คนไทยจะตายอีกเป็น โขยง แผนเทวดาลงมาโปรด หมอตุลย์คือหมากตัวแรกที่เริ่มเดิน
น้ำท่วมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?
ตอบได้เลย นั่นคือแผนที่วางไว้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ยังมีต่ออีกหลายตอน
ผมจะลำดับให้อ่านดังนี้ครับ
-หลังสูญเสียความชอบธรรมจากชาวโลกไปแล้วเมื่อครั้งสังหารประชาชนเกือบ100ศพ
-วางแผนกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา โดยจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
-สำรวจแล้วถ้าเลือกตั้งเมื่อไรแพ้แน่ๆ ทำยังไงก็แพ้
-ปรับแผนใหม่ ปล่อยให้ เสื้อแดงเป็นรัฐบาลก่อน แล้ว ใช้ธรรมชาติที่ตนเองประดิษฐ์มาถล่มล้มประชาชนแทนทหาร แล้ว เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่รัฐบาลพวกเสื้อแดง ปลุกกระแส บิดเบือนใส่ร้าย เอาสื่อหลักเป็นเครื่องมือ เอานักวิชาการมาประณาม แล้วก็ได้ผลในเบื้องต้น
-ทำสัญญาลับกับอดีตนายกฯ จะให้กลับประเทศไทยได้ แต่ เบื้องหลังวางแผนย้อนกลับบัญชาการลงมาให้สมุนตัวเอ้ที่มีอาชีพหมอออกมาปลุกกระแสแล้วขนคนลงมาให้ มีทหารปลอมปะปนเข้ามา คนกทม.ถูกจ้างมาโดยคนของพรรค ปชป.อออกมาประท้วงอย่างรุนแรง
-แดงจริงแดงปลอมปลุกกระแสขึ้นมาต้าน แล้วยัดอาวุธใส่มือ เหมือนว่าแอบถ่ายภาพมาให้ได้เห็นเป็นหลักฐานคล้ายกับคนชุดดำเมื่ออดีต
-แล้วสร้างเรื่องยั่วยุให้ต้องฆ่ากันจริงๆ ถ้าไม่ได้ผล ครั้งนี้เพื่อสร้างเสื้อแดงให้มองว่าเลวร้ายอย่างที่เคยประชาสัมพันธ์เอาไว้ก่อนยิงตายไปเกือบ100ศพ แผนต่อมาก็คือ ใช้ สไนเปอร์ ยิงหัวหมอตุลย์มันซะเลยคล้ายกับเจ๊กลิ้มเคยโดนมาแล้วในอดีต แค่นี้ก็สับสนวุ่นวายแล้ว รัฐบาลก็อยู่ไม่ติดข่าวทั่วโลกก็มุ่งหน้ามา โจมตีรัฐบาลและเสื้อแดงแทน กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการฆ่าหมอตุลย์ พร้อมสื่อในประเทศก็ช่วยกันโจมตีตลอด24ชม.
-และแล้วพระเอกก็ขี่ม้าขาวออกมาห้ามทัพ ประชาชนสองฝั่งสงบศึก ทั่วโลกสรรเสริญ “นี่แหละสุดยอดของโลก” อีกแล้ว อีกครั้ง ถ้าไม่มีพระเอก ประเทศไทยไม่สงบแน่ เหมือนอดีตที่ผ่านมา แล้วย้อนกลับไปแก้ต่างให้ตนเองเมื่อครั้งปี53 เป็นการเข้าใจผิด พระเอกไม่เคยสั่งฆ่าใคร ที่ตายกันไปเรื่องการเมืองทั้งนั้น
-นายกรัฐมนตรีเช็ดน้ำตาแล้วประกาศลาออก ถ้าไม่ออกโดนยึดอำนาจอย่างชอบธรรมทันที
ทั้งนี้..ข้ออ้างไม่ยาก “เป็นนายกฯที่สร้างปัญหาให้กับคนในชาติมากที่สุด” โดยไม่มีคำว่า”ไม่จงรักภักดี”ต่อท้ายในข้ออ้างเหมือนอดีตใส่ในข้ออ้างที่ยึดอำนาจเหมือนเคย
กลับมาที่เรื่องน้ำท่วม มันเกี่ยวโยงยังไงกับแผนเทวดาลงมาโปรดครั้งนี้
ประชาชนยากจนส่วนใหญ่และเป็นคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงทั้งนั้น คนที่ออกมาชุมนุมในกรุงเทพฯเมื่อครั้งปี53 ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุดทั้งนี้ก็เพราะสามารถไปกลับได้ อยู่ไม่ไกลมากนัก
เส้นทางของน้ำและเขื่อนต่างๆ มันอยู่เส้นทางนี้พอดี
ถ้าจะทำให้น้ำท่วมไม่ยากก็แค่ปล่อยน้ำในเขื่อนออกมาเท่านั้น น้ำก็ท่วมหมดแล้ว
แล้วทำไมถึงต้องทำให้น้ำท่วมด้วย
เหตุผลง่าย
1.เพื่อเป็นข้ออ้างได้ทันที เพื่อโจมตีรัฐบาลว่าไม่สามารถป้องกันได้ ทำให้ประชาชนตายและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
2.เพื่อจะได้ให้เทวดาออกโรงลงมาโปรด ออกทีวีได้ทุกวัน ล้างสมองประชาชนซ้ำๆ
3.กำจัดคนเสื้อแดงให้อ่อนกำลังลง ยิ่งตายไปเลยก็ยิ่งดีใหญ่ ถ้ามีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คนเหล่านี้จะอ่อนล้าและไม่สามารถกลับไปช่วยคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯได้อีก
4.สร้างกระแสให้ผู้คนเริ่มเกลียดชังรัฐบาลและเบื่อ เพื่อตัดคะแนนเสียงในอนาคต
5.สร้างภาพทหารเป็นฮีโร่ของประชาชนในช่วงน้ำท่วม ทั้งๆที่เพิ่งผ่านการเข่นฆ่าประชาชนมา เพื่อให้ประชาชนลืมภาพและเหตการณ์นั้น
ส่วนวิธีการว่ากระทำเช่นไร หลายท่านได้นำเรื่องราวทั้งหมดลงมาโพสท์ให้อ่านกันแล้วในหลายที่หลายแห่งซึ่งผมคงไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติมอีกครั้ง
เหมือนว่าตอนนี้กำลังเดินมาถึงแผนที่หมอตุลย์ระดมพลแล้ว
มาถึงคนเสื้อแดงบ้าง วางแผนรับมือเรื่องนี้กันแบบไหน
พวกเราชาวเสื้อแดง จะแสดงพลังอย่างไรที่จะไม่เข้าทางของพวกเขา แต่ทั้งหมดทางฝ่ายเราก็คงจะอยู่เฉยไม่ได้อีกเหมือนกัน เรื่องสันติอหิงสาเลิกพูดกันไปเลย เก็บตำราเอาไปเผาให้หมด
และคงจะหนีไม่พ้น การตายของพี่น้องประชาชนอีกเช่นเคย ครั้งนี้ตายหนักกว่าเก่าแน่นอน ตายแล้วยังโดนกล่าวหาว่าเป็นคนเลวเหมือนเก่าอีกหรือไม่ ?
หวังว่ากุนซือคนเสื้อแดงและผู้นำคงจะวางแผนที่ดี รองรับมือในครั้งนี้นะครับในเมื่อกลยุทธ์ครั้งนี้เรามองกันขาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว นักพูดทั้งหลายเหมือนว่าเก่งกันทุกคน เหมือนว่ารู้ทุกอย่าง จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ผมขอฝากไว้เรื่องเดียว สิ่งนั้นก็คือ
ในจิตสำนึกที่ว่า “ทุกชีวิตมีค่า” ครับ.
จาก http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=15642
วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
มหากาฬของจริง
ขออนุญาตนำบทความของคุณปูนนกมาเก็บไว้ค่ะ
(1)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง
และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..
ปูนนก
(2)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง
และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..
ปูนนก
(3)
1. รัฐบาลสามารถทำให้กระแสการโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์ ที่ฝ่ายเผด็จการอมาตย์กำลังใช้ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมาเป็นเครื่องมือนั้น หยุดลงได้อย่างสิ้นเชิง เพราะหันมาสนใจเรื่อง พรฎ. แทน
2. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน.. ความเป็นสตรี.. ความเป็นคนนิ่งและสุขุมลึกซึ้ง ทำงานช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้โดยไม่มีใครมาขวางอีก
3. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถดำเนินการทางการเมืองระดับนานาชาติได้ โดยปราศจากพรรคฝ่ายค้านหรือสมุนเผด็จการอมาตย์มาโจมตีได้เลย
4. ท่านรองนายกเฉลิม ได้พูดในสภาอย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทำอยู่ภายใต้กฏหมายโดยไม่ผิดเพี้ยน.. และเรื่อง พรฎ. ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ยังต้องนำไปให้อีก 2 องค์คณะเป็นผู้พิจารณา จึงจะสามารถนำทูลเกล้าได้”.. ซึ่งก็หมายความว่าเรื่อง พรฎ. นี้อาจจะไม่ผ่านก็ได้.. หรืออาจจะมีการแก้ไขอีกก็ได้.. สรุปก็คือ ทุกอย่างยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ณ ปัจจุบัน
5. ฝ่ายเผด็จการอมาตย์หลง เข้าไปเล่นในประเด็น พรฎ. จนกระทั่งเปิดช่องให้ รัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการเมืองได้อย่างชนิดที่แก้ตัวไม่ได้เพราะ.. a. รัฐบาลไม่ได้ทำในสิ่งใดที่ผิดกฏหมาย.. b. เรื่อง พรฎ. ก็ยังไม่มีข้อสรุป.. c. ท่านนายกยิ่งลักษณ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพราะไปช่วยประชาชนที่ จ. สิงห์บุรี (ไม่ได้หนีไปมัลดีฟ)
6. รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องที่สำคัญที่สุดได้โดยไม่มีใครมาให้ความสนใจอีกเลย..(ระดับลิ่วล้ออมาตย์) คือ การค่อยๆ พิจารณาและดำเนินการที่จะออกแถลงการณ์ หรือประกาศยอมรับอำนาจของ ICC (ศาลอาญาระหว่างประเทศ) โดยไม่จำเป็นต้องขอการอนุมัติจากสภาฯ
จากข้อสังเกตทั้ง 6 ประการนั้นสามารถเห็นได้ชัดเจนถ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นสักเล็กน้อย.. โดยเฉพาะข้อที่ 6 ถ้าไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ในทางลับ พอ. สรรเสริญ (ไก่อู) คงไม่ออกมาปัดความรับผิดชอบจากคดีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ เมื่อปี 2553 ว่า ทำตามคำสั่งของ ศอฉ. อย่างแน่นอน แม้แต่ก่อนหน้านั่น ผบ.ทบ. ก็ออกข่าวยืนยันว่า “ทหารไม่เคยมีมติว่านายกบกพร่องใน 12 เรื่องที่เป็นข่าวออกมานั้น”... เหล่านี้หมายความว่าอะไร
หมายความว่า ทหาร เริ่มออกตัวว่า ถ้าจะมีความรับผิดชอบใดๆ เกิดขึ้นจากกรณีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ.. ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือ นายกอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้สั่งการ..
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นทีมงานในเรื่องการดูแลการขับเคี่ยวทางการเมืองของท่านนายกยิ่งลักษณ์บ้าง.. แต่เชื่อแน่ว่าไม่ว่าจะเป็นใครคนเหล่านั้น “ไม่ธรรมดา” และไม่ธรรมดาชนิดที่บอกได้ว่า “เป็นมือมหากาฬ” เลยทีเดียว
หลังจากน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติปีหน้านี้แหละครับ..เราจะได้เห็น “ของจริง” ที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ และทีมงานจะนำมาต่อกรกับเผด็จการอมาตย์.. ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่าน จะได้เห็น
“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง” ของจริง
ปูนนก
(1)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง
และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..
ปูนนก
(2)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง
และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..
ปูนนก
(3)
1. รัฐบาลสามารถทำให้กระแสการโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์ ที่ฝ่ายเผด็จการอมาตย์กำลังใช้ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมาเป็นเครื่องมือนั้น หยุดลงได้อย่างสิ้นเชิง เพราะหันมาสนใจเรื่อง พรฎ. แทน
2. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน.. ความเป็นสตรี.. ความเป็นคนนิ่งและสุขุมลึกซึ้ง ทำงานช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้โดยไม่มีใครมาขวางอีก
3. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถดำเนินการทางการเมืองระดับนานาชาติได้ โดยปราศจากพรรคฝ่ายค้านหรือสมุนเผด็จการอมาตย์มาโจมตีได้เลย
4. ท่านรองนายกเฉลิม ได้พูดในสภาอย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทำอยู่ภายใต้กฏหมายโดยไม่ผิดเพี้ยน.. และเรื่อง พรฎ. ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ยังต้องนำไปให้อีก 2 องค์คณะเป็นผู้พิจารณา จึงจะสามารถนำทูลเกล้าได้”.. ซึ่งก็หมายความว่าเรื่อง พรฎ. นี้อาจจะไม่ผ่านก็ได้.. หรืออาจจะมีการแก้ไขอีกก็ได้.. สรุปก็คือ ทุกอย่างยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ณ ปัจจุบัน
5. ฝ่ายเผด็จการอมาตย์หลง เข้าไปเล่นในประเด็น พรฎ. จนกระทั่งเปิดช่องให้ รัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการเมืองได้อย่างชนิดที่แก้ตัวไม่ได้เพราะ.. a. รัฐบาลไม่ได้ทำในสิ่งใดที่ผิดกฏหมาย.. b. เรื่อง พรฎ. ก็ยังไม่มีข้อสรุป.. c. ท่านนายกยิ่งลักษณ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพราะไปช่วยประชาชนที่ จ. สิงห์บุรี (ไม่ได้หนีไปมัลดีฟ)
6. รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องที่สำคัญที่สุดได้โดยไม่มีใครมาให้ความสนใจอีกเลย..(ระดับลิ่วล้ออมาตย์) คือ การค่อยๆ พิจารณาและดำเนินการที่จะออกแถลงการณ์ หรือประกาศยอมรับอำนาจของ ICC (ศาลอาญาระหว่างประเทศ) โดยไม่จำเป็นต้องขอการอนุมัติจากสภาฯ
จากข้อสังเกตทั้ง 6 ประการนั้นสามารถเห็นได้ชัดเจนถ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นสักเล็กน้อย.. โดยเฉพาะข้อที่ 6 ถ้าไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ในทางลับ พอ. สรรเสริญ (ไก่อู) คงไม่ออกมาปัดความรับผิดชอบจากคดีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ เมื่อปี 2553 ว่า ทำตามคำสั่งของ ศอฉ. อย่างแน่นอน แม้แต่ก่อนหน้านั่น ผบ.ทบ. ก็ออกข่าวยืนยันว่า “ทหารไม่เคยมีมติว่านายกบกพร่องใน 12 เรื่องที่เป็นข่าวออกมานั้น”... เหล่านี้หมายความว่าอะไร
หมายความว่า ทหาร เริ่มออกตัวว่า ถ้าจะมีความรับผิดชอบใดๆ เกิดขึ้นจากกรณีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ.. ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือ นายกอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้สั่งการ..
ผมไม่ทราบว่าใครเป็นทีมงานในเรื่องการดูแลการขับเคี่ยวทางการเมืองของท่านนายกยิ่งลักษณ์บ้าง.. แต่เชื่อแน่ว่าไม่ว่าจะเป็นใครคนเหล่านั้น “ไม่ธรรมดา” และไม่ธรรมดาชนิดที่บอกได้ว่า “เป็นมือมหากาฬ” เลยทีเดียว
หลังจากน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติปีหน้านี้แหละครับ..เราจะได้เห็น “ของจริง” ที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ และทีมงานจะนำมาต่อกรกับเผด็จการอมาตย์.. ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่าน จะได้เห็น
“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง” ของจริง
ปูนนก
วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ข่าวน่ารู้
ไม่ได้เขียนเอง นำมาเพื่อศึกษาเท่านั้น
Posted 11 October 2011 - 08:41 PM
ขอนำผลงานมองการณ์ไกลของ เจ๊ ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน มาให้คนไทย
นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คณะรัฐมนตรีชุด นายกปู (ขาเก) และ ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ชื่นชม
*****ข่าวนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554*********
ได้เตรียมรับมือภัยแล้งด้วยการให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 17 แห่งเก็บกักน้ำไว้สูงกว่าระดับเก็บกัก (เกิน 70%)
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ ว่า ขณะนี้ในแหล่งกักเก็บน้ำ
ขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่งมีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และทางกรมชลประทาน
ได้เตรียมไว้ใช้ในฤดูแล้งปีนี้ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และอีก 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เตรียมไว้ใช้สำหรับปี 2554
จึงขอเตือนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง โดยกรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังให้ลดจำนวน
การปลูกข้าวนาปรังลง และไม่ควรขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อกรมชลประทานจะได้จัดสรรน้ำให้เพียงพอ
http://thainews.prd....0122&tb=N255301
******ข่าวนี้เมื่อ 18 พฤษภาคม 2554******
ด่วน!! ลานินญ่ากลับมาอีกแล้ว
ทีวี360องศาวันนี้มาติดตามข่าวร้ายของชาวโลก “ลานิญญ่า” ที่ป่วนโลกหนักกว่า 1 ปีที่ผ่านมา กำลังจะกลับมาอีกแล้ว
ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง
ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้
http://tv360.krobkru...com/?page_id=98
******ข่าวนี้เมื่อ พฤศจิกายน 2553******
คำเตือนเรื่องฝนหนัก น้ำท่วม ฤทธิ์ลานินญาทำไทยเผชิญภัยพิบัติเพิ่ม
"ไทยไม่เคยมีการทำแผนที่เสี่ยงภัยไว้เลย จึงแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ การเตือนภัยและการพยากรณ์อากาศจึงยังล้าหลังกว่าเวียดนาม
ที่มีการพยากรณ์อากาศแม่นยำมากในภูมิภาคอาเซียน ติดอันดับต้นๆ ในระดับเดียวกับญี่ปุ่น อังกฤษ หรือสหรัฐ" นายธนวัฒน์ กล่าว
http://www.ftawatch.org/all/news/20993
******ส่วนข่าวนี้เมื่อ เมษายน 2554********
กรมชลประทานวางแผนสู้ภัยแล้ง ปีนี้มีน้ำต้นทุนไว้จัดสรร 31,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกันสำรอง เชื่อยังรับมือไหว
ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังลดลงอย่างต่อ เนื่อง อ่างแก่งกระจาน กับปราณบุรีวิกฤตสุด
2 อ่าง รวมกันเหลือน้ำใช้แค่ 200 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการจัดสรรน้ำและมาตรการป้องกันปัญหาภัยแล้งปี 2554
ว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและใหญ่มีปริมาณน้ำใช้ได้ประมาณ 31,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทาน
ได้จัดสรรการใช้น้ำให้กับการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก รองลงไปได้แก่ การรักษาระบบนิเวศวิทยา และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร
ทั้ง นี้ในจำนวนปริมาณน้ำ 31,000 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้สำรองไว้จำนวน 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
เพื่อใช้สำหรับต้นฤดูฝน กับหลังช่วง ฤดูฝน อีกจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม. โดย น้ำสำรองจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม.ได้วางแผน
การใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูกด้านการเกษตรทั่วประเทศประมาณ15. 29 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นแผนสำหรับการปลูกข้าวประมาณ 12.6 ล้านไร่
http://www.ftawatch.org/all/news/22775
อันสุดท้ายเป็นคลิปข่าว ภัยแล้ง (แล้งสุด ๆ นะ เธอว์)
http://www.youtube.c...h?v=UgmTjoEOQQw
La nina กลับมาอีกแล้ว
(ถ้าท่านดูที่ภาพ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยอยู่ในโซนสีแดงเถือกซึ่งหมายความว่าโซนนี้ จะพบกับพายุ และฝนตกชุก โดย
ศูยน์บริการด้านอากาศของ สหรัฐอเมริกา ได้ออกเตือนประเทศต่าง ๆมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2554)
(แต่เป็นที่น่ายินดีที่ว่า กรมชลประทาน ของ เจ๊ชลิต ทำหูแชแหมกับคำเตือน โดยยังเก็บน้ำไว้ในเขื่อน (บางแห่งมากกว่า 70%)
ไม่ยอมปล่อยออก โดยมั่นใจว่า เทวดา แถวคอนโดริมน้ำ ที่เรียกตัวไปพบประจำ แน่กว่า ศูยน์บริการด้านอากาศของสหรัฐ
แถมพกด้วย ความมั่นใจของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คิดว่า ไม่เท่าไหร่หรอก)
ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง
ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา (เตือนมาตั้งแต่ เมษา 54)เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ หรือตั้งแต่ในช่วงเดือนหน้าเป็นต้นไป การกลับมาของลานิญญา พบโดยแบบจำลองการคาดการณ์อากาศ
ที่พบรูปแบบของชั้นบรรยากาศโลกกำลังกลับเข้าสู่สภาวะแบบลานิญญาเมื่อปีที่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ลานินญ่ารอบสอง จะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้ง ทำลายผลผลิตข้าวสาลีในที่ราบทางใต้ของสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ออสเตรเลียฝั่งตะวันออกจะเจอฝนหนัก แต่ได้ประโยชน์จากผลผลิตข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์เติบโตดี
ส่วนอาร์เจนติน่าและบราซิลจะเจอกับความแห้งแล้ง และเสียเปรียบที่ผลผลิตข้าวสาลี ข้าวโพดและถั่วเหลืองจะลดลง
เวลาติดตามตรวจสอบลานิญญา เขาจะดูกันที่ความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเล
กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรยังใกล้เคียงค่าปกติ
แต่ระบบบรรยากาศยังคงมีบางส่วนที่สอดคล้องกับภาวะลานิญญา โดยเฉพาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
มีการยกตัวของอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะมีมวลน้ำอุ่นสะสมอยู่และอุณหภูมิสูงกว่าโดยรอบ ทำให้มีความชื้นมากรวมตัวกันเป็น
เมฆฝนทำให้มีฝนตกมากในเดือนที่แล้ว
ปัจจัยที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ การเกิดพายุนกเตน ที่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับเวียดนาม ลาว และไทยนั่นเอง
อย่างไรก็ตามโดยรวมถือว่ามีเพียงความผิดปกติของชั้นบรรยากาศเท่านั้นที่ดูเหมือนลานิญญายังอยู่ และแบบจำลองคาดการณ์อากาศก็พบว่า
หากลานิญญากลับมาจริง ก็จะไม่รุนแรงเหมือนปีที่แล้ว
.......................................
Posted 11 October 2011 - 08:47 PM
ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2554 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ 3 ซึ่งมาตั้งฐานปฏิบัติการในกองบิน 21 กองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ
จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำเครื่องบินรุ่นกาซ่าจำนวน 2 ลำ ขึ้นบินปฏิบัติการโปรยสารเคมีน้ำหนักรวม 10 ตัน
เหนือพื้นที่แหล่งใช้เก็บกักน้ำเพื่อทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน
ฝนตกหนักตั้งแต่ต้นปีเลยสงสัยว่ามันทำฝนเทียมกันอีกทำไม
นอกจากน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศแล้วตอนนี้ยังเกิดอาการน้ำท่วมปากกันเป็นแถว
http://www.ryt9.com/...04-09-00:00:53/
ก.เกษตรฯเผยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดแล้ว
................................................
Posted 11 October 2011 - 08:52 PM
แม้แต่ “เดลินิวส์” ยังทนไม่ได้ น่าแปลกใจ ที่น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเลกลับว่างงาน เหมือนมีการ “วางยา”
เจ้าหน้าที่สถานีทุกแห่งมีข้อสงสัยตรงกันว่า “พร้อมสูบทุกวัน รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที”
ถามไปที่กรมชลประทาน ก็ไม่มีคำตอบให้เข้าใจ แต่กลับมีผลให้น้ำท่วม ปทุม-นนทบุรี และ กทม.
มีใครกั๊กอะไรไว้ตรงไหนหรือเปล่า??.
http://www.dailynews...ontentId=168946
น่าแปลกใจ!น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเล'ระดับน้ำต่ำ'
“เราสูบทุกวัน ติดต่อกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อพร่องน้ำ รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที” เจ้าหน้าที่ประจำสถานีทุกแห่งบอกตรงกัน
...................................................
Posted 11 October 2011 - 09:19 PM
""""""แต่ว่าไม่ใช่ไม่ทรงสนพระทัย ทรงเรียกกรมชลประทาน มาเสมอๆ และพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เกี่ยวกับการเก็บน้ำ
เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทรงทำตลอดเวลา""""""
..................................................
Posted 13 October 2011 - 08:16 PM
- เม.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 50.21% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 37.95% ระบายน้ำถึง 12 ล้านลบม.
- พ.ค. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 52.63% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.5 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 36.90% ระบายน้ำถึง 8.3 ล้านลบม.
- มิ.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 60.27% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 0.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 34.10% ระบายน้ำถึง 11.0 ล้านลบม.
...
พอเริ่มปล่อยน้ำออกมาก็พอดีกันกับที่ฝนตกชุก พอน้ำจากเขื่อนสิริกิตติ์ปล่อยลงสู่แม่น้ำน่านก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม
สมัยปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์และส่งกระทบเป็นโดมิโนไปยังทุกๆเขื่อน
........................................................
Posted 14 October 2011 - 11:30 PM
ขอนำข้อมูลดิบ ของน้ำที่เขื่อนพ่อ เขื่อนแม่ มาฝาก
ขอให้สังเกตุตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อน เปรียบเทียบกับการระบายน้ำ ของปี 53 vs 54
ยกตัวอย่างเขื่อนพ่อ เดือน 5
ปี 53 มีน้ำ 34% ปล่อยน้ำออก 12 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 47% ปล่อยน้ำออก 3 ล้านลูกบาศ์กเมตร
หรือ เขื่อนแม่ เดือน 6
ปี 53 มีน้ำ 35% ปล่อยน้ำออก 11.94 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 54% ปล่อยน้ำออก 5.5 ล้านลูกบาศ์กเมตร
เป็นต้น
เขื่อนพ่อ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 6,063 (45%) vs 6,282 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 35 vs 21
เขื่อนพ่อ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 5,166 (38%) vs 6,092 (45%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18 vs 13
เขื่อนพ่อ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 4,580 (34%) vs 6,320 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 12 vs 3
เขื่อนพ่อ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 4,187 (31%) vs 7,317 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 8 vs 1.5
เขื่อนพ่อ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 4,054 (30%) vs 7,993 (59%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5 vs 7
เขื่อนพ่อ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (31%) vs 9,540 (71%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 3 vs 18.74
.....
............................................................
เขื่อนแม่ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (44%) vs 5,341 (56%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18.98 vs 36.21
เขื่อนแม่ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 3,779 (40%) vs 4,916 (52%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.69 vs 17.02
เขื่อนแม่ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 3,514 (37%) vs 4,834 (51%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 6.53
เขื่อนแม่ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 3,356 (35%) vs 5,163 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.94 vs 5.5
เขื่อนแม่ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 3,207 (34%) vs 6,468 (68%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 14.89
เขื่อนแม่ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,221 (44%) vs 8,289 (87%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5.46 vs 44.79
..........
ข้อมูลจาก http://www.thaiwater...p/rid_bigcm.php
โครงการระบบเครือข่ายเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย
..........
ถ้ากรมชลฯ มีแผนการทำงานที่ดีกว่านี้ ความเสียหายครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น.! !!
ครั้งนี้ก็เช่นกัน กรมชลฯ รู้สึกตัวช้าเกินไป หรือกรณี "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พัง" ยังคงต้องใช้เวลาอันยาวนาน
ในการซ่อมแซม นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ แล้วอย่างนี้ ประชาชนตาดำๆ เขาจะอยู่กันอย่างไร
"ไม่รู้ว่าเหตุที่กรมชลฯ รู้สึกตัวช้า เพราะมัวแต่เตรียมจัดงานเลี้ยงให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุราช รวมถึงข้าราชการที่จะเกษียณอายุ
ก็ปลดเกียร์ว่างตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหรือเปล่า...."
http://www.innnews.c...-312739_34.html
........................................................
Posted 25 October 2011 - 07:26 PM
กราฟระดับกักเก็บน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ภาคกลางและอีสาน
ที่มีการกักเก็บน้ำในเขื่อนล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกราฟ
โดยความหมายคือ
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟเกณฑ์เริ่มต้นขึ้นสูง เป็นวันที่เริ่มกักเก็บตามเกณฑ์
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟสีแดงเริ่มต้นขึ้นสูง
จากข้อมูลการกักเก็บน้ำในเขื่อนของกรมชลฯ
http://water.rid.go....d/res_table.htm
เขื่อนภูมิพล
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนสิริกิติ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 27 ก.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
อ่างเก็บน้ำแม่กวง
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 30 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนน้ำอูน
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 28 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
- 5 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 110 ล้าน ลบ.ม.
- 1 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 55 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
อ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธุ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1ก.ค. (ตามเกณฑ์ระดับสูงสุด) และ 1 ส.ค. (ตามเกณฑ์ระดับต่ำสุด)
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 มิ.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 1-2 เดือน
เขื่อนป่าสัก
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 10 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 550 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 250 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ.อุทัยธานี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ก.ย.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 6 มี.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 6 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 75 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ก.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 60 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 22 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 18 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 10 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 225 ล้าน ลบ.ม.
- 28 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้ง เริ่มต้นที่ระดับ 145 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
Back to top
MultiQuote
.........
.................................................
Posted 11 October 2011 - 08:41 PM
ขอนำผลงานมองการณ์ไกลของ เจ๊ ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน มาให้คนไทย
นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คณะรัฐมนตรีชุด นายกปู (ขาเก) และ ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ชื่นชม
*****ข่าวนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554*********
ได้เตรียมรับมือภัยแล้งด้วยการให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 17 แห่งเก็บกักน้ำไว้สูงกว่าระดับเก็บกัก (เกิน 70%)
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ ว่า ขณะนี้ในแหล่งกักเก็บน้ำ
ขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่งมีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และทางกรมชลประทาน
ได้เตรียมไว้ใช้ในฤดูแล้งปีนี้ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และอีก 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เตรียมไว้ใช้สำหรับปี 2554
จึงขอเตือนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง โดยกรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังให้ลดจำนวน
การปลูกข้าวนาปรังลง และไม่ควรขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อกรมชลประทานจะได้จัดสรรน้ำให้เพียงพอ
http://thainews.prd....0122&tb=N255301
******ข่าวนี้เมื่อ 18 พฤษภาคม 2554******
ด่วน!! ลานินญ่ากลับมาอีกแล้ว
ทีวี360องศาวันนี้มาติดตามข่าวร้ายของชาวโลก “ลานิญญ่า” ที่ป่วนโลกหนักกว่า 1 ปีที่ผ่านมา กำลังจะกลับมาอีกแล้ว
ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง
ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้
http://tv360.krobkru...com/?page_id=98
******ข่าวนี้เมื่อ พฤศจิกายน 2553******
คำเตือนเรื่องฝนหนัก น้ำท่วม ฤทธิ์ลานินญาทำไทยเผชิญภัยพิบัติเพิ่ม
"ไทยไม่เคยมีการทำแผนที่เสี่ยงภัยไว้เลย จึงแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ การเตือนภัยและการพยากรณ์อากาศจึงยังล้าหลังกว่าเวียดนาม
ที่มีการพยากรณ์อากาศแม่นยำมากในภูมิภาคอาเซียน ติดอันดับต้นๆ ในระดับเดียวกับญี่ปุ่น อังกฤษ หรือสหรัฐ" นายธนวัฒน์ กล่าว
http://www.ftawatch.org/all/news/20993
******ส่วนข่าวนี้เมื่อ เมษายน 2554********
กรมชลประทานวางแผนสู้ภัยแล้ง ปีนี้มีน้ำต้นทุนไว้จัดสรร 31,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกันสำรอง เชื่อยังรับมือไหว
ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังลดลงอย่างต่อ เนื่อง อ่างแก่งกระจาน กับปราณบุรีวิกฤตสุด
2 อ่าง รวมกันเหลือน้ำใช้แค่ 200 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการจัดสรรน้ำและมาตรการป้องกันปัญหาภัยแล้งปี 2554
ว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและใหญ่มีปริมาณน้ำใช้ได้ประมาณ 31,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทาน
ได้จัดสรรการใช้น้ำให้กับการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก รองลงไปได้แก่ การรักษาระบบนิเวศวิทยา และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร
ทั้ง นี้ในจำนวนปริมาณน้ำ 31,000 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้สำรองไว้จำนวน 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
เพื่อใช้สำหรับต้นฤดูฝน กับหลังช่วง ฤดูฝน อีกจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม. โดย น้ำสำรองจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม.ได้วางแผน
การใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูกด้านการเกษตรทั่วประเทศประมาณ15. 29 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นแผนสำหรับการปลูกข้าวประมาณ 12.6 ล้านไร่
http://www.ftawatch.org/all/news/22775
อันสุดท้ายเป็นคลิปข่าว ภัยแล้ง (แล้งสุด ๆ นะ เธอว์)
http://www.youtube.c...h?v=UgmTjoEOQQw
La nina กลับมาอีกแล้ว
(ถ้าท่านดูที่ภาพ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยอยู่ในโซนสีแดงเถือกซึ่งหมายความว่าโซนนี้ จะพบกับพายุ และฝนตกชุก โดย
ศูยน์บริการด้านอากาศของ สหรัฐอเมริกา ได้ออกเตือนประเทศต่าง ๆมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2554)
(แต่เป็นที่น่ายินดีที่ว่า กรมชลประทาน ของ เจ๊ชลิต ทำหูแชแหมกับคำเตือน โดยยังเก็บน้ำไว้ในเขื่อน (บางแห่งมากกว่า 70%)
ไม่ยอมปล่อยออก โดยมั่นใจว่า เทวดา แถวคอนโดริมน้ำ ที่เรียกตัวไปพบประจำ แน่กว่า ศูยน์บริการด้านอากาศของสหรัฐ
แถมพกด้วย ความมั่นใจของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คิดว่า ไม่เท่าไหร่หรอก)
ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง
ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา (เตือนมาตั้งแต่ เมษา 54)เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ หรือตั้งแต่ในช่วงเดือนหน้าเป็นต้นไป การกลับมาของลานิญญา พบโดยแบบจำลองการคาดการณ์อากาศ
ที่พบรูปแบบของชั้นบรรยากาศโลกกำลังกลับเข้าสู่สภาวะแบบลานิญญาเมื่อปีที่แล้ว
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ลานินญ่ารอบสอง จะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้ง ทำลายผลผลิตข้าวสาลีในที่ราบทางใต้ของสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ออสเตรเลียฝั่งตะวันออกจะเจอฝนหนัก แต่ได้ประโยชน์จากผลผลิตข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์เติบโตดี
ส่วนอาร์เจนติน่าและบราซิลจะเจอกับความแห้งแล้ง และเสียเปรียบที่ผลผลิตข้าวสาลี ข้าวโพดและถั่วเหลืองจะลดลง
เวลาติดตามตรวจสอบลานิญญา เขาจะดูกันที่ความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเล
กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรยังใกล้เคียงค่าปกติ
แต่ระบบบรรยากาศยังคงมีบางส่วนที่สอดคล้องกับภาวะลานิญญา โดยเฉพาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
มีการยกตัวของอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะมีมวลน้ำอุ่นสะสมอยู่และอุณหภูมิสูงกว่าโดยรอบ ทำให้มีความชื้นมากรวมตัวกันเป็น
เมฆฝนทำให้มีฝนตกมากในเดือนที่แล้ว
ปัจจัยที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ การเกิดพายุนกเตน ที่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับเวียดนาม ลาว และไทยนั่นเอง
อย่างไรก็ตามโดยรวมถือว่ามีเพียงความผิดปกติของชั้นบรรยากาศเท่านั้นที่ดูเหมือนลานิญญายังอยู่ และแบบจำลองคาดการณ์อากาศก็พบว่า
หากลานิญญากลับมาจริง ก็จะไม่รุนแรงเหมือนปีที่แล้ว
.......................................
Posted 11 October 2011 - 08:47 PM
ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2554 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ 3 ซึ่งมาตั้งฐานปฏิบัติการในกองบิน 21 กองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ
จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำเครื่องบินรุ่นกาซ่าจำนวน 2 ลำ ขึ้นบินปฏิบัติการโปรยสารเคมีน้ำหนักรวม 10 ตัน
เหนือพื้นที่แหล่งใช้เก็บกักน้ำเพื่อทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน
ฝนตกหนักตั้งแต่ต้นปีเลยสงสัยว่ามันทำฝนเทียมกันอีกทำไม
นอกจากน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศแล้วตอนนี้ยังเกิดอาการน้ำท่วมปากกันเป็นแถว
http://www.ryt9.com/...04-09-00:00:53/
ก.เกษตรฯเผยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดแล้ว
................................................
Posted 11 October 2011 - 08:52 PM
แม้แต่ “เดลินิวส์” ยังทนไม่ได้ น่าแปลกใจ ที่น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเลกลับว่างงาน เหมือนมีการ “วางยา”
เจ้าหน้าที่สถานีทุกแห่งมีข้อสงสัยตรงกันว่า “พร้อมสูบทุกวัน รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที”
ถามไปที่กรมชลประทาน ก็ไม่มีคำตอบให้เข้าใจ แต่กลับมีผลให้น้ำท่วม ปทุม-นนทบุรี และ กทม.
มีใครกั๊กอะไรไว้ตรงไหนหรือเปล่า??.
http://www.dailynews...ontentId=168946
น่าแปลกใจ!น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเล'ระดับน้ำต่ำ'
“เราสูบทุกวัน ติดต่อกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อพร่องน้ำ รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที” เจ้าหน้าที่ประจำสถานีทุกแห่งบอกตรงกัน
...................................................
Posted 11 October 2011 - 09:19 PM
""""""แต่ว่าไม่ใช่ไม่ทรงสนพระทัย ทรงเรียกกรมชลประทาน มาเสมอๆ และพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เกี่ยวกับการเก็บน้ำ
เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทรงทำตลอดเวลา""""""
..................................................
Posted 13 October 2011 - 08:16 PM
- เม.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 50.21% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 37.95% ระบายน้ำถึง 12 ล้านลบม.
- พ.ค. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 52.63% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.5 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 36.90% ระบายน้ำถึง 8.3 ล้านลบม.
- มิ.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 60.27% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 0.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 34.10% ระบายน้ำถึง 11.0 ล้านลบม.
...
พอเริ่มปล่อยน้ำออกมาก็พอดีกันกับที่ฝนตกชุก พอน้ำจากเขื่อนสิริกิตติ์ปล่อยลงสู่แม่น้ำน่านก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม
สมัยปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์และส่งกระทบเป็นโดมิโนไปยังทุกๆเขื่อน
........................................................
Posted 14 October 2011 - 11:30 PM
ขอนำข้อมูลดิบ ของน้ำที่เขื่อนพ่อ เขื่อนแม่ มาฝาก
ขอให้สังเกตุตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อน เปรียบเทียบกับการระบายน้ำ ของปี 53 vs 54
ยกตัวอย่างเขื่อนพ่อ เดือน 5
ปี 53 มีน้ำ 34% ปล่อยน้ำออก 12 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 47% ปล่อยน้ำออก 3 ล้านลูกบาศ์กเมตร
หรือ เขื่อนแม่ เดือน 6
ปี 53 มีน้ำ 35% ปล่อยน้ำออก 11.94 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 54% ปล่อยน้ำออก 5.5 ล้านลูกบาศ์กเมตร
เป็นต้น
เขื่อนพ่อ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 6,063 (45%) vs 6,282 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 35 vs 21
เขื่อนพ่อ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 5,166 (38%) vs 6,092 (45%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18 vs 13
เขื่อนพ่อ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 4,580 (34%) vs 6,320 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 12 vs 3
เขื่อนพ่อ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 4,187 (31%) vs 7,317 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 8 vs 1.5
เขื่อนพ่อ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 4,054 (30%) vs 7,993 (59%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5 vs 7
เขื่อนพ่อ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (31%) vs 9,540 (71%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 3 vs 18.74
.....
............................................................
เขื่อนแม่ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (44%) vs 5,341 (56%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18.98 vs 36.21
เขื่อนแม่ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 3,779 (40%) vs 4,916 (52%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.69 vs 17.02
เขื่อนแม่ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 3,514 (37%) vs 4,834 (51%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 6.53
เขื่อนแม่ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 3,356 (35%) vs 5,163 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.94 vs 5.5
เขื่อนแม่ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 3,207 (34%) vs 6,468 (68%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 14.89
เขื่อนแม่ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,221 (44%) vs 8,289 (87%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5.46 vs 44.79
..........
ข้อมูลจาก http://www.thaiwater...p/rid_bigcm.php
โครงการระบบเครือข่ายเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย
..........
ถ้ากรมชลฯ มีแผนการทำงานที่ดีกว่านี้ ความเสียหายครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น.! !!
ครั้งนี้ก็เช่นกัน กรมชลฯ รู้สึกตัวช้าเกินไป หรือกรณี "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พัง" ยังคงต้องใช้เวลาอันยาวนาน
ในการซ่อมแซม นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ แล้วอย่างนี้ ประชาชนตาดำๆ เขาจะอยู่กันอย่างไร
"ไม่รู้ว่าเหตุที่กรมชลฯ รู้สึกตัวช้า เพราะมัวแต่เตรียมจัดงานเลี้ยงให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุราช รวมถึงข้าราชการที่จะเกษียณอายุ
ก็ปลดเกียร์ว่างตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหรือเปล่า...."
http://www.innnews.c...-312739_34.html
........................................................
Posted 25 October 2011 - 07:26 PM
กราฟระดับกักเก็บน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ภาคกลางและอีสาน
ที่มีการกักเก็บน้ำในเขื่อนล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกราฟ
โดยความหมายคือ
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟเกณฑ์เริ่มต้นขึ้นสูง เป็นวันที่เริ่มกักเก็บตามเกณฑ์
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟสีแดงเริ่มต้นขึ้นสูง
จากข้อมูลการกักเก็บน้ำในเขื่อนของกรมชลฯ
http://water.rid.go....d/res_table.htm
เขื่อนภูมิพล
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนสิริกิติ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 27 ก.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
อ่างเก็บน้ำแม่กวง
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 30 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนน้ำอูน
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 28 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
- 5 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 110 ล้าน ลบ.ม.
- 1 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 55 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
อ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธุ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1ก.ค. (ตามเกณฑ์ระดับสูงสุด) และ 1 ส.ค. (ตามเกณฑ์ระดับต่ำสุด)
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 มิ.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 1-2 เดือน
เขื่อนป่าสัก
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 10 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 550 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 250 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ.อุทัยธานี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ก.ย.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 6 มี.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 6 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 75 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ก.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 60 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 22 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 18 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 10 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 225 ล้าน ลบ.ม.
- 28 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้ง เริ่มต้นที่ระดับ 145 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)
Back to top
MultiQuote
.........
.................................................
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อย่างนี้สิ..เข้าถึงแก่นกลางหัวใจ
เขียนได้ดีมาก อยากให้อ่านโดย arira
เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 07 July 2011
หลายๆประเทศทั่วโลก..
เขาไม่ได้มีเงินเดือนขั้นต่ำที่ 15,000 บาทนะคะ..
บางประเทศ 30,000 บางประเทศ 70,000 บาท (ขั้นต่ำ) ต่อเดือน
แรงงานหรอ??
บ้านเรา ดิฉันไม่รู้ได้เท่าไหร่ 200 หรือ 250 บาท "ต่อวัน" แต่ที่เมืองนอก ได้ขั้นต่ำ 250 บาท "ต่อชั่วโมง"(ไม่ใช่ต่อวัน)
ประเทศไทยเรา.. เต็มไปด้วย ประชาชนที่ หาเช้ากินค่ำ.. รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย..
รัฐบาล ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย ไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาเหล่านี้! มีแต่บอกว่า ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ O.O มันทำไม่ได้หรอก!!
ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม 2554 เป็นต้นมา.. ดิฉันเห็น ข่าวทุกช่อง ของประเทศไทย หลายๆคนออกมาให้สัมภาษณ์ แสดงความเป็นห่วง "ผู้ประกอบการ" ว่าจะอยู่ไม่ได้
ประชาชน เป็นล้านๆคน กำลังเดือดร้อน และอยู่ไม่ได้..
แต่ความเดือดร้อนเหล่านี้ ไม่มีใครเคยพูดถึง (ประมาณว่า ปล่อยไปตามเวรตามกรรม)
แต่พอประชาชนส่วนน้อยของประเทศ กำลังจะเดือนร้อน..
ทั้งนักวิชาการนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย.. พากันออกมาแสดงความ "เป็นห่วงเป็นใย" --'
ดิฉัน ขอตั้งคำถามว่า...
ทำไม หลายๆประเทศ ที่เขาเจริญแล้ว..
ทำไมเขาถึงบังคับใช้กฏหมายได้.. ประชาชนทุกคนเคารพกฎหมาย
ทำไมผู้ประกอบการในประเทศที่เจริญแล้ว ถึงยอมมีผลกำไรน้อยๆ แต่ให้เงินเดือนพนักงานสูงๆ
ยกตัวอย่างเลย เช่น Starbuck อเมริกาขายแก้วละ $4 หรือประมาณ 120 บาท จ่ายเงินพนักงาน ชั่วโมงละ $8 หรือประมาณ ชั่วโมงละ 240 บาท .. แต่ที่เมืองไทย Starbuck ขายแก้วละ 150 บาท แต่พนักงานได้รับแค่ ชม.ละ 25 บาท ต่างกันราวฟ้ากับดิน --
กลุ่ม SME ที่จำเป็นต้องขึ้นค่าจ้างให้พนักงาน.. ดิฉันคิดว่า คุณปูคงไม่อยากใช้คำนี้..
แต่..ทำไมคุณไม่ขึ้นราคาสินค้า!
ดิฉันเชื่อว่า กลุ่มลูกค้าของพวก SME ไม่ใช่คนรากหญ้าแน่ๆ
พวกคุณไปดูชีวิตของคนรากหญ้าสิ่.. เขาไม่มีเงินไปกินอะไรแพงๆหรอก.. เงินที่ได้มาก็เลี้ยงครอบครัวไปวันๆ
กลุ่มลูกค้าของ SME หรือของนักธุรกิจใหญ่ ไม่ใช่คนรากหญ้า แต่เป็นคนชั้นกลาง
รัฐบาลปรับฐานเงินเดือนให้ข้าราชการ 15,000 บาท ถ้าร้านก๋วยเตี๋ยวจะขึ้นราคาเป็นชามละ 40 บาท ดิฉันว่า คนก็ซื้อกินอยู่ดี
ถ้าร้านไหน งกน้อยหน่อย.. ขายชามละ 35 เท่าเดิม แต่ได้กำไรน้อยลง(ถือว่าช่วยๆกัน) คนรากหญ้าก็จะได้กินด้วย
สังเกตุไหมว่า.. ประเทศไทยเรา จะมีร้านข้าว ที่ขายข้าว ถูกมาก แค่ชามละ 20 บาท
แต่ถ้าเป็นในห้าง จะมีราคาตั้งแต่ 60 บาท ถึง 200 บาท
ไอ้พวกขาย 20 บาทเนี่ย ไม่มีปัญญาจ้างใครอยู่แล้ว..
แต่พวกขายจานละ 200 กับจานละ 60 บาทนี่แบบ ได้เปรียบสุดๆ จ้างพนักงานวันละแค่ 200 บาท
หลายๆประเทศ เขาเจริญได้ เพราะเขา คิดว่าเขาทำได้..
ประเทศไทย มีแต่บอก ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ จะกระทบผู้ประกอบกิจการ..
คนจนปล่อยให้มันจนต่อไป.. รัฐบาลห้ามทำอะไรที่กระทบกับผู้ประกอบกิจการ ห้ามเด็ดขาด!
ประมาณว่า ผู้ประกอบกิจการ(ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศ) กระทบไม่ได้ เดือดร้อนไม่ได้..
แต่คนจน(มีเป็นล้านๆคน)กระทบได้ จนต่อไป ช่างหัวมัน.. ปล่อยให้มันไม่มีอันจะกินต่อไป!
ดิฉัน ไม่อยากให้คุณปูยกเลิกนโยบายนี้เลยนะคะ..
ดิฉันเชื่อว่า แค่ขึ้นเงินเดือน 15,000 กับค่าแรง 300 มันไม่ทำให้ใครตายหรอกค่ะ..
ถ้าผู้ประกอบการ SME กลัวขาดทุน คุณก็ขึ้นราคาสินค้าของคุณสิ่.. ถ้าคุณขึ้น เกินคุณภาพของสินค้า เขาก็ไม่ซื้อ
ถ้าคุณจะย้ายบริษัทไปที่เวียดนาม ก็เชิญ(ก็เหมือน NIKE และพวกต่างชาติชอบมาทำที่ไทยนี่แหละ เพราะค่าแรงมันถูก)
อยากย้ายไปเขมรเวียดนาม ก็ย้ายไปเลย เชิญ
จริงๆ ไอ้ค่าแรง 300 บาทเนี่ย.. มันไม่ควรจะรอให้รัฐบาลเป็นคนขึ้นด้วยซ้ำ..
พวกเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นพันๆล้าน ควรจะเป็นคนขึ้นให้พนักงานเองด้วยซ้ำ.. ไม่ใช่มารอให้รัฐบาลขึ้น!
แล้วกลุ่ม SME ถ้าขึ้นไม่ไหว ก็ไม่ต้องขึ้น.. ถ้าไม่มีคนมาสมัครงาน .. คุณก็ต้องขึ้น พอขึ้นแล้ว คุณค่อยไปขึ้นราคาสินค
ถ้ารายได้ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้น.. ดิฉันเชื่อว่า ต่อให้สินค้าหลายๆอย่างจะแพงขึ้น.. แต่ประชาชนส่วนมากของประเทศ จะมีผลกระทบน้อยมาก.. เพราะคนรากหญ้า เขาจะใช้เงินประหยัดอยู่แล้ว.. เขาไม่ค่อยซื้อของฟุ่มเฟือย
ส่วนพวกของฟุ่มเฟือย ที่พวกมีเงินเหลือกินเหลือใช้ชอบซื้อ คุณได้เงินเพิ่มแล้วถ้าใช้เงินไม่เป็นเอง ไปซื้อของแพงเกินคุณภาพ มันก็ช่วยไม่ได้ คุณไปซื้อเอง
ไม่รู้สินะ..
พอมีคนมาทำอะไรให้คนรากหญ้า.. ดิฉันมักจะเห็นพวกคนรวยๆในทีวีออกมาแสดงถึง ความเป็นห่วงเป็นใยคนรวยๆด้วยกัน.. กลัวว่าจะรวยน้อยลง.. แต่ไม่เห็นนึกถึงคนจนบ้างเลยว่ะ ><
ความจริงประการหนึ่งนะคะ.. อยากให้รู้ไว้..
ประเทศที่เจริญแล้ว เช่น อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย.. ชนชั้นล่าง กับชนชั้นบน รายได้ของเขาไม่ได้ห่างกันเหมือนบ้านเรานะ.. ทำไมเขาทำได้??
คนรวย ก็รวยอยู่ 10-100 ล้าน มีน้อยๆเป็นหย่อมๆที่จะรวยเป็นหลักพันล้าน.. คนชั้นล่าง ก็ยังมีเงินเป็นหลักแสนหลักล้าน
แต่ที่เมืองไทย คนรวยนี่ รวยเป็นร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แล้วก็มีเยอะด้วย ติดอันดับมหาเศรษฐีโลกมากมาย(ทั้งๆที่ประเทศของเรา เป็นประเทศยากจน)
แต่คนจน ดั๊นนนนนนนน.... จน จนแทบ ไม่มีเงินกินข้าว(ในบางวัน)
ไอ้เรื่อง คนตายเพราะไม่มีเงินรักษาพยาบาลเนี่ย.. เห็นข่าวทีไร อนาถใจมากค่ะ.. ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้ รัฐบาล น่าจะรับผิดชอบให้ประชากรของประเทศตัวเอง
เมื่อวานดูข่าว แม่โดดตึกตายไม่มีเงินส่งลูกเรียน O.O ไอ้ข่าวแบบนี้ มันยังมีอยู่ในประเทศนี้ได้อย่างไร
รัฐบาลใหม่ ประกาศนโยบาย 300 บาท เงินเดือน 15,000 ลดราคาน้ำมัน.. พวกคนรวยๆออกมาค้านทั้งประเทศว่า เป็นไปไม่ได้หรอก..
หรือ.. ถ้าจะพูดให้ถูกคือ.. คนรวยๆช่วยกันออกมาค้านว่า.. "เป็นไปไม่ได้หรอกที่คนจนๆจะมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี.. มันทำไม่ได้หรอก.. จนก็ต้องจนต่อไป จะมาขึ้นค่าแรงได้ไง พวกฉันก็กำไรน้อยลง บริษัทฉันก็ต้องปิดกิจการ บางบริษัทจากผลกำไร 1000 ล้านอาจลดเหลือ 100 ล้าน)
เดือดร้อนกัน ออกหน้าสื่อ ทุกกกกกกกกกกกกกกกก วัน!!
แต่ปัญหา ของประชาชน ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มีเงินกินข่าว.. ไม่เห็นมีใครมาเดือดร้อนแทนเลยว่ะ ><
พอจะมีใครสักคน มาช่วยคนจน.. พวกคนรวยนี่ก็ เดือดร้อนจัง กลัวแต่ตัวเองจะเสียผลประโยชน์
พวกตัวเอง เอาเปรียบคนจนไปตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่.. ไม่อยากให้คนไทยทั้งชาติ เจริญไปพร้อมๆกันหรอ?? อยากให้ตัวเองเจริญแค่ครอบครัวตัวเองหรอ??
เขาบอกว่า..
เมืองไทย คนมีเงินอยู่สบาย คนไม่มีเงินเนี่ย เหมือนตกนรก
กฎหมายมีไว้ใช้กับแค่คนจน.. ของกินดีๆ ของใช้ดีๆ มีให้แค่พวกคนรวยๆ..
ต่างกับประเทศที่เจริญแล้วมากกกกกกกกกกกกกกก!! อย่างอเมริกา ออสเตรีเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น คุณไปเป็นคนรากหญ้าที่นั่น ห้องพักคุณยังกะ Condo ที่เมืองไทย
คุณไปทำงานรับจ้างที่นั่น แต่ชีวิตคุณและสวัสดิการต่างๆ ดีเท่าๆกับพวกชนชั้นสูงที่เมืองไทย
พูดแล้วอยากให้คุณทักษิณกลับมาจัง.. ดิฉันกลัวมากคือ กลัวคุณปูแกใจอ่อน..
คุณปูเป็นคนดีมากนะคะ ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งมา.. ยังไม่เคยพูดจาแขวะใคร ไม่เคยพูดพาดพิงใคร..
ดิฉันเห็นมีแต่ คนนอกนั่งเถียงกันไม่จบไม่สิ้น.. แต่คุณปู ไม่เคยเถียงกับใคร ไม่เคยว่าใคร
นโยบายต่างๆ คุณปูยังไม่ได้ออกมาให้รายละเอียด บอกแค่นโยบาย แล้วเมื่อวานก็จัดประชุมทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อวางแผนที่จะทำแต่ละขั้นตอนให้นโยบายสำฤทธิ์ผล ..
คุณปู ยังไม่ทันจะได้ให้สำภาษณ์เรื่องรายละเอียดอะไร.. (ดิฉันก็รอฟัง) แต่เห็นพวกสื่อ ไปสัมภาษณ์ ประธาน อันนู้น อันนี้ มาก่อนแระ >< พวกนี้ก็มีแต่บอก ทำไม่ได้ ทำไม่ได้
ครูที่โรงเรียนเหมือนกันนะ.. บอกไม่สนับสนุน Tablet ให้เด็ก ป.1 ยังไม่จำเป็น .. ประมาณว่า เด็กไทย ควรเรียนแต่ในห้อง เรียนแต่บนกระดาน (การเรียนแบบทีผ่านๆมา ถูกต้องแล้ว เราอย่าไปเลียนแบบฝรั่งเลย ไม่ดีหรอกลูก เรียนแต่บนกระดาษ เรียนแต่ในห้องนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว ^____^)
แล้วคุณปู เขายังไม่ได้บอกเลยว่า.. tablet นี้ อาจเล่นเกมส์ไม่ได้ เข้าเน็ตได้ แต่ความเร็วเครื่องอาจไม่เร็วมาก เพราะเน้นให้ใช้หาความรู้ (เห็นบอกต้นทุนแค่ 3000 บาทต่อเครื่อง)
มีการมาบอกว่า ต้องขยายเครือข่าย Internet ก่อน.. (คือ ถึงไม่บอก ก็รู้อ่ะ --' ถ้าแจกไปไม่มีเน็ต แล้วจะแจกทำไมฟระ.. คุณปูบอกจะเริ่มแจก ปีหน้า.. ก็ต้องขยายเน็ตก่อน)
คือ.. คุณปูนี่ แกเป็นคนพูดน้อยนะ.. แกชอบทำงาน ชอบจัดประชุม และรอให้มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการก่อน แล้วจะได้เริ่มทำงานจริงๆ และให้รายละเอียดนโยบายต่างๆ จริงๆ..
แต่พวกสื่อ ชอบไปสัมภาษณ์คนนอก มาออกก่อน เรื่อยเลย.. เห็นแล้ว ขัดจายยยยยยยย!!
ประเทศไทยเรา ไม่มีวันเจริญเทียบเท่าประเทศที่เขาเจริญแล้วหรอกค่ะ.. ถ้าคนที่อยู่ข้างบน ยังมีความคิดเดิมๆ ชอบอะไรเดิมๆ คิดว่า.. มันเป็นไปไม่ได้หรอก.. พอมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ จะชอบบอกว่า ทำไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้หรอก..
ก็เพราะไอ้คำว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก" "ทำไม่ได้หรอก" นี่แหละ.. ที่มันทำให้ประเทศล้าหลังอยู่อย่างนี้ ไม่รู้จักการเปลี่ยนแปลงเอาซะเลย
ว่างๆ.. ช่วย ชะเง้อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหน้า กับหัวสมอง ไปอ่านข่าวเมืองนอก หรือถ้ามีเงินก็ไปลองใช้ชีวิตเมืองนอกดูสัก 2-3 เดือนดูนะ.. ว่าทำไม หลายสิบประเทศ เขาทำได้.. เขาเป็นได้ เขามีได้..
แล้วทำไม คนไทย ชอบคิดว่า ทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ .. แล้วชอบเห็นใจผู้ประกอบการ มากกว่า คนรากหญ้า ทั้งๆที่ คนรากหญ้า เป็นประชากรส่วนมากของประเทศ และพวกเขา ก็กำลังเดือดร้อนมากๆด้วย!
จากคุณ : mooesha
คารวะ 5 จอก....
อย่างนี้สิ..เข้าถึงแก่งกลางหัวใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ทฤษฎีีสมคบคิดล้มเพื่อไทยฯ

หลังจากการต่อสู้ของคนเสื้้อแดงและถูกทำลายจากฝ่ายที่ไม่อาจยอมให้เกิดประชาธิปไตย
หลังจากประกาศยุบสภาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย ทั้งการระดมยิง สส.ของพรรคเพื่อไทย
และการปาระเบิดในเขตพระประแดงที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย พร้อมทั้งการประกาศถอนประกัน
นายจตุพร พรหมพันธุ์แกนนำคนเสื้อแดงที่เป็น สส.ของพรรคเพื่อไทย
การทำการในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่สร้างสถานการณ์เพื่อใหเกิดความหวาดกลัวของ สส.เพื่อไทย
และการข่มขู่ให้กับคนเสื้อแดงว่าเขาไม่ยอมให้คนเสื้อแดงนั้นชนะ หรืออีกด้านหนึ่งคือการประกาศสงครามกับกลุ่มเสื้อแดง
ทุกสนาม ทั้งการเรียกร้องทางสัญญลักษณ์ และการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง
การเดิมพันของกลุ่มอำมาตย์และผู้ที่สมคบคิดนั้นสูงมาก เพราะถ้าเพื่อไทยหรือคนเสื้อแดงชนะเขาอาจหมดสิ้นและสูญสิ้นอำนาจจริงๆดังนั้นการค่อสู้จึงบานปลายสู่สงครามทุกรูปแบบ แม้จะเรียกร้องแบบสงบสันติ แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการทำลายล้างทุกรูปแบบ แม้แต่การมอบความตายอย่างที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงที่โดนยิงและเข่นฆ่า แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความต้องการของเขาเพราะต้องทำอย่างไรก็ได้แต่ไม่อาจยอมให้ประชาชนนั้นมีสิทธิเสรีภาพ เพราะกลัวว่าเมื่อประชาชนทั่วไปในระดับรากหญ้านั้นผงกหัวขึ้นมาได้และมีสิทธิมากเกินไปเขาก็จะหมดซึ่งอำนาจอย่างถาวร หลังจากนี้จะเกิดเหตุการณ์ที่เป็นการสมคบคิดของกลุ่มอำนาจเดิมและกลุ่มอำมาตย์ การเดิมพันของคนเสื้อแดงนั้นสูง เพราะถ้าครั้งนี้กลุ่มทุนเก่าเขาชนะจะเป็นการสืบอำนาจต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 4 หรือ 8 ปี
ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากเพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาชนที่กลุ่มอำฆาติมองว่าเราเป็นไฟร่และไม่ยอมให้สิทธิเสรีภาพเกิดแก่กลุ่มที่โดนเรียกว่าไฟร่เพราะระบอบชนชั้นไม่เคยจางหายไปในสังคมไทยเลยแต่แค่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้นสิ่งที่ทำได้คือต้องร่วมกับพรรคที่เป็นของประชาชนจริงๆการล้มล้างคนเสื้อแดงและพรรคที่ต่อต้านระบอบอำฆาติจะไม่ยุติและนับวันจะยิ่งเข้มข้น ทุกขณะการยิงนายประชาเป็นเพียงการเริ่มต้นของอำมาตย์เท่านั้น หลังจากนี้จะทวีความรุนแรงขึ้นมาก

ศุภวัชช์ ปันจันตา
VoiceTV Staff
Bio
ช่างภาพข่าว VoiceTV บาดเจ็บจากเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53
ติดตามผลงานได้ทาง twitter@artvoicetvและทางfacebook@supawatpanjanta
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
กลยุทธ์ที่ทำให้ประชาธิปัตย์ชนะยกทีมฯ

วิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์เลือกตั้ง และ ควันหลงจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นเรื่องกลยุทธ์ของผู้ชนะ..หรือผู้ที่บันดาลให้ใครเป็นคนชนะได้ ณ ดินแดนสนธยาแห่งนี้..? ก็คือ
โดย ซามอ ซามอ
5 กรกฎาคม 2554
เหลือเชื่อจริงๆครับที่ประชาธิปัตย์สามารถชนะเกือบยกทีมที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพรรคอื่นเสียบมาได้แค่สองเขตที่ปัตตานี คือเขต 3 และเขต 4 ที่มาตุภูมิกับภูมิใจไทยได้มาคนละเก้าอี้
ที่จังหวัดยะลามีรายการล้มช้างที่เขต 2 นายซูการ์โน มะทา ตัวแทนกลุ่มคุณ วันนอร์ มะทาที่ครองพื้นที่ มาตลอด 30 ปีก็ต้องพ่ายแพ้สอบตกไป เป็นครั้งแรก พ่ายแพ้ กับคุณอับดุลการิม จากปชป.
ที่นราธิวาส ....สส.เก่าอย่าง วัชระ ยะวอฮะซัน ลงในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ตัวเต็งของพรรคนายบรรหาร ลูกชายนายก อบจ.นราธิวาส นายกูเซ็ง ยะวอฮะซัน ตัวเต็งเขต 4 หล่นไปอันดับ 3 ก็ต้องแพ้แก่คุณเจะอามิง โตะตาหยง ไปแบบเหลือเชื่อจริงๆ เพราะทางคุณเจะอามิงตอนแรกก็กะไปลงเขต1 หัวคะแนนก็ย้ายข้างไปอยู่กับทางคุณวัชระหมดแล้ว ต่อมาเมื่อลงเขต1 ไม่ได้ก็หันกลับมาลงเขต4 .....
เขต 3 นราธิวาส คุณนัจมุดิน คราวนี้มาสังกัด มาตุภูมิ อดีต สส.หลายสมัยก็สอบตกเป็นครั้งแรก
วิเคราะห์เจาะลึกถึงปรากฏการณ์เลือกตั้ง และ ควันหลงจากการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นเรื่องกลยุทธ์ของผู้ชนะ..หรือผู้ที่บันดาลให้ใครเป็นคนชนะได้ .........ณดินแดนสนธยาแห่งนี้.........? ก็คือ
1.หลายเขตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคมาตุภูมิของ พล.อ.สนธิฯ ส่งคนลงเบียดกันเองกับเพื่อไทย ส่งผล...ให้ประชาธิปัตย์ลอยลำเข้าป้ายไป
เพราะ เพื่อไทยก็ดี มาตุภูมิ ล้วนแล้วแตกหน่อมาจาก กลุ่มวาดะห์ แห่งพลังประชาชนนั่นเอง
กรณีตัวอย่างคือ เขต2 ยะลานี้เองที่ นายซูการ์โนจากพท.และนายมาหะมะอามิน จากมาตุภูมิ แย่งคะแนนกัน จน คุณซูการ์โน มะทา ตัวแทน ของวันนอร์ สอบตกเป็นครั้งแรก และทำให้ ปชป.ทีมีฐานเสียงมั่นคงกว่าจึงชนะไปในที่สุด
ดังนั้นเสนาธิการที่ดึงคุณ สนธิมาตั้งพรรค มาตุภูมิ แยกคะแนนจากกลุ่มวาดะห์ ได้นั้นสุดยอดจริงๆ นายอารีเพ็ญ รองหัวหน้าพรรคมาตุภูมิก็สอบตกในรอบ 30 ปีไปด้วย....
2. ในขณะที่บัตรเสียของประเทศเฉลี่ย ไม่เกิน 5% หลายเขตในสามจังหวัดภาคใต้ เปอร์เซ็นต์บัตรเสียสูงกว่า 10% บัตรเสียมากที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดยะลา ปัตตานี....นราธิวาส.ตามลำดับ
ซึ่งก็ต้องมองย้อนหลังกลับไปว่าเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อนบัตรเสียมากมายขนาดนี้หรือไม่? คงจะต้องวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้บัตรเสียมากมายอย่างนั้นและปัจจัย.....ที่ทำให้หลายโพล ทั้งโพลก่อนหน้า และ exit poll หน้าแตกเย็บไม่ติดกันไปเลย
3. ข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ระบุว่ามีปรากฏการณ์กลุ่มบุคคลนิรนามผู้มีอิทธิพลอำนาจมึด เข้าแทรกแซงผลการเลือกตั้ง ใช้ทั้งพระเดช และปัจจัย..... บางเบอร์แจกแล้วแจกอีก จนแม้ตัว
ผู้ลง สมัครสส.เองยังมึนว่าใครมาแจกให้ตูว่ะ ช่างใจดีจัง............ก็เลยสรุปแบบตั้งประเด็นเป็นสมมุติฐานเพื่อการสังเคราะห์ต่อแบบมีหลักการว่า
มีกลุ่มก่อการร้ายเป้าหมายแบ่งแยกดินแดนปฏิบัติการลับแปลงกายเป็น หัวคะแนนใช้ทั้งเงินและอิทธิพลมึดกำหนดให้ผลการเลือกตั้งออกมาลักษณะนี้
ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่........ตอนแรกคุณบรรหารแกอาจจะยังมืนอยู่ว่าของกูหายไปไหนสิบกว่าคนว่ะ แต่ตอนนี้คงรู้แล้ว....ลองไปแหย่ให้บรรหารแกพูดดูซิครับ จะได้ข้อมูลดีๆอีกมากเลย
*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:RKK POLLที่จังหวัดชายแดนใต้
RKK POLL ได้ระบุว่า พรรคการเมืองที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทย แต่...จะพ่ายแพ้กับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทุกหน่วยงานของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุ่มทุนอย่างสุดตัว โดยเฉพาะ ศอ.บต.งบเร่งด่วน หรืองบลับ ที่ผ่านไปยัง ผู้ว่าราชการทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้โดยเฉพาะ
...........
http://thaienews.blogspot.com/2011/07/blog-post_6909.html
วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
บัตรเสีย
"ไม่เห็นมีใครแถลงข่าวเรื่องนี้...หรือคิดว่าคะแนนเสียงเหล่านี้ไม่สำคัญ!!!...ผมคิดว่าเกินกว่า 70%เป็นคะแนนที่กาให้พรรคเพื่อไทยในระบบเขต...ล้านกว่าคะแนน...ใจคอจะปล่อยทิ้งเชียวหรือ...
...หลายพื้นที่ในกทม.และในต่างจังหวัดคะแนน สส.เขตพรรคเพื่อไทยแพ้พรรคคู่แข่งไม่กี่พันคะแนน..แต่พอดูคะแนนของบัตรเสียถ้านำมารวมกับพรรคเพื่อไทยก็พลิกชนะได้...ตรงนี้น่าจะได้สส.เพิ่มประมาณ25-30 คน..."
(Esit Poll น่ะถูกครับ... แต่แพ้พวกโกงบ้านโกงเมือง)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เห็นด้วยกับคุณอุลตร้าแมว
พรรคเพื่อไทยแถลงนโยบายเพื่ออนาคตตลอด
แต่ไม่เน้นความสำคัญเรื่อง การกาบัตรเลือกตั้งเลย
เหมือนกับว่า จะก่อสร้างวางแผนสิ่งที่ดีงาม อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
แต่ไม่ได้เน้นเท่าที่ควรว่า สะพานที่จะข้ามไปฝั่งนั้น อาจจะมีปัญหา ต้องข้ามกันอย่างไรถึงจะปลอดภัย
ก็ปรากฎว่า มีมากกว่า หนึ่งล้าน คน ที่ ก้าวพลาดไป เพราะการเตือนหรือบอกกล่าวนั้น ไม่ย้ำอย่างเท่าที่ควร...
แม้แต่วันสุดท้ายที่ ราชมังคลาฯ ก็ไม่ได้พูดเน้นกัน มีการบอกให้เลือกเบอร์ 1 อย่างเดียว
แต่ไม่ได้บอกวิธีการ ที่จะต้อง กาขีด ในช่อง อย่างถูกต้อง
--------------------------------------------------------------------------
อีกประการหนึ่ง ที่ น่าจับตา ก็คือ สส ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หลายพื้นที่ ไม่ได้ออกไปสัมผัสกับประชาชนเท่าที่ควร เนื่องจากว่า กลัวจะถูกให้ใบแดง
และแสดงความรู้ให้ทราบกันว่า ควรจะกาอย่างไรด้วย ก็เลยไม่ได้ให้ความรู้กับประชาชน
พรรคฝ่ายตรงข้าม ก็ไม่พูดเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะต้องการให้เป็นบัตรเสีย
ตกลง เราก็เห็น ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย กลายเป็น สส สอบตกไป
เพราะเลือกที่จะ เงียบ หวังว่า ประชาชนจะเลือกตัวเอง เพราะเลือกพรรค
ลองไปนับคะแนนจากเขตที่มีบัตรเสียซิ บวกกับจำนวนบัตรดีที่ประชาชนเขาเลือกพรรคเพื่อไทย
ในเขตของตนเอง
น่าเขกกะโหลกหรือไม่... (เขกเถอะท่าน สส.ทั้งหลาย)
บัตรเสียทั้งหมดเท่าที่ทราบมา ก็คือ การกาผิดช่อง ไปกากันหลังตัวเลข ไม่ใช่หลังชื่อพรรค....

คนกรุงแห่ฟังเต็มสนามรัชฎา แต่คะแนนไม่ขึ้น เพราะอย่างนี้นี่เอง
...หลายพื้นที่ในกทม.และในต่างจังหวัดคะแนน สส.เขตพรรคเพื่อไทยแพ้พรรคคู่แข่งไม่กี่พันคะแนน..แต่พอดูคะแนนของบัตรเสียถ้านำมารวมกับพรรคเพื่อไทยก็พลิกชนะได้...ตรงนี้น่าจะได้สส.เพิ่มประมาณ25-30 คน..."
(Esit Poll น่ะถูกครับ... แต่แพ้พวกโกงบ้านโกงเมือง)
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
เห็นด้วยกับคุณอุลตร้าแมว
พรรคเพื่อไทยแถลงนโยบายเพื่ออนาคตตลอด
แต่ไม่เน้นความสำคัญเรื่อง การกาบัตรเลือกตั้งเลย
เหมือนกับว่า จะก่อสร้างวางแผนสิ่งที่ดีงาม อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
แต่ไม่ได้เน้นเท่าที่ควรว่า สะพานที่จะข้ามไปฝั่งนั้น อาจจะมีปัญหา ต้องข้ามกันอย่างไรถึงจะปลอดภัย
ก็ปรากฎว่า มีมากกว่า หนึ่งล้าน คน ที่ ก้าวพลาดไป เพราะการเตือนหรือบอกกล่าวนั้น ไม่ย้ำอย่างเท่าที่ควร...
แม้แต่วันสุดท้ายที่ ราชมังคลาฯ ก็ไม่ได้พูดเน้นกัน มีการบอกให้เลือกเบอร์ 1 อย่างเดียว
แต่ไม่ได้บอกวิธีการ ที่จะต้อง กาขีด ในช่อง อย่างถูกต้อง
--------------------------------------------------------------------------
อีกประการหนึ่ง ที่ น่าจับตา ก็คือ สส ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หลายพื้นที่ ไม่ได้ออกไปสัมผัสกับประชาชนเท่าที่ควร เนื่องจากว่า กลัวจะถูกให้ใบแดง
และแสดงความรู้ให้ทราบกันว่า ควรจะกาอย่างไรด้วย ก็เลยไม่ได้ให้ความรู้กับประชาชน
พรรคฝ่ายตรงข้าม ก็ไม่พูดเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะต้องการให้เป็นบัตรเสีย
ตกลง เราก็เห็น ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย กลายเป็น สส สอบตกไป
เพราะเลือกที่จะ เงียบ หวังว่า ประชาชนจะเลือกตัวเอง เพราะเลือกพรรค
ลองไปนับคะแนนจากเขตที่มีบัตรเสียซิ บวกกับจำนวนบัตรดีที่ประชาชนเขาเลือกพรรคเพื่อไทย
ในเขตของตนเอง
น่าเขกกะโหลกหรือไม่... (เขกเถอะท่าน สส.ทั้งหลาย)
บัตรเสียทั้งหมดเท่าที่ทราบมา ก็คือ การกาผิดช่อง ไปกากันหลังตัวเลข ไม่ใช่หลังชื่อพรรค....

คนกรุงแห่ฟังเต็มสนามรัชฎา แต่คะแนนไม่ขึ้น เพราะอย่างนี้นี่เอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)