ เสียงของสถานีประชาชน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสถานีไทยคม ที่ตั้งอยู่ถนนรัตนาธิเบศร์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และสถานีไทยคม ซึ่งตั้งอยู่ถนนสายลาดหลุมแก้ว-วัดเจดีย์หอย อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเรียกร้องให้ยุติการระงับการเผยแพร่สัญญาณ

9 เมษายน 2553
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า องค์กรผู้ สื่อข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ประณามการปิดกั้นสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีเพิลแชนแนลและเว็บไซต์ 36 เว็บไซต์ของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยระบุว่าการปิดกั้นสื่อมวลชนที่ทั้งเป็นกลางและสื่อที่มีความเห็นไปในทาง เดียวกับฝ่ายค้าน ทำให้อาจเกิดความรุนแรงได้

กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังสถานีไทยคม ซึ่งตั้งอยู่ถนน สายลาดหลุมแก้ว-วัดเจดีย์หอย อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เพื่อเรียกร้องให้ยุติการระงับการเผยแพร่สัญญาณการออกอากาศของสถานีประชาชน โดยได้มีการนำกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา แต่ไม่บรรลุผล จากนั้นเหตุการณ์ได้สงบลงภายในเวลา 15 นาที โดยแกนนำพยายามควบคุมมวลชนไม่ให้บุกเข้าไปภายในตัวอาคาร จนกระทั่งมีการเจรจาให้ทหารถอนกำลังเดินแถวออกจากสถานีไทยคม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของผู้ชุมนุม

นอกจากนี้ได้มีการนำอาวุธที่ได้ยึดมาจากทหาร ที่ประกอบด้วยปืนเอ็ม 16, ปืนลูกซองยาว พร้อมลูกระเบิดแก๊สน้ำตา หมวกกันน็อค เสื้อเกราะ โล่ กระบอง มาให้สื่อมวลชนได้ถ่ายภาพเอาไว้ รวมทั้งยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาอีกจำนวนหนึ่งจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุม หลังจากที่มีการยืนยันว่าทางสถานีประชาชนจะมีการออกอากาศอย่างแน่นอน กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเคลื่อนขบวนกลับไปยังที่ตั้ง

22.20 น.ได้มีการเข้าระงับการออกอากาศของทางสถานีอีกครั้ง

10 เมษายน 2553
รัฐบาลได้นำกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ฉีดน้ำออกจากกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 และพยายามปิดประตู พร้อมขึงรั้วลวดหนาม นอกจากนี้มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ใช้แก๊สน้ำตายิงด้วย ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ถอยร่นออกมาบริเวณสนามเสือป่า พยายามปาท่อนไม้และสิ่งของตอบโต้ นอกจากนี้ยังเกิดเสียงดังขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นระเบิดเสียง ทำให้ผู้ชุมนุมแตกตื่นวิ่งหนี

13.10 น. กลุ่มเสื้อแดงได้กลับมารวมตัวอีกครั้ง แกนนำบนรถปราศรัยได้ประกาศว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กำลังเดินทางตามมา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเก็บท่อนไม้ที่เหลือจากการจัดงานกาชาดเตรียมพร้อมไว้แล้วด้วย

13.45 น. เกิดเหตุชุลมุนที่แยกพาณิชยการ ใกล้ทำเนียบรัฐบาลและกองทัพภาคที่ 1 โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้ใช้น้ำฉีดผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมแยกดังกล่าว จากนั้นได้ยิงแก๊สน้ำตา และยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงบางคนได้รับบาดเจ็บและแตกฮือสลายการชุมนุมจากแยกพาณิช ยการ จากนั้นทหารนำรถที่กลุ่มผู้ชุมนุมจอดขวางออกนอกพื้นที่ และเดินจากแยกพาณิชยการมุ่งหน้าเข้าถนนราชดำเนิน

14.00 น. ทหารได้ทยอยยึดถนนราชดำเนินได้บางส่วน โดยตรึงกำลังตามสี่แยกต่างๆ ตั้งแต่กอง บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 แยกมิสกวัน และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่างถอยร่นไปรวมตัวที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และพยายามจอดรถขวางทางเพื่อสกัดทหาร

14.20 น. บริเวณการชุมนุมคนเสื้อแดงบริเวณแยกมิสกวัน โดยทหารได้ใช้แก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตามเกิดโต้ล้มทำให้พัดย้อนกลับไปโดนทหารเช่นกันและมีผู้ชุมนุมบาง ส่วนได้ขว้างกลับมาเช่นกัน ทางด้านบริเวณคลองผดุงกรุงเกษมทหารได้รุกคืบฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมพร้อมกับได้จับผู้ปราศรัยบนเวที ขณะเดียวกันทางผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงได้ปรับขบวนด้วยการใช้พระสงฆ์ออกมาตั้งแนวป้องกันการรุกคืบของทหาร

15.00 น. มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมปืนลูกซอง ปืนเอ็ม16 พกโล่พร้อมอาวุธครบมือ ได้ยืนตั้งแถวอยู่ตรงบริเวณสวนสาธารณะเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ฝั่งอรุณอมรินทร์

17.50 น. มีเฮลิคอปเตอร์บินวนบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และได้มีการปล่อยแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ลงมาเพื่อสลายการชุมนุม ขณะที่แกนนำได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันที่หน้าเวที พร้อมกับปลุกระดมให้ต่อสู้และดูสถานการณ์ต่อไป ขณะที่ผู้ชุมนุมได้มีการปล่อยลูกโป่งและโคมลอยเพื่อรบกวนการบินของ เจ้าหน้าที่บนเฮลิคอปเตอร์แต่ไม่มีผลแต่อย่างใด แก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ทิ้งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ตกลงมาที่ด้านหลังเวที ซึ่งมีสื่อมวลชนปักหลักทำข่าวอยู่เป็นจำนวนมากทำให้แตก ตื่นหาที่หลบแก๊สน้ำตา และอีกจุดทิ้งไปที่ด้านหน้าเวทีซึ่งมีผู้ชุมนุมรวมตัวอยู่ค่อนข้างหน้าแน่น

21.00 น. มีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในบริเวณต่างๆ ใกล้กับที่ชุมนุม เช่น ถนนดินสอ ช่วงวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถนนตะนาว ช่วงแยกคอกวัว ฝั่งเชื่อมต่อถนนข้าวสาร โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 27 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 1,427 ราย
11 เมษายน 2553
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยนายสมชาย กล่าวว่าขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

12 เมษายน 2553
10.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนแห่ศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมออกจาก สะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยขบวนประกอบด้วยรถยนต์บรรทุกโลงศพจำนวนทั้งสิ้น 17 คัน พร้อมด้วยขบวนรถจักรยานยนต์และผู้ชุมนุม ที่เดินเท้าตาม ทั้งนี้ในจำนวนโลงศพทั้งหมด 16 โลง มีเพียง 2 โลงที่มีศพอยู่จริงส่วนที่เหลือจะเป็นโลงเปล่าเพราะศพทั้งหมดถูกนำไปชันสูตร ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งผู้ชุมนุมได้นำธงชาติไทยมาคลุมโลงศพพร้อมรูปผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามในบริเวณพื้นที่ชุมนุมสะพานผ่านฟ้าลีลาศและแยกราชประสงค์ยังคง มีกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักอยู่และไม่เดินทางร่วมไปกับขบวน เนื่องจากก่อนหน้านี้แกนนำผู้ชุมนุมได้ประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนปัก หลักอยู่ที่เวทีชุมนุมทั้งสองจุด เพื่อป้องกันการเข้าสลายการชุมนุม

19.30 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่าขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงเดินหน้าต่อสู้กันต่อไป วันนี้ถือว่าได้ประชาธิปไตยมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เต็มที่ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงไม่นานก็จะประสบความสำเร็จ เพื่อประเทศชาติ เพื่อคนรุ่นหลังต่อไป

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการปะทะกันของเจ้าหน้าที่ทหาร และกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบมีคนเดียว คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นบุคคลที่ขาดสำนึกความเป็นผู้นำ ปฏิเสธที่จะเข้าใจถึงปัญหาของคนในชาติ ตนไม่เคยพบเห็นการใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบปรามประชาชน ไม่เคยเห็นความรุนแรง และกระทำอย่างขาดความสำนึกเช่นนี้

14 เมษายน 2553
ยุบเวทีใหญ่ที่ผ่านฟ้าเพื่อไปรวมกันที่แยกราชประสงค์ และเปิดเส้นทางจราจร เนื่องจากทางแกนนำไม่ต้องการให้เกิดการปะทะ และเป็นการคืนพื้นที่ให้ตามที่รัฐบาลเรียกร้อง

15 เมษายน 2553
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า หลังการชุมนุมผ่านมา 3 วันทุกอย่างเรียบร้อยปกติ ซึ่งผู้ชุมนุมมีการยื่นเวลาให้ตนยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง ตนได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลและผู้แทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือซึ่งเห็นร่วมกันว่าไม่ควรมีการยุบสภา

การย้ายมาชุมนุมที่แยกราชประสงค์สำนักนายกรัฐมนตรีได้ยื่นคำร้องขอให้ศาล ไต่สวนเพื่ออกมาตรการบังคับให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ถนนราชดำริ โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ว่าการกระทำของแกนนำทั้ง 5 และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการปิดกั้นกีดขวางเส้นทางคมนาคมและการใช้ยานพาหนะของ ประชาชนทั่วไป ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสำคัญ รวมทั้งเกิดความเดือดร้อนต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพการเดินทางของประชาชนที่จะใช้เส้นทางสาธารณะและกระทบ ต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมที่เกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ม.34 และ 63 บัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อ ผอ.รมน.โดย ผอ.ศอ.รส. รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่แทน ได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา 18 พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ออกข้อกำหนดและข้อประกาศห้ามแกนนำทั้งห้าและผู้ชุมนุมทั้งหมดออกจากพื้นที่ ที่ชุมนุมแล้ว ข้อกำหนดและประกาศดังกล่าวจึงมีสภาพบังคับอยู่ในตัว และเมื่อมีประกาศใช้แล้วย่อมมีผลบังคับได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมาร้องขอให้ศาลออกคำบังคับตามข้อกำหนดดังกล่าวอีก ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องฝ่ายสนับสนุนการชุมนุม

16 เมษายน 2553
ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอรินทราช บุกเข้าปิดล้อมโรงแรมเอสซีปาร์ค ล้อมจับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ประกอบด้วยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายวันชนะ เกิดดี

โดยนายอริสมันต์ได้โรยตัวออกทางระเบียง โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 100 รายคอยให้ความช่วยเหลือได้สำเร็จ หลังจากนั้นนายอริสมันต์นำกลุ่มคนเสื้อแดงไปล้อมเจ้าหน้าที่อีกชั้น ชิงตัวแกนนำคนอื่นๆออกมาได้ในที่สุด และ ได้ทำปิดล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปปฏิบัติการในครั้งนี้อีกชั้น และให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าช่วยเหลือเหล่าแกนนำอีก 5 คนที่เหลือ จนสามารถช่วยเหลือนายสุภรณ์ และนายเจ๋งออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ ทำให้ทางโรงแรมได้รับความเสียหายบางส่วน ขณะที่การจราจรโดยรอบต้องปิดไปโดยปริยาย

นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำผู้ประสานงานกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ และกลุ่มเฟสบุ๊คต้านยุบสภา เดินทางมาให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ที่บริเวณด้านหน้า กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

18 เมษายน 2553
กลุ่มคนเสื้อหลากสี อันประกอบด้วย เครือข่ายประชาชนพิทักษ์ชาติ และเครือข่ายเฟซบุ๊ก เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลทำหน้าที่ พร้อมทั้งคัดค้านการยุบสภา และแสดงออกไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง

21 เมษายน 2553
พนักงานบริษัทย่านสีลม ได้รวมตัวกันภายใต้ชื่อ เครือข่าย ประชาคมชาวสีลม ออกมาชุมนุมในช่วงเวลาพักเที่ยงต่อต้านการกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง พร้อมทั้งมอบอาหารและน้ำให้กับทหารและตำรวจที่มาดูแลรักษาความปลอดภัย

กลุ่มคนเสื้อแดงรวมตัวชุมนุมบริเวณสถานีรถไฟขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อสกัดไม่ให้ขบวนรถไฟลำเลียงทหาร อาวุธและยานพาหนะกว่า 20 โบกี้ออกจากสถานี เนื่องจากเกรงทหารจะเข้าร่วมสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ
22 เมษายน 2553
ได้เกิดเหตุระเบิด 5 ครั้งบริเวณถนนสีลม โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) รวมตัวการชุมนุมอยู่แยกศาลาแดงฝั่งถนนสีลม ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ โดยเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง หลังเสียงระเบิดดังขึ้น ประชาชนที่อยู่บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดงได้วิ่งหลบหนีออกจากบริเวณดัง กล่าว ขณะที่ด้านล่าง จุดที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านนปช.ก็เกิดความโกลาหลเช่นกัน

20.30 น. ระเบิดลูกที่ 4 ได้ระเบิดขึ้นบริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี ใต้ทางเดินลอยฟ้าเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือสกายวอล์ก

20.45 น. ระเบิดลูกที่ 5 ก็ระเบิดขึ้นที่หน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาศาลาแดง

ทั้งนี้ เหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ผู้บาดเจ็บทั้งหมด 87 คน สาหัส 3 คน โดยผู้บาดเจ็บถูกส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ โดยรอบบริเวณการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 3 คน

24 เมษายน 2553
18.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวบนเวทีปราศรัย โดยกล่าวว่า สืบเนื่องจากการที่กลุ่มนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้ประกาศจุดยืนและเจตนารมณ์เพื่อปกป้องรักษาทุกชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิต ดังเหตุการณ์วันที่ 10 และ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องปรับยุทธวิธี เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เหมาะสมโดยยังยึดแนวทางที่สันติวิธี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวต่อว่า หลังจากที่ทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลือกที่จะปิดประตูการเจรจากับทาง นปช. ชัดเจนว่า ทางนายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจหันหลังให้แนวทางสันติวิธีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ขอประกาศโดยชัดเจนว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาโดยทันที รวมทั้งยังขอประกาศมาตรการรับมือ โดยยึดแนวทางที่สันติวิธี คือ

1. ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอดเสื้อสีแดง และวางสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงความเป็น นปช. ทิ้งออกตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อมาเป็นนักรบนอกเครื่องแบบ จนกว่าจะได้รับชัยชนะจนกว่าจะได้รับประชาธิปไตยจากรัฐบาลกลับคืนมา
2. ขออาสาสมัครจักรยานยนต์ไปประจำด่าน ทั้ง 6 ด่าน จำนวนด่านละ 2 พันคัน
3. ขอให้คนเสื้อแดงทั่วประเทศคอยสังเกตการณ์กองกำลังทหาร และตำรวจที่พยายามจะเข้ามาในกรุงเทพฯ หากพบก็ขอให้ยึดปฏิบัติการขอนแก่นโมเดลทันที ยึดแนวทางสันติวิธี
4. ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงกระทำและปฏิบัติตัวอย่างใดก็ได้ตามอิสระเสรี
5. ขอให้พี่น้องเสื้อแดงทุกคนจับกลุ่มย่อยละ 5 คน แลกเบอร์ และทำความรู้จักกันไว้ เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ใดขึ้น จะได้เป็นช่องทางในการสื่อสารถึงกันได้

นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่ามาตรการทั้งหมดนี้ เป็นมาตรการที่เตรียมไว้รับมือกับนายอภิสิทธิ์ เชื่อว่าภายใน 48 ชั่วโมงนี้ นายอภิสิทธิ์ได้เตรียมการที่จะสลายการชุมนุม ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตย ที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศ เดินทางเข้ามาชุมนุมที่พื้นที่ราชประสงค์เพื่อประกาศให้นายกรัฐมนตรีได้รู้ ว่าไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากอำมาตย์อีกต่อไปแล้ว และต่อจากนี้ให้เรียกกลุ่มคนเสื้อแดงใหม่ว่า กลุ่มคนไม่มีสี ไม่มีเส้น

25 เมษายน 2553
ความเคลื่อนไหวในรูปแบบ "ขอนแก่นโมเดล" ได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยที่จังหวัดอุดรธานี นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำคนเสื้อแดงมาตั้งด่านสกัดเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 3 จุด โดยเฉพาะที่อำเภอโนนสะอาด โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องในกรุงเทพฯ ในขณะที่วิทยุชมรมคนรักอุดรก็ได้ประกาศเชิญชวนให้มาสกัดการ เคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ พร้อมให้เรียกระดมพลให้เข้าร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ ที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ก็มีการตั้งด่านของคนเสื้อแดงเช่นกัน โดยได้ตั้งด่านมาตั้งแต่คืนวันที่ 24 เมษายน นอกจากการตั้งด่านสกัดเจ้าหน้าที่แล้ว บรรดาคนเสื้อแดงยังได้มีการปล่อยลมยางรถทหารและรถตำรวจที่จะมีการเคลื่อน ขบวนเข้ากรุงเทพฯ ด้วย ซึ่งน่าสังเกตว่าในหลายจังหวัดกลุ่มผู้ชุมนุมก็น้อยกว่าเจ้าหน้าที่ แต่กลับไม่สามารถนำกำลังเจ้าหน้าที่มายังส่วนกลางได้

28 เมษายน 2553
09.30 น. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เปิดเผยภายหลังการประชุมแกนนำว่า ในเวลา 10.30 น. จะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังตลาดไท เพื่อให้กำลังใจมวลชนคนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่ที่นั่น โดยให้มวลชนที่ต้องการจะร่วมขบวนไปรวมตัวที่ศาลาแดงแล้วร่วมเดินทางไปรถปิคอัพจำนวน 150 คัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ได้ข่าวว่าจะมีการขนอาวุธเข้ามาในกรุงเทพฯเพื่อปราบปราม ประชาชนจึงเป็นภารกิจที่เสื้อแดงจะต้องสกัดกั้นเอาไว้

13.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนพลถึงฐานทัพอากาศ ดอนเมืองนายขวัญชัยได้สั่งให้ขบวนหยุดเนื่องจากพบว่า มีตำรวจและทหารตั้ง ด้านสกัดอยู่และให้กลุ่มมอเตอร์ไซค์ไปดูพร้อมให้ถอยกลับมาก่อน โดยทหารมีการเตรียมพร้อมตั้งแถวพร้อมอุปกรณ์ปราบจลาจลและทั้งสองฝ่ายปักหลัก กันอยู่มีช่องว่างห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตรทั้งนี้ทหารได้ขอความร่วมกับสื่อมวลชนให้ออกนอกพื้นที่ปฏิบัติงาน หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนพลออกจากหน้าฐานทัพอากาศดอนเมืองมุ่ง หน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติเรียบร้อยแล้วหลังจาก หยุดเจรจาแล้วไม่เป็นผลและเจ้าหน้าที่ได้ยิงกระสุนยางเข้าใส่ทำให้ผู้ชุมนุมต้องถอยร่น

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้ขึ้นปราศรัยที่เวทีการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ โดยประกาศขอให้ผู้ชุมนุมไม่ต้องตกใจกับสถานการณ์ที่ดอนเมืองและรังสิต พร้อมกับให้นายขวัญชัยนำมวลชนเดินทางกลับมาตั้งหลักที่ราชประสงค์เพื่อกำหนด ท่าทีกันอีกครั้ง

14.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้จับกุมผู้ชุมนุมบริเวณโรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยากว่า 10 คน

14.40 น. เจ้าหน้าที่ทหารเริ่มยิงกระสุนยางใส่ผู้ชุมนุมหลายสิบนัดตั้งแต่อนุสรณ์สถาน แห่งชาติถึงโรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยาดอนเมืองขณะที่ประชาชนที่จอดรถสัญจรไป มาบนถนนวิภาวดีรังสิตได้ลงมาจากรถเพื่อหาที่ปลอดภัยหลบกระสุนยางของเจ้าหน้าที่

15.00 น. เสียงปืนบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นจุดปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมที่กำลังมุ่งหน้าไปยังตลาดไท ได้สงบลงแล้ว

16.10 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติว่า จากรายงานของสถาบัน การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เบื้องต้น มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย ในจำนวนนี้ 10 ราย ส่งเข้ารักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งมีสาหัส 1 ราย บาดเจ็บที่ช่องทองต้องเข้ารับผ่าตัด และอีก 3 ราย เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแพทย์ รังสิต ซึ่งก็มีสาหัส 1 รายที่ต้องผ่าตัดเช่นกัน เนื่องจากถูกยิงที่หน้าอก

17.00 น. ที่ถนนวิภาวดี 47 เจ้าหน้าที่ทหารมีการผลักดันกับผู้ชุมนุมรอบที่ 2 ระหว่างนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหารชุดเคลื่อนที่เร็วขับรถมอเตอร์ไซค์ ลงมาจากโทลล์เวย์ทำให้เจ้าหน้าที่ทหาร ทางด้านล่างเกิดการเข้าใจผิดยิงปืนกระสุนจริงและกระสุนยางเข้าใส่จนทำให้ เจ้าหน้าที่ทหารบาดเจ็บ 1 ราย ขณะที่ทหารบางส่วนได้ถอยร่นกลับไปที่หน้าโรงเรียนมัธยมสังคีตวิทยาดอนเมือง ฝั่งขาออกซึ่งขณะนี้ได้เปิดให้บริการแล้ว 1 ช่องทาง เพื่อให้รถขาออกได้เคลื่อนตัวไปได้

สำนักข่าวต่างประเทศ เช่น ซีเอ็นเอ็นและบีบีซีรายงานเหตุการณ์ปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ โดยอ้างว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์เอราวัณเปิดเผยมีจำนวนผู้ชุมนุมบาดเจ็บอย่างน้อย 16 รายระหว่างการปะทะกัน ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 ราย จากกระสุนปืนของเพื่อนทหารพวกเดียวกันเอง โดยทหารคนดังกล่าวคือ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเข้าทะลุหมวกเข้าที่ศีรษะเหนือคิ้ว ซึ่งศพยังอยู่ในร้านค้าสวัสดิการภายในอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

29 เมษายน 2553
นายพายัพ ปั้นเกตุ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่าตนได้ไปตรวจสอบภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากมีบุคคลอ้างว่าภายในตึกโรงพยาบาลยังมีกำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และปืนสไนเปอร์อยู่ครบมือ หากไม่ถอนกำลังทหารออกไปให้หมดภายในคืนนี้ ตนพร้อมจะนำสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดงไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ทันที เพื่อไปขอพื้นที่โรงพยาบาลคืนให้กับประชาชนรวมทั้งในพื้นที่สวนลุมพินีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 7 กองร้อยและในถนนสีลม ไม่ว่าจะเป็นตึกซีพี หรือธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลมก็มีกำลังทหารจำนวนมาก ซึ่งภายหลังได้มีการยืนยันออกมาว่า ไม่ได้มีกำลังทหารตามที่ได้ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

19.00 น. นายพายัพ พร้อมทีมรักษาความปลอดภัย เดินทางไปถึงโรงพยาบาล เพื่อขอตรวจสอบตึกในโรงพยาบาล เนื่องจากเกรงว่าอาจมีทหารซุ่มอยู่ตามตึก อย่างไรก็ตาม นายพายัพได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะให้การ์ดเดินแถวเรียงหนึ่ง ตรวจตึก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้าไป การ์ดเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ได้กระจายเข้าค้นทั่วโรงพยาบาล

30 เมษายน 2553
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้ออกมาขอโทษเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าไม่ใช่มติของแกนนำ และเป็นการกระทำไม่เหมาะสม พร้อมทั้งระบุว่ายินดีให้ความสะดวกกับทางโรงพยาบาลในทุกด้าน รวมทั้งจะไม่มีการเข้าไปภายในโรงพยาบาลเพื่อตรวจค้นอีก นอกจากนี้ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยังชี้แจงว่าการเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลเป็นการตอบคำถามของสื่อมวลชน ที่มีข่าวว่าทหารซุ่มอยู่ในอาคาร นายพายัพจึงเข้าไปเพื่อตรวจดูว่ามีทหารอยู่จริงหรือไม่ ตนนึกว่าจะไปแค่กับสื่อ และไม่คิดว่าจะพามวลชนเข้าไปด้วย ต่อจากนี้ขอยืนยันว่า จะห้ามคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บ เข้าโรงพยาบาลจุฬาฯ เด็ดขาด โดยยังยึดแนวทางไม่เข้าไปรบกวนโรงพยาบาลหรือสถานที่ราชการ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน แถลงว่า ขออภัยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งประชาชน อีกครั้ง ยืนยันจะไม่มีการเข้าไปภายในโรงพยาบาลอีก ขณะเดียวกันชี้แจงเหตุที่เข้าไปตรวจค้นภายในโรงพยาบาลจุฬาฯ เนื่องจากไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมยอมรับเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของหลายฝ่าย ยืนยันไม่มีความตั้งใจจะสร้างให้เกิดภาพเหมือนเป็นการข่มขู่ อยากให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ตกเป็นเหยื่อ จึงมีความจำเป็นต้องดูแลความปลอดภัยของประชาชนให้ดีที่สุด

ด้านนายพายัพ ปั้นเกตุ อ้างว่า จากการสังเกตการณ์หลายวัน พบว่ามีการเคลื่อนไหวของทหารในโรงพยาบาลจริง จึงต้องการเรียกร้องโรงพยาบาล และบริษัทเอกชนที่มีอาคารสูงรอบพื้นที่การชุมนุม อย่าให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้พื้นที่หรือให้ที่พักพิง

ลำดับเหตุการณ์การเมืองไทย ปี 2553 (ตอน2)

Posted 01 May 2012 - 07:32 AM
26 กุมภาพันธ์ 2553
13.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีที่ อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวย ผิดปกติและได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตกเป็นของแผ่นดินโดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริง และใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เอไอเอส และชินแซทฯโดยตรง อันมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทชินคอร์ปสูงขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผลจำนวนดังกล่าว จึงมีคำพิพากษา ให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเงินปันผล จำนวนทั้งสิ้น 46,373,687,454.64 บาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน และให้คืนทรัพย์สินที่มีมาก่อนจะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำนวนทั้งสิ้น 30,247,915,606.31 บาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ยอมรับผลการตัดสินดังกล่าว และอาจจะยื่นเรื่องเพื่ออุทธรณ์ต่อศาลโลกต่อไป
Posted 01 May 2012 - 07:33 AM
8 มีนาคม 2553
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยืนยันว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะเข้าร่วมการชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 14 มีนาคมนี้ อย่างแน่นอน โดยยึดหลักประชาธิปไตย ไม่สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง โดยการชุมนุมครั้งนี้ยึดหลักสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง และได้วางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม

9 มีนาคม 2553
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้อ่านแถลงการณ์ของพันธมิตรฯ ฉบับที่ 4/2553 ว่ารัฐบาลจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้ชุมนุม เพื่อป้องปรามความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยระบุว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆในช่วงเวลาดังกล่าว

11 มีนาคม 2553
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 และ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมกองอำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ ที่กองบัญชาการกองทัพบก

โดยได้นำชุดควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งชายและหญิง ชุดสายตรวจ ชุดสายตรวจ ชุดปฏิบัติการพิเศษ หรือหน่วยสวาท ชุดจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว หรือชุดปะ ฉะ ดะ เพื่อให้ประชาชนรับทราบเจ้าหน้าที่ของตำรวจที่จะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม พ.ศ. 2553

นายสุเทพ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่ประกาศ เป็นพื้นที่ความมั่นคง ซึ่งทุกคนไม่พกพาอาวุธ นอกจากอุปกรณ์ป้องกันตัว แต่จะมีเพียงชุดสายตรวจ ชุดสายตรวจ ชุดปฏิบัติการพิเศษหรือหน่วยสวาท ชุดจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว หรือชุด ปะ ฉะ ดะ ที่จะมีอาวุธติดตัว เพื่อปฏิบัติหน้าที่ โดยจะมีเครื่องหมายเลขชัดเจน

ทั้งนี้ ชุดแรกที่เข้าควบคุมฝูงชนที่เป็นผู้หญิงก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้หญิงและไม่มี อาวุธ ส่วนชุดควบคุมฝูงชนผู้ชายมีเพียงโล่ และกระบอง หากมีบุคคลอื่นแอบอ้างหรือแต่งเครื่องแบบทหาร นอกเหนือจากนี้จะจับดำเนินคดี สำหรับการถวายอารักขาที่บริเวณรอบโรงพยาบาลศิริราช จะอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้บัญชาการทหารเรือ และจะมีทหารเรือและทหารบกแต่งเครื่องแบบรักษาความสงบเรียบร้อย โดยใช้กำลังทั้งสิ้น 5 กองร้อย

12 มีนาคม 2553
แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน จัดการชุมนุมย่อยในหลายพื้นที่ ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ, วงเวียนหลักสี่, แยกดินแดง, สวนลุมพินี, วงเวียนใหญ่, แยกบางนา

13 มีนาคม 2553
กลุ่มผู้ชุมนุมทยอยเดินทางมาที่สะพานผ่านฟ้า ลีลาศ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมชุมนุมใหญ่ โดยขับรถเป็นคาราวานเข้ากรุง

14 มีนาคม 2553
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง
"เผด็จการได้เข้าครอบงำประเทศตั้งแต่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 และยังคงครอบงำต่อมา ด้วยเครื่องมือรัฐธรรมนูญ 2550 องค์กรอิสระต่างแลกฎหมายที่มาจากเผด็จการคณะนั้น รัฐบาลชุดนี้เป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของการ ครอบงำ เรียกว่า เผด็จการซ่อนรูป ประจักษ์ชัดโดยไม่สงสัยว่ารัฐบาลบริหาร โดยขาดความรู้ ประสบการณ์ และทุจริตคอร์รัปชั่น ก่อความเสียหายต่อประเทศและประชาชน รัฐบาลนี้ขาดความชอบธรรมในการบริหาร เพราะรวบรวมชื่อ ส.ส.สนับสนุนได้ แต่สภาผู้แทนขาดคามรับผิดชอบ หลายบทหลายมาตรา อาทิ มาตรา 301, 302, 291 สภานี้จึงไม่อาจเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริงของประชาชน"

นายเพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่ากองทัพต้องวางบทบาทอยู่บนหลักความถูกต้อง ยึดถือความยุติธรรม เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ สหภาพฯออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ให้นำกองกำลังทหารหลายกองร้อยออกปฏิบัติการเพื่อควบคุมฝูงชน เพราะจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน และหากมีการใช้กำลังสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง สหภาพฯจะเข้าร่วมต่อสู้กับประชาชนทันที

15 มีนาคม 2553
กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังกรม ทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อทวงถามคำตอบจากนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แบล็คฮอร์ค ออกจากบริวณดังกล่าว โดยระบุว่าจะพา นายโสภณ ซารัมย์ ตรวจดูการจราจร ตามเส้นทางต่างๆ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่า หลังการชุมนุมผ่านมา 3 วันทุกอย่างเรียบร้อยปกติ ซึ่งผู้ชุมนุมมีการยื่นเวลาให้ตนยุบสภาภายใน 24 ชั่วโมง ตนได้เชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลและผู้แทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือซึ่งเห็นร่วม กันว่าไม่ควรมีการยุบสภา

16 มีนาคม 2553
กลุ่มผู้ชุมนุมเจาะเลือดคนละ 10 ซีซี
16.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสะพานผ่านฟ้า เพื่อมุ่งหน้านำเลือกที่เจาะได้จากกลุ่มผู้ชุมนุมไปเทบริเวณประตูทำเนียบรัฐบาล ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำเลือดผสมน้ำเกลือ ใส่ในแกลลอนน้ำขนาด 5 ลิตรจำนวนกว่า 23-24 แกลลอน และทยอยหิ้วเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ขณะที่แกนนำกลุ่มนปช.ได้ขึ้นรถบรรทุกติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนไปพร้อมกับกลุ่มผู้ชุมนุม

17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำพิธีเทเลือดที่บริเวณประตูต่างๆ ของทำเนียบรัฐบาล โดยในบริเวณประตู 2 ได้มีพราหมณ์พร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางเข้าประกอบพิธีด้านหน้า บริเวณประตู โดยมีการเทเลือดลงบนพื้นถนนพร้อมทำพิธีสาบแช่งและนำเลือดมาเขียนเป็นอักขระ บนเสาด้านข้างประตู 2 และทำเรื่อยไปจนถึงประตู 8 ซึ่งตั้งอยู่ด้านเลียบคลองผดุงกรุงเกษม โดยจุดเทเลือดสุดท้ายคือ ทางเข้าอาคารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีแกนนำได้ขึ้นประจำรถบรรทุกติดเครื่องขยายเสียง เพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

18.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ฝ่าแนวกั้นที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นด้านหน้าประตูทางเข้าที่ ทำการพรรคประชาธิปปัตย์ จนสามารถเข้าไปทำพิธีเทเลือดที่บริเวณหน้าบันไดทางขึ้นที่ทำการพรรคได้ สำเร็จ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้เตรียมเลือดที่เหลือจากการทำพิธีบริเวณทำเนียบรัฐบาล จำนวน 10 แกลลอน มาทยอยเทด้านหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปปัตย์ ทั้งนี้ในระหว่างที่มีการทำพิธี ผู้ชุมนุมต่างส่งเสียงโห่ร้องและตะโกนขับไล่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แกนนำได้ปราศรัยขอให้ผู้ชุมนุมอยู่ในความสงบก่อนที่จะประกาศให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนกลับไปเวทีหลักที่สะพานผ่านฟ้า
Posted 01 May 2012 - 07:33 AM
17 มีนาคม 2553
ช่วงเช้า แกนนำกลุ่มผู้ชุนนุมได้ประกาศแนวทางและเส้นทางที่จะใช้เดินทาง เพื่อไปเทเลือดที่บริเวณหน้าบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ซอยสุขุมวิท 31 และเริ่มเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุม เวลาประมาณ 11.50 รถปราศรัยของแกนนำได้เดินทางมาถึงสี่แยกด้านหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี โดยนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้เป็นตัวแทนเดินลงมาบริเวณรั้วลวดหนามพร้อมด้วยภาชนะบรรรจุเลือดประมาณ 5-6 แกลลอน ขณะที่ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก เพื่อพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะขอเข้าไปทำพิธีกรรมเทเลือด บริเวณหน้าบ้านของนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่สามารถเข้าไปได้ โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นผู้คุมสถานการณ์ และทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 ได้นำรถบรรทุกเครื่องขยายเสียงมาขอให้ผู้ชุมนุมอย่างสันติและขอให้ตระหนักใน สิทธิของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบส่วนหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังเป็นบ้านพักของบิดานายกรัฐมนตรี ดังนั้นจะทำให้อะไรก็ขอให้อยู่ในกรอบกติกาและคำนึงถึงจารีตประเพณีสังคมไทย ด้วย ขอให้ผู้ชุมุนมจัดตัวแทนมาเจรจาร่วมกันว่าจะเข้าจัดกิจกรรมในจุดใด ตำรวจพร้อมให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวก และขอยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังและความรุนแรงใด ๆ กับผู้ชุมนุม

แต่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยอมให้กลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามาภายในซอยสุขุมวิท 31 หลังนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงได้เจรจากับ พล.ต.ต.วิชัย โดย พล.ต.ต.วิชัยได้สั่งให้ตำรวจถอยเป็นระยะทาง 5 เมตร แต่ยังสกัดกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าถึงรั้วบ้านได้ ซึ่งขณะนี้มีระยะห่างกว่า 200 เมตร ทั้งนี้ได้มีผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามบุกปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ตั้งแถวกั้นอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มม็อบเข้าไปใกล้บ้านพักของนายกรัฐมนตรี กลุ่มผู้ชุมนุมนำโดยนายอริสมันต์ได้ทำการฝ่าวงล้อมของเจ้าหน้าที่ บุกไปถึงหน้าบ้านพักนายกรัฐมนตรี พร้อมเทเลือดกองบนพื้นถนนท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยนายณัฐวุฒิได้ประกาศบนรถปราศรัยเพื่อขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่เปิดทางให้ กลุ่มคนเสื้อแดงเทเลือดบริเวณดังกล่าวด้วย และมีผู้ชุมนุมบางคนได้ระดมปาถุงบรรจุเลือดและอึเข้าใส่ภายในบ้านพักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเจ้าหน้าที่และบุคคลภายในบ้านได้พยายามนำสายยางมาฉีดน้ำโต้ตอบ

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ Christian Sciene Monitor ของสหรัฐอเมริกา ได้จัดอันดับ 10 การประท้วงสุดพิสดาร ปรากฏว่า การเทเลือดของกลุ่มนปช. ถูกจัดให้เป็นอันดับ 1 ของการประท้วงสุดพิสดาร
Posted 01 May 2012 - 07:33 AM
20 มีนาคม 2553
กลุ่มผู้ชุมนุมจัดขบวนรถจำนวนมาก โดยเคลื่อนขบวนไปรอบกรุงเทพมหานครตามเส้นทางสายสำคัญต่างๆ แกนนำกลุ่มเสื้อแดงได้กล่าวอ้างว่าตลอดทางมีประชาชนมาให้กำลังใจจำนวนมาก

โดยการเคลื่อนพลจะเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งหมด จะไม่มีการดาวกระจาย เริ่มตั้งขบวนตั้งแต่ 10.00 น. หัวขบวนจะอยู่ที่แยกยมราช มีกองทัพมอเตอร์ไซค์ 2,000 คันนำขบวน พร้อมกับทีมนักรบพระองค์ดำ จากนั้นถึงจะเป็นขบวนคนเสื้อแดงทั้งหมด โดยจะเคลื่อนขบวนไปตามถนนเพชรบุรีตัด ใหม่ ถึงแยกอโศกจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนรัชดาภิเษกผ่านแยกฟอร์จูน ไปตามถนนรัชดาฯ จนถึงแยกรัชดาฯ-ลาดพร้าว จะเลี้ยวขวา เข้าถนนลาดพร้าว ตรงไปถึงบางกะปิ ถึงแยกบางกะปิ จะเลี้ยวขวา ไปถึงแยกลำสาลี แล้วจะเลี้ยวขวาอีกครั้ง เข้าถนนรามคำแหง ตรงไปตามถนนรามคำแหง จนถึงแยกพระราม 9 ตรงไปแยกคลองตัน แล้วตรงไปแยกพระโขนง เลี้ยวขวาเข้าถนนพระราม 4 จากนั้นตรงไปจนถึงสีลม แล้วเข้าวงเวียนโอเดียน เยาวราช ผ่านพาหุรัด แล้วเคลื่อนขบวนไปฝั่งธนบุรี ก่อนที่จะกลับเข้าเวทีปราศรัยที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน ในเวลา 18.00 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้ประเมินตัวเลขจำนวนผู้ชุมนุมในวันนี้ไม่น้อยกว่า 100,000 คน รถจักรยานยนต์ ประมาณ 10,000 คัน และรถยนต์ประมาณ 7,000 คัน

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงการเคลื่อนขบวนของกลุ่มเสื้อแดงว่า เน้นคอนเซปต์ว่าเป็นการขอบคุณและปลูกต้นรักให้แก่คนกรุงเทพฯ ที่ต้อนรับการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่มาจากต่างจังหวัด จึงจะเป็นขบวนที่ผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่มีการปราศรัยทางการเมืองที่เข้มข้น จะเป็นการตีกลอง ร้องเพลงแบบฉิ่งฉาบทัวร์ เพื่อสร้างความสนุกสนาน สลับกับการขึ้นปราศรัยขอบคุณคนกรุงเทพฯ เน้นความรื่นเริงเถิดเทิงไปตลอดการเคลื่อนขบวน

22 มีนาคม 2553
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน อ่านแถลงการณ์เรื่อง "ยืนยันข้อเรียกร้องยุบสภา พร้อมเจรจากับนายกฯ"
"นปช.ยืนยันให้ยุบสภาทันทีเพื่อคืนอำนาจให้ ประชาชน นปช.ไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดนอกเหนือจากนี้ นปช. ยินดีให้มีการเจาจาโดยผู้เจารจาคือผู้มี อำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะมีอำนาจตัดสินใจยุบสภา เมื่อยุบสภาแล้ว ทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องสลายตัวทันทีเพื่อให้ประเทศชาติกลับสู่ปกติ และต้องเปิดโอกาสให้ทุกพรรคหาเสียงเต็มที่โดยไมมีกีดขวางให้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรมเป็นเครื่องตัดสินความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพื่อให้ประเทศต้องเดินหน้าต่อไปได้"
Posted 01 May 2012 - 07:34 AM
23 มีนาคม 2553
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการกลุ่มสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ให้ชาวกรุงเทพมหานครรวมตัวกันเพื่อต่อต้านความรุนแรง รวมทั้งให้อยู่ในที่ตั้งเพื่อเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง

กลุ่มพี่น้องมหิดลออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ นปช. ยุติให้ผู้ชุมนุมเจาะเลือดแม้ผู้ให้จะเต็มใจก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าการนำเอาเลือดออกจากร่างกาย มีไว้เพื่อการตรวจวินิจฉัย เพื่อการรักษา หรือการบริจาคเท่านั้น มิสามารถกระทำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดได้ รวมทั้งมองว่าระดับแกนนำย่อมมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในการดูแลผู้เข้าร่วมชุมนุมให้เกิดความปลอดภัยและมีสุขภาพอนามัยที่ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรเลือกวิธีที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การอ่อนเพลียจากการสูญเสียเลือดและอากาศร้อนอบอ้าว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน อันประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ออกแถลงการณ์ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดง คืนพื้นที่แยกราชประสงค์ที่ปักหลักชุมนุมมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 เมษายน 2553 โดยให้กลับไปชุมนุมบริเวนสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยที่ประชุม กกร. มีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะการชุมนุมดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อการทำมาหากินในทุกระดับ ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ไปจนถึงร้านค้าย่อย รวมทั้ง นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ และแม้ นปช.จะมีสิทธิในการชุมนุมเพื่อแสดงออกภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ควรจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ซึ่งข้อเรียกร้องต่างๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุมควรมีความชัดเจนและจริงใจต่อกันเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง

ที่ประชุมสมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย ได้แสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลและกลุ่ม นปช. ร่วมกันหาทางออกเพื่อยุติความขัดแย้งและการชุมนุมโดยเร็ว หลังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับความเสียหายแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการรวมพลังของผู้ประกอบการในที่ต่างๆ เช่น จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สมุย พัทยา โดยใช้ข้อความว่า "ยุติความขัดแย้งเพื่อท่องเที่ยวไทย ทุกฝ่ายหยุดทำร้ายท่องเที่ยวไทย สมานฉันท์เพื่อท่องเที่ยวไทย" พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายดูแลการชุมนุมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วและปราศจากความรุนแรง เพราะถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อจะกระทบความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ โดยสำนักข่าวอัลจาซีร่า รายงานข่าวว่า การประท้วงของคนเสื้อแดงกำลังสร้างความไม่พอใจให้กับชาวกรุงเทพจำนวนมาก จนเกิดการชุมนุมของคนเสื้อชมพูมากกว่า 1,000 คน ที่สวนลุมพินี เพื่อระบุว่าพวกเสื้อแดงไร้เหตุผล นับเป็นครั้งแรกจากการบุกเข้ามาประท้วงในกรุงเทพฯ ของเสื้อแดงที่มีคนกลุ่มใหญ่ออกมาต่อต้าน เพื่อให้แน่ใจว่ารัฐบาลไทยที่มีกองทัพหนุนหลังจะไม่รีบร้อนยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้สนับสนุนของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรรีบขึ้นมาชิงอำนาจคืน

25 มีนาคม 2553
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ พร้อมแกนนำคนอื่น อาทิ นายวันชนะ เกิดดี นายเจ๋ง ดอกจิก รวมทั้งผู้ชุมนุมทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กที่สมัครใจได้ทำการโกนศีรษะเพื่อประท้วงนายกรัฐมนตรีและขับ ไล่รัฐบาล รวมทั้งทำพิธีสาปแช่งนายกรัฐมนตรี โดยมีนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงโกนผมให้นายสุพร ขณะที่พระสงฆ์ประมาณ 15 รูป โกนผมให้แก่ผู้ชุมนุม บนเวทีหลักสะพานผ่านฟ้าลีลาศ

27 มีนาคม 2553
คนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนไปกดดันทหารให้ถอนกำลังกลับกรมกองตามจุดต่างๆ ทั้ง 7 จุด เอเอฟพีระบุว่ามีผู้เข้า ร่วมชุมนุมประมาณ 80,000 คน นอกจากนี้ยังมีการยึดอาวุธปืน ฯลฯ ของทหารจำนวนหนึ่งอีกด้วย แล้วมีการส่งคืนในภายหลัง แต่ยังมีอาวุธสูญหาย ซึ่งทาง ศอฉ. ยังคงกังวลอยู่

28 มีนาคม 2553
นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ เข้าเจรจาหารือเรื่องการยุบสภากับประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน นพ.เหวง โตจิราการ และนายจตุพร พรหมพันธุ์

29 มีนาคม 2553
มีการเจรจาต่อเนื่องจากเมื่อวาน แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ต่อตอน 3
ขอบคุณท่านผู้นำเสนอมากค่ะ เพื่อลูกหลานต่อไปในอนาคตจะได้เรียนรู้

ลำดับเหตุการณ์การเมืองไทย ปี 2553 (ตอน1)

Posted 01 May 2012 - 07:21 AM
>

ลำดับเหตุการณ์ การเมืองไทย ประจำปี 2553

3 มกราคม 2553
นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ผู้สมัคร ส.ส. จากพรรคเพื่อไทย ชนะ นางคมคาย อุดรพิมพ์ จากพรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งซ่อมมหาสารคาม ฝ่ากระแสวิชามารทั้งซื้อเสียง,ใช้อำนาจรัฐและใช้ใบปลิวชั่วใส่ร้ายหากเพื่อไทยชนะทักษิณจะกลับมาล้มสถาบัน เผยทักษิณเกาะติดสถานการณ์ระทึกตลอดวัน ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยของนายเนวินแพ้การเลือกตั้งซ่อมต่อพรรคเพื่อไทยทั้งที่สกลนคร และศรีสะเกษ

5 มกราคม 2553
ครม. ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเป็นประธาน ได้อนุมัติเงิน 247 ล้านบาท ซื้ออุปกรณ์ควบคุมการชุมนุม หรือ ปราบม็อบ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. อ้างเหตุ ปีนี้จะมีม็อบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากลมารับมือ ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยรายละเอียดว่า การอนุมัติมี 2 รายการใหญ่ ๆ
รายการแรก เป็นของกองรักษาความสงบกองทัพบก 25 กองร้อย (กองร้อยละ 150 นาย) เป็นเงิน 70,893,750 บาท มีโล่ใส, กระบอง, หมวกนิรภัย และชุดเกราะ อย่างละ 3,750 ชิ้น
รายการที่ 2 อีก 40 กองร้อย เป็นเงิน 177,877,500 บาท ประกอบด้วย โล่ใส, กระบอง, หมวกนิรภัย และชุดเกราะอย่างละ 6,000 ชิ้น
ลูกระเบิดขว้างแก๊สน้ำตา 5,200 ลูก เครื่องยิงแก๊สน้ำตา 260 เครื่อง ลูกระเบิดยิงแก๊สน้ำตา 5,200 ลูก เสื้อสะท้อนแสง 1,300 ตัว กระสุนยาง 487,500 นัด
ชุดสวมปากลำกล้องยิงกระสุนยางสำเร็จรูปเอ็ม 88 จำนวน 3,250 อัน เครื่องยิงแหบุคคล 130 เครื่อง และกระสุนยางสำหรับปืนลูกซอง (ชนิดทรงตัวด้วยหาง) 39,000 ลูก

7 มกราคม 2553
ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา แถลงกรณีที่แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะไปชุมนุมที่เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมาในวันที่ 11 ม.ค. เพื่อโจมตีการถือครองที่ดินเขายายเที่ยงของพล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เปิดเผยว่า อัยการจังหวัดได้ทำหนังสือถึงกรมทรัพยากรธรรมชาติในวันนี้ (7ม.ค.) ไปยังสำนักงานป่าไม้เพื่อให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี 29 เม.ย.2518 กรณี ที่ราษฎรได้รับจัดสรรที่ดินทำกินจะต้องเป็นที่ดินทำกินของราษฎรผู้นั้น กรณีที่ตกทอดจะต้องตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมเท่านั้น ไม่มีสิทธิขายหรือโอนให้บุคคลอื่น กรณีเช่นนี้จึงมีผลให้เจ้าของที่ดินทั้ง 150 แปลง และพล.อ.สุรยุทธจะไม่มีสิทธิถือครองที่ดินนี้ต่อไป พร้อมทั้งปกป้องว่า พล.อ. สุรยุทธ ไม่มีความผิด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมันไม่ง่ายแบบนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ ทำผิดกฎหมายมาหลายปีจะคืนที่ดินแล้วจบกันคงไม่ได้ เพราะในทางกฎหมายถือว่าได้ทำความผิดสำเร็จไปแล้ว ดังนั้นพล.อ.สุรยุทธ์ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายด้วยสถานะความเป็นองคมนตรีและสถานะ ของผู้มีคุณธรมและจริยธรรม นอกจากนี้พล.อ.สุรยุทธ์ต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการคืนที่คือ 1 . ต้องทบทวนว่าเหมาะสมว่าจะดำรงตำแหน่งองคนตรีต่อไปหรือไม่ 2.มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอนุรักษ์ผืนป่าเขาใหญ่หรือไม่ เพราะพล.อ.สุรยุทธ์ ทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดครอบครองป่าสงวนเสียเอง และ3.มีความสง่างามเพียงพอที่จะเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมอย่างที่เคยเป็นมา หรือไม่

11 มกราคม 2553
21.15 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้วิดีโอลิงก์มายังกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่เขาที่ยายเที่ยง โดยกล่าวว่า ขอชื่นชมสปิริตคนเสื้อแดง เดิมคาดว่าจะมา 3-4 พันคน แต่เอาจริงมาเต็มไปหมด แสดงว่ารักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย ที่มากันมากเพราะทนไม่ไหวต่อความอยุติธรรมของบ้านเมือง วันที่ 10 มกราคม นั่งฟังประชุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่พัทลุง ชาวบ้านบอกว่าคนใต้ทนไม่ไหวแล้วจะออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเหมือนเสื้อแดง

"พวก เราขึ้นมาเพราะต้องการทำความจริงให้ชัด เพราะโกหกคนทั้งโลกตลอดเวลา พวกเราจะสู้ด้วยความจริงและความเป็นธรรม ที่ประเทศไม่มีสันติก็เพราะไม่เป็นธรรม ถามว่าเมื่อไหร่จะยุติความไม่เป็นธรรมเสียที ถ้าผมไม่ตายจะเรียกร้องหาความเป็นธรรมให้ถึงที่สุด ไม่มียอมแพ้ ไม่ย่อท้อ ตราบใดสังคมไทยไม่เป็นธรรม จะสู้กับพี่น้อง จะเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม ถ้าพี่น้องบอกว่าจำเป็นแล้วที่จะให้ผมเข้าไป ผมก็จะเข้าไปทันที แต่ก็มีคนบอกว่า ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัย"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า จะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ เอาเงินเข้าซื้อ ให้อำนาจ สื่อก็ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะสื่อทีวีของรัฐ ไม่มีความเป็นธรรมเลย ยิ่งกว่ายุคปฏิบัติเสียอีก ช่อง 11 สมัยตนเป็นรัฐบาลไม่เคยใช้โจมตี แต่ปัจจุบันใช้ในการโจมตี ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ถูกหลานโตขึ้นมาไม่ฉลาดแน่ การต่อสู้ในวันนี้ คือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ เป็นการสู้กับการเลือกปฏิบัติของกฎหมาย ถ้ายังเป็นอยู่พวกเราจะไม่หยุด จะสู้ต่อไป

"ผู้นำอาเซียนบอกกับผมว่า อภิสิทธิ์และกษิตคุยกับเขาไม่คุยเรื่องอื่นเลยนอกจากไล่ล่าผมอย่างเดียว เขาอึดอัดมาก ก็เลือกตั้งที่ไรอภิสิทธิ์แพ้ทุกทีจึงได้ตามล่าอย่างนี้ ขอให้เก็บร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่ง จะต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา ขอบคุณในการต่อสู้ที่ทุ่มเท ทั้งร่างกายและจิตใจ จะสู้ไม่มีหยุดจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมกลับคืนมา"

12 มกราคม 2553
08.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณตรงข้ามบ้านพักเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดหมู่บ้านสองมาตรฐาน ประกอบด้วยบ้าน 3 หลัง โดยร่วมกันชักธงสู่ยอดเสาพร้อมร้องเพลงชาติไทย

10.00น. คนเสื้อแดงเริ่มทยอยเข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 10,000 คน ซึ่งมากกว่าที่ตำรวจสันติบาลคาดว่าจะมีไม่เกิน 5,500 คน โดยขบวนรถคนเสื้อแดงทยอยมาเรื่อยๆ ทั้งจากทางกรุงเทพฯ และเส้นทางจากสายอีสาน สถานที่จอดรถสามารถจอดด้านล่างเป็นลานกว้าง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้ารถให้ด้วย และมีรถสองแถวบริการจากตีนเขาขึ้นบนเขา ส่งถึงหน้าเวทีปราศัยของคนเสื้อแดงเลย

แหล่งข่าวใกล้ชิดของ พล.อ.สุรยุทธ์ เปิดเผยว่า พล.อ.สุรยุทธ์ ยินดีคืนที่ดินเขายายเที่ยงให้กรมป่าไม้เพื่อยุติปัญหาทั้งหมด เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาแตกแยกกันมากกว่านี้ แต่เบื้องต้นต้องรอให้กรมป่าไม้ทำรายละเอียดแจ้งมาให้ทราบเสียก่อนว่าจะให้ ทำอย่างไร ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไปรวมตัวกันเรียกร้องอยู่ที่เขายาย เที่ยงที่อยู่บริเวณหน้าบ้านพักของ พล.อ.สุรยุทธ์ นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถือเป็นสิทธิที่กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถทำได้

“พล.อ.สุรยุทธ์ สามารถทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนเสื้อแดงได้เรื่องเดียว คือ การคืนที่ดินเขายายเที่ยงให้กับกรมป่าไม้เท่านั้น แต่เรื่องที่ให้ลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีคงทำไม่ได้ เนื่องจาก พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่มีความผิดอะไรถึงขึ้นจะต้องลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี ปัญหาเรื่องที่ดินกับตำแหน่งมันคนละเรื่อง อย่านำมารวมกัน เพราะจะทำให้สังคมเกิดความสับสน ทั้งนี้ มองว่าการชุมนุมของคนกลุ่มเสื้อแดงมีนัยทางการเมือง โดยพยายามนำเรื่องที่ดินที่เขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ มาเป็นประเด็น เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับกรณีที่ดินรัชดาฯ ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคำพิพากษาของศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปี” แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวถึงกรณีนปช.ชุมนุมบริเวณหน้าบ้านพักของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่เขายายเที่ยง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ว่า ขอให้รังวัดบ้านพักหลังดังกล่าวที่พล.อ.สุรยุทธ์แจ้งว่าครอบครองที่เดิน 21 ไร่ หากวัดได้พอดีเท่าที่แจ้ง ตนจะยอมลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. แต่หาก พล.อ.สุรยุทธ์ครอบครองเกินที่แจ้งไว้ พล.อ.สุรยุทธ์จะต้องลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี

Posted 01 May 2012 - 07:23 AM
19 มกราคม 2553
09.06น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำพิธีเปิดพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) พรรคการเมืองใหม่เลือกใส่เสื้อสีเขียวอ่อน ส่วนผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงานเช่น นายชัยอนันต์ สมุทวณิช กุนซือคนสำคัญของนายสนธิที่หนุนให้ใช้นโยบายขวาจัดและกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยว่าจะเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ จากพรรคประชาธิปัตย์ และเคยขึ้นเวทีพันธมิตร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรฯ พล.อ.ปานเทพ ภูวนาทนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. นอกจากนี้ยังมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ นำตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมแสดงความยินดีอีกด้วย รวมทั้งนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

11.00 น. พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวเปิดตัวอดีตนายทหาร จปร.รุ่น 9 สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ จำนวน 25 นาย ซึ่งเหตุผลที่อดีตนายทหารเหล่านี้ตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยเพราะเขามองว่าเวลานี้บ้านเมืองมีสองมาตรฐาน ไม่มีความยุติธรรม ขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่จะสร้างความสงบสุขให้กับประชาชนได้ อย่างไรก็ตามการที่มีอดีตนายทหารซึ่งผ่านสนามรบและมีความจงรักภักดีเข้ามา ร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยจำนวนมาก เป็นเรื่องพิสูจน์ได้อย่างดีว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทรยศชาติอย่างที่มีบางคนกล่าวหา

22 มกราคม 2553
นสพ.ไทยเรดนิวส์ ชี้แจงกรณีถูกรัฐบาลแจ้งจับ ๒ ข้อหา คือ
๑) กระทำผิดต่อ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ว่า ไม่จดแจ้งการพิมพ์ ตามมาตรา ๒๕ ที่ตราว่า “ผู้ใดออกหนังสือพิมพ์โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับจดแจ้งตามมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน ปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ
๒) กระทำผิดต่อมาตรา ๙ ที่ กำหนดว่า “ให้ผู้พิมพ์ ส่งสิ่งพิมพ์ ตามมาตรา ๘ จำนวน ๒ ฉบับให้กับหอสมุดแห่งชาติ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันเผยแพร่ แต่หอสมุดฯไม่เคยได้รับนสพ.ฉบับนี้เลย”
...
"แท้จริงแล้ว ข้อกล่าวหาของท่านนั้น เป็นไปตามกฎหมายใหม่ที่มีขึ้นทีหลังในยุคเผด็จการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นหอสมุดแห่งชาติ ด้วยกฎหมายที่เกิดจากอำนาจเผด็จการ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ผู้แต่งตั้งสมาชิกสภา คือพล อ.สนธิ บุณยรัตกลิน เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นแทนกฎหมายเดิม ที่ กรมตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบมาก่อน ที่เราได้จดแจ้งไว้ จึงขอว่าท่านไม่ควรใช้กฎหมายนี้ย้อนหลังด้วย เพราะผิดต่อหลักนิติธรรม และหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราขอให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของคน ตามหลักแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วย"


Posted 01 May 2012 - 07:26 AM
23 มกราคม 2553
แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุว่ามีกลุ่มนายทุนบุกรุกที่ดินเขาดอยดาว จ.จันทบุรี และนำมาจัดสรรในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเมื่อปี 2548 แต่จนถึงขณะนี้กรมป่าไม้ไม่กล้ายึดที่ดินคืน เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานที่ปรึกษา

โดยกลุ่มผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทคือกลุ่มกรรณสูต และกลุ่มโสภณพนิช โดยเปิดให้บริการธุรกิจโรงแรมและสนามกอล์ฟเมื่อปี 2536

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทจดทะเบียน พบว่า บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนนิติบุคคลกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2533 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นหลัก 8 ราย ประกอบด้วย นางสุชาดา ลีสวัสดิ์ตระกูล ,นาย นภดล รมยะรูป(เขยของตระกูลโสภณพนิช เจ้าของแบงก์กรุงเทพ) , นาย ชาลี โสภณพนิช กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ซิตี้เรียลตี้ จำกัด , นาย โชติชัย อรรถวิภัชน์ ,นาย เปรมชัย กรรณสูต , นาง นิจพร จรณะจิตต์ , นาง พิไลจิตร เริงพิทยา และ นาย ยุทธชัย จรณะจิตต์

สนามกอล์ฟสอยดาวฯมีบริษัท จันทบุรีคันทรีคลับ จำกัด เป็นเจ้าของ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ 49 อาคารเอเซียเสริมกิจ ชั้น 6 ซ.พิพัฒน์ ถ.สีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพ

พลเอกเปรม เป็นประธานที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน และมีรายงานว่าได้มาเป็นประธานพิธีเปิดสนามกอล์ฟแห่งนี้ และทางสนามได้ตั้งห้อง"รัฐบุรุษ"เพื่อเป็นเกียรติไว้ในบริเวณคลับเฮาส์สาม กอล์ฟด้วย

13.00 น. นายขวัญชัย ไพรพนา นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.ขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้เจ้าของสนามกอล์ฟคืนที่ดินให้กับแผ่นดิน มีประชาชนซึ่งบางส่วนมาตั้งแต่คืนวันที่ 22 มกราคม และบางส่วนมาถึงเมื่อเช้าวันที่ 23 มกราคม ปักหลักฟังปราศรัยเต็มพื้นที่ชุมนุมประมาณ 10,000 คน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน และยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่อยู่บริเวณรอบพื้นที่ชุมนุมเปลี่ยนเสื้อผ้าลง เล่นน้ำที่ไหลมาจากน้ำตกวังกะแพอย่างสบายใจ

ในช่วงบ่ายแกนนำกลุ่มคน เสื้อแดง อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท.และแกนนำ นปช. มาถึงที่ชุมนุม และขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ และเจ้าของสนามกอล์ฟสอยดาวฯ แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีป้ายติดประกาศไว้ว่า สนามกอล์ฟสอยดาวฯปิดให้บริการระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม แต่ยังคงมีผู้ที่พักอยู่ในรีสอร์ทมาออกรอบเล่นกอล์ฟตามปกติ และเมื่อมาถึงบริเวณปราศรัยก็หยุดดูพักหนึ่ง ก่อนเล่นกอล์ฟต่อ ส่วนบริเวณรอบๆ สถานที่ชุมนุมมีการ์ดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มีทหารพรานซึ่งเป็นลูกน้องของ พล.ต.ขัตติยะ มาร่วมรักษาความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาสมัครของ จ.จันทบุรี ขณะที่ กระทรวงมหาดไทยมีรายงานตัวเลขผู้เข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ประมาณ 6,000 คน

16.00 น. นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสนามกอล์ฟบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนว่า มีเอกสารหลักฐานชัดเจนว่า สนามกอล์ฟบนเนื้อที่กว่า 4,012 ไร่ แห่งนี้สร้างทับพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ป่าสาธารณะ รวมถึงพื้นที่ป่าถาวร เพราะเมื่อดูจากเอกสารภาพถ่ายทางอากาศและเอกสารที่เกี่ยวกับการออกโฉนดและ การซื้อขายที่ดินแห่งนี้ มีการทำนิติกรรมอำพราง

นายจตุพรกล่าวว่า ที่ดินสนามกอล์ฟแห่งนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ คือ กรณีแรกเรื่องการบุกรุกป่าสงวน 482 ไร่ ซึ่งที่ผ่านมา กรมป่าไม้มาตรวจสอบพบมีการบุกรุกป่าจริง จึงยื่นฟ้องบริษัทสวนจันทบุรีฯ แต่เรื่องยังติดอยู่ที่อัยการจังหวัดจันทบุรี และขณะนี้ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงอยากถามเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องว่าเหตุใดเรื่องนี้จึงได้ล่าช้า

นายจตุพรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 เป็นเรื่องการฉ้อโกงประชาชน มีกระบวนการออกโฉนดปลอมของนายหน้าขายที่ดินนำไปขายให้ชาวบ้านในราคา 300,000 บาท ซึ่งหลังจากชาวบ้านจ่ายเงินและลงนามมอบอำนาจให้นายหน้าคนดังกล่าวไปแล้ว ก็เกิดกระบวนการปลอมแปลงเอกสารจากชาวบ้านซื้อที่ดินเป็นชาวบ้านขายที่ดิน ก่อนนำไปขายต่อให้ผู้บริหารคนหนึ่งของธนาคารกรุงเทพในราคา 375 ล้านบาท ภายหลังจากวันเซ็นมอบอำนาจของชาวบ้านเพียง 8 วัน และปัจจุบันนายหน้าขายที่ดินคนดังกล่าวได้เสียชีวิตไปแล้วอย่างมีเงื่อนงำ

"เรื่องดังกล่าวเห็นได้ว่ามีการฉ้อโกงชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านไม่ได้ที่ดิน ต้องสูญเสียเงินและยังถูกกรมสรรพสามิตเรียกเก็บภาษีย้อนหลังอีก 12 ล้านบาท ชาวบ้านจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง หลังจากนั้นจึงถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาคุกคาม ไล่ยิง เผาบ้าน จนชาวบ้านที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต้องหลบหนีออกนอกพื้นที่ ซึ่งคดีนี้ศาลจะนัดตัดสินในวันที่ 25 กุมภาพันธ์"

นายจตุพรกล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่า การที่อดีตอธิบดีกรมที่ดินออกมาระบุว่า โฉนดที่ดินผืนนี้ถูกต้อง ซึ่งต่อมาได้ดิบได้ดีเป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยรัฐบาล คมช. ทำให้เห็นว่าบุคคลนี้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับ พล.อ.เปรม และขณะนี้อธิบดีที่ออกโฉนดสมัยนั้นกำลังถูกตรวจสอบโดย ป.ป.ช. สาเหตุที่มี พล.อ.เปรมเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะมาเป็นประธานในวันเปิดสนามกอล์ฟ อีกทั้งยังมีห้องที่ชื่อรัฐบุรุษอยู่ในสนามกอล์ฟแห่งนี้ด้วย และที่ผ่านมา พล.อ.เปรมได้มาเล่นกอล์ฟที่นี่หลายครั้ง ประกอบกับหลังจากที่ พล.อ.เปรมพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังได้เป็นที่ปรึกษาของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งถือหุ้นใหญ่ของสนามกอล์ฟแห่งนี้

นายจตุพรกล่าวอีกว่า ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบการถือครองที่ดินของ บริษัทสวนจันทบุรี หลังจากนี้ นปช.จะดาวกระจายไปยื่นหนังสือต่อกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมที่ดิน ให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และจะขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาตรวจสอบกระบวนการกู้เงินมาซื้อที่ดิน ดังกล่าว ส่วนเดือนหน้าจะไปยัง จ.เชียงใหม่ เพื่อทวงพื้นที่ซึ่งบุกรุกป่าสงวนคืนให้กับแผ่นดิน

นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอยุธยา ซึ่งระดมคนเข้าร่วมชุมนุมที่เขาสอยดาว กล่าวว่า มีตำรวจและหน่วยงานด้านความมั่นคงมาสังเกตการณ์บันทึกภาพ ส่วนตนมีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินป่าสงวนของผู้มีอำนาจฝ่ายรัฐบาล และนักการเมือง พร้อมกลุ่มนายทุนซีกรัฐบาลที่บุกรุกสร้างสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งใน อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ซึ่งนำเรื่องทั้งหมดเสนอไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบ แต่เรื่องยังคงเงียบอยู่ ดังนั้น จะนำข้อมูลทั้งหมดไปส่งมอบให้กับแกนนำ นปช.เปิดโปงตีแผ่ให้สังคมรับทราบต่อไป

21.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้วิดิโอลิ้งค์เข้ามายังที่ชุมนุมเขาสอยดาว โดยระบุว่า กลุ่มเสื้อแดงซึ่งเป็นสามัญชนได้ลุกขึ้นมาเปิดโปงอำมาตย์ชนชั้นสูงอย่างไม่ เคยเป็นมาก่อน และเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อาจยิ่งใหญ่กว่ายุค 14 ตุลาคม ที่ตอนนั้นมีเฉพาะนักศึกษาที่ตื่นตัว แต่ยุคนี้เป็นการตื่นตัวของประชาชนทุกสาขาอาชีพ จึงขอเตือนอำนาจให้คืนความเป็นธรรมให้ประเทศเสีย อย่าไปหลงเชื่อแต่คนแวดล้อมที่าได้ประโยชน์ รวมทั้งสื่อมวลชน ก่อนที่จะถึงวันดีเดย์

การที่อำมาตย์คิดว่าฝ่ายเสื้อแดงจะฝ่อไปเอง ท่านจะแพ้ เพราะนี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่ท่านจะยอม ประชาชนที่ร่วมกันต่อสู้จะไม่สูญเปล่า ผมไม่มีวันเลิกสู้และไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมก็ตาม

พ.ต.ท.ทักษิณยังได้กล่าวชื่นชมเส ธ.แดงด้วย และว่าหากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย ก็พร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศ ประสานกับการต่อสู้ของประชาชนในประเทศไทย

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเด็นการจัดตั้ง"รัฐบาลพลัดถิ่น"นี้ พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่งกล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก

ทางด้านนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำนปช.กล่าวเสริมว่า ตอนนี้มีเสื้อแดงไปตั้งกลุ่มในหลายประเทศทั้งอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี ก็เลยเห็นว่า"หรือน่าจะได้เวลาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศเสียที"
Posted 01 May 2012 - 07:26 AM
25 มกราคม 2553
ข่าวประจำพระราชสำนัก
17.44 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุดและตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการ ศาลปกครองกลาง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่ตุลาการศาลที่เข้าร่วมถวายสัตย์ปฏิญาณ ดังนี้

ในการปฏิญาณนั้นคนรักษา คือคนที่ต้องตัดสินอะไรที่ควรไม่ควร ที่ดี ไม่ดี ท่านที่ปฏิญาณมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย ท่านต้องจัดการปัญหาในการปกครองของประเทศให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และท่านมีอำนาจที่จะตัดสิน ที่จะพิพากษา ซึ่งหมายความว่าท่านจะต้องชี้แจงว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เป็นงานที่ท่านต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ประเทศชาติมีความเป็นธรรม

ความเป็นธรรมนี้ก็หมายความว่า ทำอะไรที่เป็นจริง ที่เรียบร้อย ที่จะทำให้ผู้ได้มีความอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้นงานของท่านก็มีความสำคัญไม่น้อย การพิพากษาเป็นงานของผู้เป็นสมาชิกของศาล จะต้องพิพากษาเพื่อความเป็นธรรม หมายความว่าเป็นอะไรที่เรียบร้อยที่ถูกต้อง ที่ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างดำเนินได้ด้วยดี

เพราะฉะนั้นท่านต้องมีหน้าที่สำคัญ และจะต้องทำตามคำพิพากษา คำปฏิญาณที่ท่านได้กล่าวในหน้าที่ของท่านต้องจำว่าท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะทำ ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม อะไรที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ใช่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่าง

การมีความคิดแตกต่างก็มีการตัดสินคดี เพราะการมีคดี คือเป็นเรื่องของคนที่มีความคิดแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นท่านต้องมาพิจารณาว่า อะไรที่มีความคิดแตกต่างกัน และให้เห้นว่าอะไรที่ควรจะทำ ที่เป็นกลาง ที่เป็นความจริง ที่เป็นความยุติธรรม

ความยุติธรรมนี้หมายความว่า คน มีติ ใน ธรรม ตัดสินว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม บางเรื่องตัดสินไม่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความคิดของตัว ถ้าใครมีทิฐิในทางของตัว ความยุติธรรมแท้จริงไม่ง่าย เพราะแต่ละคนมีความดีหรือที่เรียกว่ายุติธรรมแก่ตัว แท้จริงความยุติธรรมนั้นไม่ได้มีอันหนึ่งอันเดียว มีหลาย แล้วแต่ความต้องการ มีของแต่ละคน แต่ความต้องการของแต่ละคนต้องต่างกัน แต่ท่านจะต้องอยู่ตรงกลาง

บางทีท่านอาจถูกว่าถูกกล่าวว่าเป็นคนที่ ไม่ดี เพราะว่า ไปตัดสินในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่าย แต่ถ้าเราอยู่ตรงกลาง อันนี้คือข้อสำคัญของคนที่ทำหน้าที่รักษาความยุติธรรม ต้องเป็นกลาง ความเป็นกลางนี้ยากมาก เพราะว่าต้องมีความที่เป็นกลางนั้นเอง ท่านต้องไม่ลืมความเป็นกลาง ไม่ลืมความยุติธรรม

ถ้าท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของท่าน แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็เท่ากับท่านทรยศต่อความยุติธรรม การทรยศ ไม่มีใครอยากจะทำ ท่านอาจถูกมองทำ เป็นความไม่ดี เป็นความน่าเกลียด ฉะนั้นก็ต้องพิจารณาว่า ท่านปฏิญาณว่าจะรักษาความยุติธรรม ก็ต้องทราบว่า ความยุติธรรมนั้นเป็นอย่างไร แต่ละคดีก็มีความยุติธรรมของคดีนั้น ซึ่งถ้าท่านพิจารณา แล้วควรคิดว่าอะไรที่ยุติธรรม อะไรที่เป็นกลาง ท่านก็จะชนะในความจริง

ฉะนั้นท่านต้องรักษาความยุติธรรมนี้และ ปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ เหนียวแน่น แต่ถ้าท่านไม่มีความกล้าหาญ ไม่ว่าจะประการใดก็ตาม จะเป็นเรื่องของความไม่ยุติธรรมในตัวท่าน หรือมีความโง่เขลา ควรทำด้วยความฉลาดและทำให้เป็นกลางแท้ๆ อย่างนี้ท่านก็จะได้ทำตามหน้าที่ที่ท่านได้เป็นผู้พิพากษาให้ศาล

ขอให้ท่านพิจารณาให้ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้พิจารณา ตามที่ท่านได้ประสาทวิชาของท่าน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้ตั้งใจปฏิญาณ ต้องให้ทำตรงๆ จะเป็นทางที่ได้ทำหน้าที่แท้จริงของท่าน ก็ขอให้ท่านปฏิบัติงานของท่านต่อไป ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความฉลาด ด้วยความสามารถที่จะรักษาความยุติธรรม

ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงานการตลอดที่ท่านทำงานและทุกเวลา ทุกเมื่อ จนกระทั่งจะสิ้นชีวิต ต้องรักษาความยุติธรรม ก็ ขอให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นการดีของแต่ละท่านและเป็นการดีของประเทศชาติ ทำให้ประเทศชาติมีความสงบสุขได้ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำเร็จ ตลอดไป อดทนในหน้าที่ของท่าน ทุกเมื่อจะต้องมีความยุติธรรมอยู่ในตัว ก็ขอให้ความยุติธรรมนี้นำท่านสู่ความสำเร็จ
  • Back to top  ขอบคุณผู้เขียนมากค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

สารคดีโลก

* * * * * * วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน 2555 ชมสารคดีโลกตะลึงเวอร์ชั่นใหม่ซับไทยชัดแจ๋วขึ้น กับคำสัญญาที่ลางเลือนลง ของยิ่งลักษณ์ตามกาลเวลา โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์ มีผู้นำสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน)ออกเผยแพร่อีกครั้งทางYoutube(ดูที่http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=sdffMC1UEUQ อัพโหลดโดย minitau1)โดยในคราวนี้ได้ปรับปรุงซับภาษาไทยให้มีความคมชัดยิ่งกว่าเวอร์ชั่นเดิม ความน่าสนใจของสารคดีชุดนี้ที่จัดทำโดยสถานีโทรทัศน์BBCที่ออกเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม2554 ก็คือว่า แม้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า หากพบหลักฐานทหารสังหารประชาชน พวกเขาก็ต้องติดคุก โดยผู้พิพากษาจะตัดสินคดีเหล่านี้ ซึ่งBBCกล่าวว่า หากยิ่งลักษณ์ทำตามที่พูดได้จริงๆมันจะเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของไทยเลยทีเดียว แต่ BBC ตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นจริงไปได้เพียงไหน เพราะประวัีติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ ไม่เคยมีการดำเนินคดีต่อกองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการเลย ไม่ว่าจะในตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือพฤษภาทมิฬ 2535 สุดท้ายก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมยกเว้นความผิดให้ ในคราวเหตุการณ์ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 จากการทำข่าวสารคดีของBBCก็พบว่า มีความพยายามจะปกปิดความผิดให้กองทัพหรือผู้มีอำนาจสั่งการ อย่างคดีสังหารผู้สื่อข่าวช่างภาพชาวอิตาลี คือนายฟาบิโิอ โพเลงกีนั้น ทางสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แจ้งกับพี่สาวของผู้ตาย คืออิซา โพเลงกี โดยอ้างว่าำ ไม่มีทหารในที่เกิดเหตุขณะที่มีการยิงฟาบิโอในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เลยซักคน ทาง BBC ได้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเ้ทศที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น 3 คน คนแรกคือ BRAD COX ยืนยันว่า DSI โกหกทั้งเพ ขอยืนยันว่ามีกองทหารอยู่ตรงนั้น อย่างน้่อยที่สุดก็ 1 ชั่วโมงก่อนเข้าสลายการชุมนุม มิเชล มาส นักข่าววิทยุเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกยิงบาดเจ็บเวลาเดียวกับฟาบิโอ ก็ยืนยันว่า การยิงมาจากทิศทางกองทัพ พวกเราหลบอยู่ กระสุนมาจากทิศทางทหารตั้งอยู่ ขณะที่ผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่นอีกรายที่เห็นฟาบิโอถูกยิงล้มลงและเข้าไปลากตัวออกจากที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่าทหารยิงใส่แน่ เพราะเขาเห็นกับตา BBC รายงานว่า แกนนำเสื้อแดงได้แนะนำให้BBCสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ใน DSI สองคน ให้สัมภาษณ์โดยไม่เปืดเผยชื่อ และใบหน้า แต่บันทึกเทปสัมภาษณ์ไว้(ดูในคลิปYoutubeนาทีที่ 33) เจ้าหน้าที่ 2 คนนี้ยืนยันว่า่ "เราเชื่อว่าการเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้่น เกิดขึ้นโดยการยิงของทหาร แต่หลังจากที่เรามีข้อสรุปในคดีก่อนว่า ประชาชนถูกสังหารโดยกองทัพ คดีต่อมาที่มีข้อสรุปแบบเดียวกันก็ถูกขัดขวาง DSIถูกสั่งให้ปกปิดเรื่องกองทัพสังหารประชาชน เราถูกสั่งให้พูดว่า ในตอนนี้ยังไม่ทราบตัวผู้กระทำ แม้เราเชื่อว่า การเสีียชีวิตนั้นเกิดขึ้่นโดยการยิงของทหาร" ่เช่นเดียวกับคดีการตายของผู้สื่อข่าวช่างภาพญี่ปุ่น คือนายฮิโรยูกิ มูรามูโต้ ซึ่งถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ตอนแรก DSI สรุปว่า เขาถูกฆ่าโดยทหาร ซึ่งตรงกับการสอบสวนของรอยเตอร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของเขา แต่แล้วในเวลาต่อมาDSIได้เปลี่ยนแปลงรายงานว่า เขาอาจถูกฆ่าโดยฝา่ยเสื้อแดง "มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ ยังมีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง อธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่งนั้น" ."มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" แต่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆกับ BBC พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.กล่าวปฏิเสธกับBBC เรื่องผู้นำทหารไปพบอธิบดี DSI และสั่งว่า"อย่าเข้ามายุ่ง ต้องให้ทหารไม่มีความผิด" และปฏิเสธกรณี 6ศพวัดปทุมฯ ว่าอาจถูกยิงมาจากข้างนอกแล้วแบกเข้ามาในวัด แต่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศชาวแคนาดา มาร์ค แมคคินนอน (Mark MacKinnon) ที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวยืนยันว่า หลังสลายชุมนุม คนจำนวนมากหลบเข้าไปในวัด มีทหารตามมายิง และมีคนจุดบั้งไฟขึ้น จากนั้นทหารก็ยิงมาใส่อย่างถล่มทลายแบบไม่หยุดยั้ง โดยทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าเหนือวัดปทุมฯ ทั้งที่ผู้ตายมีเครื่องหมายพยาบาล และอยู่ในวัดพุทธศาสนา เป็นเขตอภัยทาน ในกลางกรุงเทพฯ "วัฒนธรรมการปกปิดความผิดและการโยนความรับผิดแบบไทย หากนายกฯยิ่งลักษณ์จะเอาผู้่กระทำผิดลงโทษได้ตามที่ให้สัมภาษณ์เรา ก็จะกลายเป็นกรณีแรกของประวัติศาสตร์ประเทศนี้"BBCระบุ Posted by Independent Correspondent at 4/29/2012 09:13:00 ก่อนเที่ยง Share on Facebook From : http://thaienews.blogspot.de/2012/04/blog-post_29.html

Songkran: 60,000 red shirts likely to meet Thaksin

Songkran: 60,000 red shirts likely to meet Thaksin

 
http://www.bangkokpost.com/news/poli...o-meet-thaksin

60,000 red shirts likely to meet Thaksin


About 50,000 red shirts from the Northeast will meet former prime minister Thaksin Shinawatra in Vientiane during the Songkran festival next month.

Red shirt leader Nisit Sinthuphrai said about 50,000 Thaksin supporters are expected to leave for Laos to meet him there as he pays a brief visit to Laos and Cambodia during the festival.

The red shirts would gather at the stadium of the Nong Khai provincial administrative organisation on April 11 and leave for Vientiane the next morning.

Their travels will be broadcast live on the pro-Thaksin Asia Update television station.

Mr Nisit said red shirt co-leader Jatuporn Prompan would make arrangements for another group of red shirts to meet Thaksin in Siem Reap of Cambodia.

Theppanom Namlee, a red shirt leader in Surin province, said red shirts from Yasothon, Buri Ram, Roi Et and Surin provinces would pass the Chong Jom border pass in Kap Choeng district of Surin on April 13 and head for Thaksin's whereabouts.

Mr Theppanom said some 10,000 red shirts are expected to join the trip to meet Thaksin who will be in Siem Reap on April 14 and 15.

Mr Theppanom said MPs of the Pheu Thai Party should travel along.

Thaksin made a phone call to a meeting of his northeastern red shirt supporters last Saturday.

Thaksin, who has been living in Dubai in self-imposed exile since 2008, invited his supporters to meet him either in Siem Reap or in Vientiane during the Songkran festival. He will be in Vientiane on April 12 and 13.

Kwanchai Praipana, the red shirt's leader in Udon Thani province, said he would lead about 1,000 red shirt followers from Udon Thani to meet Thaksin at Phetchampa Hotel in Vientiane on April 12.

Red shirts plan to organise a ceremony to pray for Thaksin's well-being and smooth return to Thailand.

Thaksin's supporters from Udon Thani will return to their home province on the same day.

Mr Kwanchai said he would organise an event on April 7 at which red shirts would launch a drug campaign with police.

He expects Thaksin to phone in to greet his supporters on that day.
__________________
"Thaksin thinks, Puea Thai acts"


http://www.nationmultimedia.com/poli...-30178991.html

Thaksin's Songkran cost at Bt6,500 per head
The Nation March 29, 2012 1:53 pm


A travel agency, Redtour 999, has advertised a three-day tour package for the red shirts to celebrate Songkran with fugitive former prime minister Thaksin Shinawatra in Siem Reap, Cambodia charging Bt6,500 per head, Matichon Online said on Thursday.

Organisers said lese majeste fugitive Jakrapob Penkair will likely take part in the celebrations too.

The bus trip will begin on April 13 from Bangkok, crossing the border checkpoint at Aranyaprathet into Siem Reap.

The tour will include the visit to Angkor Wat and Tonle Sap. The meeting with Thaksin, and possibly Jakrapob, is to take place on April 14. The return trip is on April 15.

The tour package will include meals and accommodation at a four-star hotel.
----------------------------------------------------------------------------


Champasak tipped for Thaksin meet | Bangkok Post: news

Champasak tipped for Thaksin meet
The southern Lao province of Champasak is likely to be the venue for red-shirt supporters to meet deposed prime minister Thaksin Shinawatra, according to Noppadon Pattama.

Mr Noppadon, Thaksin's legal adviser, revealed on Thursday Thaksin’s tentative travel plans in Laos and Cambodia during Songkran holidays between April 11 and 15.

He said Thaksin will arrive in Vientiane, the capital of Laos, at about noon on April 11 and stay there two nights before leaving for Champasak province on the morning of April 13.

“Champasak province is near Ubon Ratchathani province, so if any Thai brothers and sisters want to meet Pol Col Thaksin, they can travel there conveniently,” Mr Noppadon said.

Thaksin will be in Cambodia’s Siem Reap province on April 14 and 15.

On the first day of Thaksin’s three-day visit in Laos, a merit-making ceremony and a traditional welcome and well-wishing ceremony - bai sri su kwan - will be held during the day as well as Lao-style Songkran celebrations in the evening, Mr Noppadon said.

Songkran, the water-splashing festival, is regarded as signalling Thailand's traditional New Year and is celebrated every year between April 13 and 15. It is also celebrated in Laos, Cambodia and Myanmar at about the same time.

Mr Noppadon said Thaksin’s trips to the neighboring countries have no meaning in politics. The ex-premier only wants to celebrate Songkran holidays, regarded by many as family reunion days, and make merit. Many Pheu-Thai Party MPs and Thaksin followers are expected to visit him during his stay. Mr Noppadon said he does not yet know whether Thaksin’s family members will go to meet him.

Red-shirt core member Kwanchai Praipana early this week announced he would take 1,000 supporters to Laos to meet the globe-trotting ex-prime minister.

-------------------------------------------------





Thaksin to get warm welcome in Laos | News24

Thaksin to get warm welcome in Laos

2012-03-29 13:02

Bangkok - Fugitive former Thai prime minister Thaksin Shinawatra is to be greeted by an estimated 50 000 supporters when he visits Laos during the Thai New Year holiday next month, news reports said on Thursday.

Thaksin, who was overthrown in a 2006 coup and fled the country in 2008 to escape a two-year jail sentence for abuse of power, is scheduled to visit Laos and Cambodia during Songkran, the traditional New Year celebration.

Nisit Sinthuphrai, a leader of the so-called red-shirt movement working to bring Thaksin home, was quoted by the Bangkok Post as saying about 50 000 Thaksin backers would gather at a sports stadium in the north-eastern Thai province of Nong Khai on April 11 and then cross the Mekong River to the Lao capital, Vientiane, the next morning.

Another 10 000 Thaksin supporters were expected to greet their leader when he visits the Cambodian city of Siem Reap on April 14-15.

Thaksin is a divisive figure in Thailand, both loathed and loved. The red shirts held protests in Bangkok in 2010 against the then-government and in support of Thaksin, which led to a military crackdown and an end to the demonstrations in a wave of gunfire, looting and arson. Ninety-two people died.

Thaksin's sister Yingluck was elected Thailand's first female prime minister last year. Thaksin has voiced optimism that he would be able to return to Thailand by the end of this year while avoiding his prison sentence.

Thailand, Cambodia, Laos and Myanmar all celebrate their traditional New Year April 13-15.
---------------------------------------------------------------------------------------------


Red shirts plan 'Thaksin tour' | Bangkok Post: news

Red shirts plan 'Thaksin tour'
Red Tour 999 will take you on a three-day road trip to Siem Reap, Cambodia, staying at a four-star hotel for 6,500 baht each _ but there's a catch.


An ad on the Facebook page of a red shirt invites people to join an April 13-15 tour to Cambodia where they can visit Angkor Wat and meet ousted premier Thaksin Shinawatra.

"You should be a red shirt," said the tour organiser who goes by the name of Ton7777.

"We have to be concerned about the safety of [former] prime minister Thaksin [Shinawatra]."

During the Songkran holidays, April 13-15, the tour will take you to cultural heritage sites such as Angkor Wat and Angkor Thom, but the highlight will be on April 14, when tour participants will get a chance to meet the ousted premier and perform a rod nam dam hua ceremony, in which Songkran celebrants show respect to their elders by pouring holy water over their hands.

Ton7777 says he does not mean to bar non-red shirts from participating in the tour, but he is concerned about two issues _ the safety of Thaksin and also the fun factor of the tour itself.

"If you are a yellow shirt, what fun will you have? How will you get along with everyone? It will be uncomfortable for you and everyone else," he said.

So far, two callers interested in his tour are on his list of suspects.

The first question he always asks before making a reservation is: "Are you a red shirt?"

If the caller says yes, but is unable to name which red shirt group he belongs to, then Ton7777 knows something is fishy.

"If it is someone who is open and doesn't hate Thaksin, it should be fine," he said of interested vacationers, but he also cautioned that he has not yet decided on how strict the policy will be.

There are two purposes for the Red Tour, according to Ton7777.

The first is for people who love and admire Thaksin to meet him in person and offer him their respect at the auspicious Songkran ceremony. A pilgrimage, if you will.

The second is to gain knowledge in preparation for the Asean Economic Community in 2015.

Ton7777 said the tour will educate them about the upcoming single economic community, focusing on issues such as the labour movement, vocational opportunities and the importance of learning English.

Ton7777 revealed he is an engineer with a multinational company. He has a master's degree and is working on his doctorate.

"I wasn't involved in politics before," he said. Like many others, he decided to don a red shirt after the 2006 coup.

On Saturday, during a phone-in to a red shirt rally in Surin, Thaksin invited supporters to meet him in Vientiane on April 12 and 13 and in Siem Reap on April 14 and 15.

Thus far, the red shirt "We Love Udon" and "We Love Isan" groups are also organising trips to meet the former prime minister. It is estimated that up to 10,000 supporters from Udon Thani alone will travel to the two neighbouring countries this Songkran holiday.
-------------------------------------------------

Jatuporn paves way for Thaksin | Bangkok Post: breakingnews

Jatuporn paves way for Thaksin
Red shirt co-leader Jatuporn Prompan went to Laos on Friday to arrange schedules to ensure a smooth holiday for fugtive ex-premier Thaksin Shinawatra who will be celebrating Songkran there.

Reporters spotted Mr Jatuporn at Udon Thani Airport with red-shirt core member Kwanchai Praipana while waiting to board a plane back to Bangkok after their trip to Laos.

Mr Jatuporn, who is also a Pheu Thai list MP, said he and his group held talks with Lao authorities, and planned arrangements and schedules including a welcoming event for Thaksin who will arrive in Vientiane, the capital, at about 11am on April 11.

Thaksin announced last weekend that he would spend his Songkran hoilidays in Laos between April 11 and 13 and in Cambodia between April 14 and 15.

The Federation of Lao Industries will host a banquet on the first day of his three-day stay in Laos, according to Mr Jatuporn. The second day will feature a merit-making ceremony and a rod nam dam hua ceremony (in which Songkran celebrants show respect to the elderly by pouring holy water over their hands) for Thaksin.

Mr Jatuporn said Cambodian officials were preparing to discuss how to handle masses of red-shirts expected to cross the border to meet Thaksin in Siem Reap on April 14 and 15. The Cambodians will allow red-shirt visitors to enter the world famous Angkor Wat temple site for free.

A Thai-Cambodian musical and cultural show will be held on the night of April 14 and Thaksin will leave Cambodia on April 16, he said.

``Prime Minister Thaksin has arranged three kinds of presents to distribute to all the brothers and sisters who go to Laos and Cambodia,'' the Pheu Thai MP said.

The presents are 20,000 full-face rubber Thaksin masks, 30,000 red polo shirts each bearing a picture of Thaksin, and 100,000 hand fans with pictures of Thaksin and his family members.

``Prime Minister Thaksin said [all can] meet Thaksin [and all can] take Thaksin home,'' Mr Jatuporn said, referring to the Thaksin face masks.

It has been estimated that up to 10,000 Thaksin supporters from Udon Thani alone will travel to the two neighbouring countries this Songkran holiday.
---------------------------------------------



Siem Reap to see red

Thik Kaliyann and David Boyle

Friday, 06 April 2012

Authorities in Siem Reap are preparing for a swarm of 40,000 “red shirt” supporters of ousted former Thai prime minister Thaksin Shinawatra who are expected to descend on the tourist town during the New Year holiday just over a week from now.





The horde of crimson politicos are journeying to the Kingdom for a rare chance to see their beloved former leader, who fled Thailand – where his sister Yingluck is now prime minister – in 2008 after being convicted of corruption.

Siem Reap provincial hall official Ly Samreth said about 15 hectares of land at Angkor Kjong Yu, near the Apsara Authority building in Slo Kram commune’s Banteay Chas village, had been set aside to accommodate the 40,000 visitors.

“We have started to grade the land, and authorities are trying to collect the garbage and find unexploded ordnance in that area as well,” he said.

“We estimate 40,000 of Thailand’s red shirts will be here to celebrate their New Year with their former Prime Minister.”

Thailand, Cambodia and Laos all celebrate their New Year after the dry- season rice harvests are finished in early April, just before about six months of monsoon rains hit mainland Southeast Asia.

Jarupan Kuldiloke, a spokeswoman for Thaksin’s Puea Thai party, said the former leader, who was ousted in a bloodless coup in 2006, would arrive some time between April 10 and 15 to celebrate “Songkran”, the Thai moniker for their New Year water festival.

“Yeah, he will go to Laos and Cambodia, and he said if his friends would like to come and see him, please come to Laos and Cambodia,” she said, adding that the group were also here to celebrate the shared holiday period with their neighbours.

Questionable aspects of Thaksin’s two-year corruption sentence – which was related to land purchased by his wife while he was prime minister – still must be resolved in Thailand before he can consider any return.

“He [will] prepare to go home when his Thai people are calling him back. That’s still the argument on his case, because it’s very special and not normal,” Jarupan Kuldiloke said.

Thaksin, a close friend of Prime Minister Hun Sen, has repeatedly journeyed here since the premier appointed him an economic adviser in October, 2009 – a position that was later cancelled amid deteriorating bilateral relations between Cambodia and Thailand.

Thailand elected his sister Yingluck prime minister in June, heralding a rosy new epoch of Cambodian-Thai diplomacy following Hun Sen’s sour relationship with her predecessor, Democrat Party leader Abhisit Vejjajiva.

Those relations hit rock bottom when bloody clashes broke out between Cambodia and Thailand over disputed territory surrounding the Preah Vihear temple in February and April last year.

Porleng Van, president of the Cambodian Restaurant Association, said the timing of the red shirts’ arrival was ideal for both the restaurant and hotel industries, regardless of any political aspects.

“When it is low season, the frequency [of visitors] is dropping more than 50 per cent, 60 per cent. Therefore, if you have many clients coming at that time, it is just perfect,” she said.

“On the other hand, with so many people coming at the same time, the quality of the service is really hard to match,” she said, adding that authorities would have to be careful managing security and traffic.
----------------------------------------------------------------------------------------------


Ex-Thai PM Thaksin to address rally in Cambodia | My Sinchew

Ex-Thai PM Thaksin to address rally in Cambodia

2012-04-09 17:35

Bangkok, April 9, 2012 (AFP) - Thailand's fugitive former premier Thaksin Shinawatra will address thousands of "Red Shirt" supporters at a rally this weekend in neighbouring Cambodia, his followers said Monday.

After three days in Laos, Thaksin is due to visit the Cambodian city of Siem Riep to give a speech on Saturday evening at a gathering attended by several leaders of the Red Shirt movement, the organisation said.

"Tens of thousands" of supporters in total are expected to greet Thaksin during his trip to the two countries over the Thai New Year, said Red Shirt spokesman Worawut Vichaidit.

"They will probably travel together and rent buses by themselves," he added.

Mass rallies by Thaksin's supporters in the Thai capital in 2010 descended into the kingdom's worst political violence in decades, with more than 90 people -- mostly civilians -- killed in a military crackdown.

His sister Yingluck Shinawatra became prime minister last year after a resounding election victory by the ousted premier's political allies.

Thaksin, who maintains warm ties with Cambodian Prime Minister Hun Sen, was toppled by royalist generals in 2006 and lives in Dubai to avoid a two-year prison sentence for corruption that he contends is politically motivated.

Hun Sen said in a speech on Monday that "perhaps more than tens of thousands" of Thaksin supporters would visit to hear the ex-leader who "cannot enter his motherland".

Thaksin remains a much-loved figure for many poor Thais, but he is hated by much of the Bangkok-based elite in military, palace and bureaucratic circles who see him as autocratic and a threat to the <redacted>.

The former leader, who frequently visits other Asian countries, has downplayed suggestions that his political allies are seeking to clear the way for his return to Thailand without going to jail.

After his speech, Thaksin is due to travel to the Cambodian capital Phnom Penh on April 16 to play golf with Hun Sen.
-------------------------------------------------------------

Thaksin 'Songkran Tour' in Vientiane today | Bangkok Post: news

Thaksin 'Songkran Tour' in Vientiane today
VIENTIANE : Ousted prime minister Thaksin Shinawatra's visit to Laos today to celebrate Songkran has done little to stir people in the capital Vientiane.

"We did not prepare anything to welcome Thaksin. We'll still go about our daily lives. His visit to Laos means very little to us us," company director Soukhakhone Bouangboubphar said.

Mr Bouangboubphar believes Thaksin's visit has less to do with politics, than with celebrating Songkran with his supporters.

Most locals in Vientiane seemed to be unaware of the imminent arrival of the exiled politician, who is expected to get into town at 11am today.

A number of members of the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) have already travelled to Vientiane. Yesterday, Charan Ditthapichai arrived in the city at around 10.30am.

However, Kwanchai Praipana, the leader of the Love Udon People faction, has not yet arrived.

A red shirt source said most people who wanted to meet Thaksin would reach Vientiane today. The Lao government had earlier asked the UDD to limit the number of its members who would travel to the capital, and to tell supporters not to wear red shirts in Laos.

The Lao government has been concerned that their red shirts could trigger some political problems, said the source.

Thaksin reportedly plans to make merit in Laos and allow his red shirt supporters to give him a Thai New Year blessing.

Tomorrow, he is expected to leave Vientiane for Siem Reap in Cambodia.

While in the Lao capital, the former prime minister will stay at the Lao Plaza Hotel, which has ramped up security for the arrival of his entourage. Wichai na Vientiane, the owner of Asean Mall in the capital, said the Songkran blessing event for Thaksin will be held at his department store.

Thaksin's visit has been welcomed by the Lao government, he added.

In Cambodia, Prime Minister Hun Sen said Thaksin and thousands of his supporters would be in the country between Saturday and Monday, during which time the two are scheduled to play golf.

Hun Sen said the relationship between Phnom Penh and Bangkok has improved during the Yingluck Shinawatra administration. He also encouraged both and Cambodian military commanders along the shared border to turn themselves into diplomats and help foster good ties between the two countries.

Sou Phirin, the governor of Siem Reap, has said he expects 40,000 red shirts to arrive in the city from Friday. The authorities have prepared a 94-rai compound to accommodate them.

--------------------------------------------------------------


Thai-ASEAN News Network - Red Shirts to Attend Bathing Ceremony to Wish Thaksin for Cambodian New Year



Red Shirts to Attend Bathing Ceremony to Wish Thaksin for Cambodian New Year

UPDATE : 11 April 2012

A Cambodian newspaper reported that more than 160 rais of farmland are being prepared to accommodate a crowd of 30,000 red-shirt supporters who want to attend a bathing ceremony to give well-wishes to fugitive former Thai prime minister Thaksin Shinawatra during April 14-15.
A Cambodian newspaper reported that authorities in Siem Reap Province of Cambodia are working hard in preparing 25 hectares of land, the equivalent of 162 rais, at the Angkor Kjong Yu town for a crowd of 30,000 red-shirt supporters.

The red-shirts are expected to descend to the town during April 13-15, which marks the New Year Holiday for Cambodia, and reside there temporarily.

Siem Reap provincial hall official Ly Samreth said that they have started to graze the land since April 2 and will complete the operations by April 12, as the red-shirt people are arriving on April 13 to attend a bathing ceremony to give well-wishes to the fugitive Thai premier during April 14-15.

In Udon Thani Province, more than 550 red shirt people from Khon Rak Udon group have traveled to ask for a visa to Laos to visit Thaksin there.

Meanwhile, Chairman of the Khon Rak Udon group Kwanchai Praipana, along with more than 20 red shirt leaders have previously traveled to pick up Thaksin at the airport before having a meal together at the Lao Plaza Hotel.

---------------------------------------------------------- 


Thaksin 'Songkran Tour' in Vientiane today | Bangkok Post: news

Thaksin 'Songkran Tour' in Vientiane today
VIENTIANE : Ousted prime minister Thaksin Shinawatra's visit to Laos today to celebrate Songkran has done little to stir people in the capital Vientiane.

"We did not prepare anything to welcome Thaksin. We'll still go about our daily lives. His visit to Laos means very little to us us," company director Soukhakhone Bouangboubphar said.

Mr Bouangboubphar believes Thaksin's visit has less to do with politics, than with celebrating Songkran with his supporters.

Most locals in Vientiane seemed to be unaware of the imminent arrival of the exiled politician, who is expected to get into town at 11am today.

A number of members of the United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) have already travelled to Vientiane. Yesterday, Charan Ditthapichai arrived in the city at around 10.30am.

However, Kwanchai Praipana, the leader of the Love Udon People faction, has not yet arrived.

A red shirt source said most people who wanted to meet Thaksin would reach Vientiane today. The Lao government had earlier asked the UDD to limit the number of its members who would travel to the capital, and to tell supporters not to wear red shirts in Laos.

The Lao government has been concerned that their red shirts could trigger some political problems, said the source.

Thaksin reportedly plans to make merit in Laos and allow his red shirt supporters to give him a Thai New Year blessing.

Tomorrow, he is expected to leave Vientiane for Siem Reap in Cambodia.

While in the Lao capital, the former prime minister will stay at the Lao Plaza Hotel, which has ramped up security for the arrival of his entourage. Wichai na Vientiane, the owner of Asean Mall in the capital, said the Songkran blessing event for Thaksin will be held at his department store.

Thaksin's visit has been welcomed by the Lao government, he added.

In Cambodia, Prime Minister Hun Sen said Thaksin and thousands of his supporters would be in the country between Saturday and Monday, during which time the two are scheduled to play golf.

Hun Sen said the relationship between Phnom Penh and Bangkok has improved during the Yingluck Shinawatra administration. He also encouraged both and Cambodian military commanders along the shared border to turn themselves into diplomats and help foster good ties between the two countries.

Sou Phirin, the governor of Siem Reap, has said he expects 40,000 red shirts to arrive in the city from Friday. The authorities have prepared a 94-rai compound to accommodate them.

---------------------------------------------------------------


Thaksin's supporters disappointed | Bangkok Post: breakingnews

Thaksin keeps his supporters waiting
A large number of Thai and foreign reporters as well as Pheu Thai Party members and the red shirts failed to see Thaksin Shinawatra land at Wat Tai airport in Vientiane this morning because the private plane of the deposed prime minister landed at a military airport in stead, reports said.

Many of the red shirts, who were advised not to wear red on entering Laos, changed their shirts to red after arriving at Wat Tai airport, holding placards and cloth banners aloft to greet Thaksin.

Pheu Thai members and others who showed up to greet Thaksin included Sutham Saengprathum, Sermsak Pongpanich, Sqd Ldr Sita Divari, Gen Panlop Pinmanee, Kwanchai Praipana, Suporn Atthawong, and Charan Ditha-apichai.

Prasit Chaiviratna, the prime minister's deputy secretary-general, and Wongsak Sawasdipanich, director-general of the Provincial Administration Department, were also seen among Thaksin's supporters who wanted to see Thaksin step out of his plane.

But, they were disappointed when Thaksin's aircraft instead landed at a military airport nearby. Thaksin was reportedly whisked away on landing to the Government House.

Mr Kwanchai, leader of the Rak Udon Group and coordinator of the reception for Thaksin, said the former prime minister's itinerary had been changed without prior notice by the Lao authorities.

He said the Lao government had also changed a programme for Thaksin's activities, leaving him and other core members of the red shirts uninformed.

This was understandable because there had been reports of a plot to assassinate Thaksin and the Lao government had to step up security for him, Mr Kwanchai said.

Mr Kwanchai said he had no idea where a rod nam dam hua ceremony for Thaksin would be held. Originally the ceremony would be held tomorrow at the Asean Mall department store in the capital city.

He could not do anything but wait for the Lao government to let him know of new arrangements for Thaksin.

Originally, Thaksin was scheduled to deliver a speech to Lao businessmen at Don Chan Hotel at 1.30pm after his arrival. He would attend a dinner hosted by the Lao Industrial Council at the same hotel at 5pm.

Even some coordinators who are close to Thaksin did not know of any changes, Mr Kwanchai said.

Tiamtha Thachaem, of Chiang Mai's Fang district, said she came to Vientiane with 12 other friends, who each paid 1,500 baht to hire a van from Chiang Mai, said they were advised not to wear red and they had followed the instruction to avoid problems.

Charan Ditha-apichai, a red-shirt leader, said it would be good if he and other people could see Thaksin return home via Suvarnabhumi airport.

He said before coming to Vientiane he had talked to Jakrapob Penkair, a former spokesman for Thaksin and key red-shirt leader wanted for lese majeste, who had fled abroad. Mr Jakrapob was unlikely to return to the country, he added.

Kongkham Keomanivong, 40, a Laotian man, said he came to Wat Tai airport along with Thaksin's supporters for wanting to see the former Thai prime minister, whom he had long admired.

----------------------------------------------------------------

From : http://teakdoor.com/thailand-and-asia-news/105504-songkran-60-000-red-shirts-likely.html

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

นครศรีธรรมราชโมเดล

 ภาพปฏิบัติการ"นครศรีธรรมราชโมเดล" บุกค้นยาเสพติดเรือนจำเมืองคอน เด้งด่วน!ผบ.คุก

มติชนออนไลน์ 23 เม.ย.55

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335165904&grpid=01&catid=&subcatid=

ภาพผลปฏิบัติการ"นครศรีธรรมราชโมเดล" การจับมือประสานร่วมกันระหว่างนายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช นายชลัยสิน โพธิเจริญ ผอ.ปปส.ภาค 8 ระดมกำลังตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช อาสาสมัคร ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) กก.42 ค่ายศรีนครินทรา ชุดคอมมานโดกรมราชทัณฑ์กว่า 600 นายและสารวัตรทหารจาก มทบ.41 บุกจู่โจมตรวจค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ ม.1 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 03.00 น. วันนี้ 22 เมษายน 2555 โดยที่เจ้าหน้าที่เรือนจำนครศรีธรรมราชไม่รู้ตัวมาก่อนแม้แต่คนเดียว แม้แต่นายณรงค์ ยงณรงค์เดชกุล ผบ.เรือนจำกลางนครศรีธรรมราชก็ไม่รู้ตัวมาก่อน สามารถยึดของกลางโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ 284เครื่อง ในจำนวนนี้มีแทปเล็ตยี่ห้อต่างๆ และไอโฟนนับสิบเครื่อง อุปกรณ์ชาร์ตแบตเตอรี่แบบดัดแปลงเองจำนวนมาก ยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า)ประมาณ 1,700 เม็ด ยาไอซ์น้ำหนักประมาณ1 กก. อุปกรณ์เสพยาไอซ์และเสพยาบ้า จำนวนหลายสิบอัน อาวุธมีด ของมีคมดัดแปลง เหล็กขูดชาร์ป จำนวนนับร้อยเล่มและอุปกรณ์เล่นการพนันดัดแปลงทำเอง รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ 100ล้านบาท นอกจากนี้รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังเสนอย้ายด่วน ผบ.เรือนจำนครศรีธรรมราช







เด้ง'ผบ.'เซ่นค้นคุกเมืองคอน ยาบ้า-ไอซ์-ไอแพดค่า100ล.
บุกจู่โจมค้นเรือนจำเมืองคอนยึดมือถือ 284 เครื่อง มีด เหล็กขูดชาฟต์กว่า 100 เล่ม ยาบ้า-ไอซ์ เพียบ 'รองอธิบดีราชทัณฑ์'สั่งเด้ง ผบ.เรือนจำ เผยใช้'นครศรีฯโมเดล'ปราบยาเสพติดในคุกทั่วประเทศ

ของกลางอื้อ - นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ขวาสุด) นำกำลังบุกค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ตรวจยึดของกลาง ยาเสพติด อุปกรณ์เสพ อาวุธ อุปกรณ์สื่อสาร หลายรายการ มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 เมษายน

เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 22 เมษายน นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) นครศรีธรรมราช พร้อมกำลังตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายศรี นครินทรา สารวัตรจากมณฑลทหารบกที่ 41 และชุดคอมมานโดกรมราชทัณฑ์กว่า 600 นาย บุกจู่โจมค้นเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่หมู่ 1 ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำและนายณรงค์ ยงณรงค์เดชกุล ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ไม่ทราบเรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานการปฏิบัติการเริ่มโดยนายโสภณนำกำลังคอมมานโดกรมราชทัณฑ์ 70 นาย บุกเข้ายึดป้อมยามรักษาการณ์หน้าเรือนจำ ประตูเรือนจำ ปลดเครื่องมือสื่อสารของเจ้าหน้าที่ จากนั้นให้เจ้าหน้าที่คอมมานโดพร้อมตำรวจและทหารอีกกว่า 500 นาย จู่โจมเข้าไปค้นเรือนจำในแดนที่ 4,5 และ 6 ซึ่งเป็นแดนที่คุมขังนักโทษคดีค้ายาเสพติดและนักโทษเด็ดขาดประหารชีวิต ท่ามกลางความตระหนกของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในเรือนจำที่ไม่รู้ตัวมาก่อน ขณะที่เหล่านักโทษต่างแตกตื่นนำยาเสพติดทั้งยาบ้าและยาไอซ์รวมทั้งโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ โยนทิ้งเกลื่อนห้องขัง เจ้าหน้าที่กระจายกำลังเข้าตรวจค้นในห้องขังทั้ง 3 แดน ถึงเวลา 08.00 น. สามารถตรวจยึดสิ่งของต้องห้ามหลายรายการ อาวุธ โทรศัพท์มือถือ ยาเสพติดได้จำนวนมาก โดยไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ ของกลางทั้งหมดเจ้าหน้าที่ต้องใช้รถเข็นขนถึง 5 คัน ซึ่งนายณรงค์ที่ตามเข้าร่วมตรวจค้นภายหลังมีสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาเวลา 09.30 น. พล.ต.ท.สันติ เพ็ญสูตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) เดินทางมาแถลงข่าวร่วมกับนายวิโรจน์ พล.ต.ต.รณพงษ์ นายโสภณ และนายชลัยสิน โพธิเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ผอ.ป.ป.ส.) ภาค 8

พล.ต.ท.สันติแถลงว่า เจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่างๆ ได้ 284 เครื่อง มีทั้งแท็บเล็ตยี่ห้อต่างๆ รวมทั้งไอโฟน อุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบดัดแปลงเอง ยาบ้า 1,700 เม็ด ยาไอซ์ประมาณ 1 กิโลกรัม อุปกรณ์เสพยาไอซ์และยาบ้าหลายชุด รวมทั้งมีด ของมีคมดัดแปลง และเหล็กขูดชาฟต์กว่าร้อยเล่ม และอุปกรณ์เล่นการพนันดัดแปลงจำนวนมาก

นายโสภณกล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ได้ประสานข้อมูลกับ พล.ต.ต.รณพงษ์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยนำเสนอไปยัง พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้รูปแบบการปฏิบัติหน้าที่ที่เรียกว่านครศรีธรรมราชโมเดล เป็นต้นแบบในการปราบปรามของต้องห้ามในเรือนจำทั่วประเทศ ขณะนี้ได้ย้ายนายณรงค์พ้นตำแหน่งผู้บัญชาการเรือนจำนคร ศรีธรรมราช แล้วตั้งนายสุรพล แก้วภราดัย มาดำรงตำแหน่งแทน

ด้าน พล.ต.ต.รณพงษ์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้หาข้อมูลมาหลายเดือนติดต่อกัน ก่อนที่จะเข้าค้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าข่าวรั่วเนื่องจากพบโทรศัพท์มือถือของนักโทษเครื่องหนึ่งมีข้อความแจ้งว่า "อีก 2 ชั่วโมงคอมมานโดจะเข้าตรวจค้นเรือนจำ" ทำให้สิ่งของที่ละลาย ได้เช่นยาเสพติดซึ่งทราบว่ามีเป็นกิโลกรัม ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก เข้าใจว่าเทลง โถส้วม อย่างไรก็ตาม ยาเสพติดที่ยึดได้มากเป็นที่น่าพอใจ
"โทรศัพท์ที่นำเข้าไปได้ เจ้าหน้าที่เรือนจำนำเข้าไปให้มีค่านำพาเข้าไปเครื่องละ 30,000 บาท ล็อตละ 10 เครื่องราคา 3 แสนบาท มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพัวพัน อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังทำข้อมูลมัดตัวและขอออกหมายจับ ส่วนผู้ต้องขังที่เป็นเอเยนต์ใหญ่ ระดับค้ายาคราวละหลายล้านนั้นมีอยู่ 2 คน ส่วนอื่นๆ นั้นเป็น รายกลางและรายย่อย เชื่อว่าหากจัดการเรือนจำได้ทั่วประเทศ การค้ายาเสพติดในประเทศไทยจะลดลงกว่าครึ่ง" พล.ต.ต.รณพงษ์กล่าว นายวิโรจน์กล่าวว่า จะต้องสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำด้วย ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเช่นนี้กลับมาอีกอย่างแน่นอน รวมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทั้งหมด หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำให้กับนักโทษ จะดำเนินการทั้งด้านคดีอาญาและวินัยอย่างเฉียบขาดทันที
พล.ต.ท.สันติกล่าวอีกว่าว่า ผู้ค้ายาเสพติดในเขต บช.ภ.8 และ บช.ภ.9 นั้น เมื่อถูกจับกุมได้ส่วนใหญ่จะสารภาพว่าสั่งซื้อจากเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่นำของกลางมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนนั้น มีโทรศัพท์เข้ามาตลอดเวลา และทุกเครื่องจะมีรหัสในการเข้าใช้ เมื่อเปิดเครื่องจะมีสายเรียกเข้ามาอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจ้าหน้าที่รับสายทำทีบอกว่าของยังไม่พร้อมปลายสายจะวางสาย บางเครื่องเมื่อรับแล้วบอกว่าเจ้าของไปห้องน้ำปลายสายจะบอกว่าจะขอคุยกับเจ้าของแล้วไม่ยอมคุยต่อ

แหล่งข่าวกล่าวว่า การที่ส่งโทรศัพท์เข้า ไปขายในเรือนจำนครศรีธรรมราชแบบธรรมดาราคาตกเครื่องละประมาณ 200,000-250,000 บาท ส่วนโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนมีราคาตกเครื่องละ 300,000-350,000 บาท หากคิดเป็นเม็ดเงินที่สะพัดตามจำนวนเครื่องโทรศัพท์ที่ตรวจยึดได้นั้นจะมีมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท เป็นยอดที่ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็น ในการนำเครื่องโทรศัพท์ไปจนถึงมือนักโทษอยู่ที่ประมาณ 100-200 ล้านบาท ส่วนค่าเช่าใช้โทรศัพท์จากนักโทษด้วยกันครั้งละ 10,000-18,000 บาท

"นักค้ายาบางรายยอมให้ตำรวจจับแล้วเข้าไปอยู่ในเรือนจำเพื่อบัญชาการค้ายา โดยเฉพาะพ่อค้ายารายใหญ่ชื่อย่อ ช. เป็นผู้กว้างขวางในเรือนจำที่เจ้าหน้าที่และนักโทษคนอื่นๆ ยอมตกอยู่ใต้อิทธิพล" แหล่งข่าวกล่าว
"ในความสำเร็จอย่างงดงามในครั้งนี้ต้องขอยกย่องชมเชยท่านพล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด(ผบก.ภ.จว.) นครศรีธรรมราช ท่านนี้เลยล่ะครับ เพราะคดีนี้ท่านได้ติดตาม วางแผนก่อนที่จะดำเนินการมากว่า 6 เดือน  ทั้งส่งสายเข้าไปอยู่ร่วมกับนักโทษในเรือนจำนี้ จนได้ข้อมูลอย่างแน่ชัดแล้วจึงวางแผนเข้าทลายแก๊งค์ค้ายาที่ซ่องสุม  รวมตัวกันอยู่ในคุกนี้ได้สำเร็จครับ ก่อนหน้านี้ท่านเองก็เคยประจำอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์และได้เข้าดำเนินการปราบปราม  และจับกุมที่เรือนจำจังหวัดสุรินทร์สำเร็จมาแล้ว ซึ่งนั่นคือข้อมูลที่ต่อยอดมาได้ว่าแหล่งสั่งยาขนาดใหญ่ทางภาคใต้ก็คือในเรือนจำจังหวัดนครศรีธรรมราชนี่เองแหละครับ"....

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจากเว็บประชาทอล์คด้วยค่ะ
มติชนออนไลน์ 23 เม.ย.55