วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

นักสู้หนังสะติ๊ก

เปิดคลิปและภาพ "ชาญณรงค์ พลศรีลา" ผู้ก่อการร้ายหนังสติ๊ก
หนึ่งหลักฐานในการเรียกร้องความเป็นธรรม
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย
วันที่ 15-18 มีนาคม 2554


ชาญณรงค์ พลศรีลา
วีรชนคนกล้า "นักสู้หนังสะติ๊ก"

โดย นิค นอสติทซ์ (Nick Nostitz)

ขอสดุดีนักรบผู้กล้า
ขอน้อมคารวะนักข่าวผู้เอื้ออารี




















ข้อมูลที่น่าสะเทือนใจ

จากกรณีนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน เดินทางไปพบตำรวจสน.พญาไทเพื่อตามหาผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งนายนิกเห็นเหตุการณ์ขณะถูกทหารยิงบาดเจ็บขณะอยู่แนวยางรถยนต์บนถนน ราชปรารภ ก่อนได้รับการยืนยันจากตำรวจว่าชายดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้วชื่อ นายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี อาชีพแท็กซี่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. น.ส.มนชยา หรือส้มโอ พลศรีลา อายุ 25 ปี พนักงานข้าราชการ กองทัพอากาศบุตรสาวนายชาญณรงค์ พลศรีลา อายุ 45 ปี ผู้เสียชีวิตจากการกระชับ พื้นที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมาได้เดินทางไปพบนายนิก นอสทิส นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ที่เห็นเหตุการณ์ขณะนายชาญณรงค์ถูกยิงและพยายามเข้าไปช่วยเหลือ โดยทั้งสองนัดหมายเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านสายไหม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนชยา หรือ ส้มโอ สอบถามนายนิก ถึงเหตุการณ์ที่นายชาญณรงค์ถูกยิงทันทีโดยสอบถามถึงเรื่องราวต่างๆ วันแรกที่พบพ่อ และช่วงที่ถูกยิงหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ ถนนราชปรารภอย่างละเอียด ทั้งนี้ ระหว่างที่นายนิกเล่าเรื่องราวต่างๆตั้งแต่ต้นให้น้องส้มโอฟัง ทำเอาน้องส้มโอถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ปล่อยโฮออกมาต่อหน้าผู้สื่อข่าว โดยที่นายนิกก็พลอยร้องไห้ออกมาด้วย จนต้องให้น้องส้มโอนั่งพักดื่มน้ำเย็น เพื่อให้หายเครียด ประมาณ 5 นาที



จากนั้นนายนิกเล่าเหตุการณ์ต่อช่วงที่นายชาญณรงค์ถูกยิง และช่วงที่นาย นิกเข้าไปช่วยเหลือ โดยพยายามนำร่างนายชาญณรงค์ออกจากจุดเกิดเหตุ เพื่อไปส่งโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถนำออกมาได้ เพราะขณะนั้นมีกำลังทหารประชิดเข้ามาแล้ว

นายนิกเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 15 พ.ค.53 ขณะเดินทางไปทำข่าวอยู่บริเวณราชปรารภ ก็ได้พบเห็นนายชาญณรงค์อยู่บริเวณแนวรั้วยางรถยนต์ ขณะนั้นทราบว่าจะมีทหารบุกเข้ามาสลายการชุมนุมบริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ตนและนายชาญณรงค์ก็ได้ยืนอยู่ด้วยกัน และตนยังถ่ายรูปนายชาญณรงค์ไว้ด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ตนไม่มีวันลืมตลอดชีวิตแน่นอน ภาพนายชาญณรงค์ถูกยิงวันนั้นยังติดตาตนตลอดเวลา และจะเดินหน้าหาความเป็นธรรมให้กับนายชาญณรงค์ต่อไป





นายนิกกล่าวว่า วันเกิดเหตุ จำได้ว่าหลังจากที่นายชาญณรงค์ถูกยิงที่หน้าปั๊มแล้ว ได้พยายามคลานเข้ามาในปั๊ม ซึ่งขณะนั้นนักข่าวและผู้ชุมนุมได้ไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องน้ำหลังปั๊ม แล้วปีนข้ามรั้วหนีไปยังบ้านหลังหนึ่ง โดยมีคนเสื้อแดงช่วยกันนำร่างนายชาญณรงค์ข้ามมาด้วย แต่นายชาญณรงค์ลงไปนอนหลบแช่อยู่ในบ่อบัว โผล่มาแค่หน้า และยังส่งเสียงร้องให้ตนช่วย

บอกว่า “ผมไม่ไหวแล้ว” แต่เมื่อทหารปีนข้ามรั้วมาได้ ก็ด่านายชาญณรงค์อย่างหยาบคายว่า ทำไมถึงไม่ตาย แล้วสั่งให้ตนช่วยดึงขึ้นมาจากน้ำ แต่ตนดึงคนเดียวไม่ไหว ทหารก็เลยเข้ามาดึงแขนนายชาญณรงค์ขึ้นมาแล้วพาข้ามกำแพงไป เมื่อได้ทราบว่านายชาญณรงค์เสียชีวิตแล้ว ก็รู้สึกเสียใจ แต่ถ้าถามตนว่ารู้สึกสบายใจขึ้นหรือไม่ ที่ได้พบบุตรสาวคนที่เสียชีวิต บอกได้ว่าไม่ เพราะการสูญเสียชีวิตนั้น ไม่สามารถที่จะเรียกกลับคืนมาได้”

น.ส.มนชยา กล่าวต่อว่า หลังจากเห็นภาพข่าวว่าพ่อถูกยิง ก็รีบออกตามหาทันทีว่า เขานำพ่อส่งโรงพยาบาลอะไร โดยติดต่อสอบถามไปทุกโรงพยาบาล รวมทั้งศูนย์เอราวัณ ซึ่งเป็นจุดที่รวบรวมรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ก็ไม่พบจากนั้นวัน ที่ 17 พ.ค. ตนได้นำข้อมูลประวัติพ่อโพสต์ลงเฟซบุ๊กและยูทูบเพราะอยาก ทราบรายละเอียดคนที่พบเห็นเหตุการณ์หรือคนที่ช่วยเหลือพ่อในวันนั้นว่าเป็น ใครและต้องการทราบความจริงว่าวันนั้นเรื่องราวเป็นอย่างไร

น.ส.มนชยา กล่าวอีกว่า กระทั่งวันที่ 19 พค. ตนและแม่ไปตรวจสอบที่ร.พ.วชิระ บริเวณตึกนิติเวชอีกแต่ก็ไม่พบ จึงคิดว่าน่าจะถึงทางตันแล้ว ไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนทางแม่จึงมาบอกให้ตนไปดูที่แผนกนิติเวช ร.พ.รามาธิบดีอีกครั้งเพราะยังไม่เคยไป พอไปถึงก็ได้เดินเข้าไปยังตึกนิติเวช และสอบถามเจ้าหน้าที่ว่ามีศพชาย รูปร่างท้วม ถูกยิงบริเวณราชปรารภ ส่งเข้ามาหรือไม่ทางโรงพยาบาลจึงนำ ภาพศพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาให้ดูโดยพบว่ามีอยู่ 2 คนที่ส่งมาจากราชปรารภ ศพแรกเป็นชายรูปร่างผอม ไม่ทราบชื่อ หน้าตาเละส่วน ศพที่ 2 เป็นชายรูปร่างท้วม มีหนวด อายุประมาณ 40-45 ปี แต่สภาพศพขึ้นอืด ใบหน้าเละจำไม่ได้เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่ได้ฉีดยา ทั้งนี้ เมื่อตนเห็นศพดังกล่าว จึงยืนยันได้ทันทีว่า คือศพของพ่อตนแน่นอน เพราะจำเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้อย่างแม่นยำ จึงประสานขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลทันที

น้องส้มโอ บุตรสาวนายชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาที่ตามหาพ่อมาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.ตนก็มักจะฝันเห็นพ่อเกือบทุกวัน โดยในความฝันนั้นเป็นเหตุการณ์พ่อถูกยิงพอตนตื่นขึ้นมา ก็นั่งนึกว่าจะเป็นไปได้หรือที่พ่อมาถูกยิงกลางเมืองหลวงแบบนี้ และยังฝันเห็นพ่อนอนอยู่บนผ้าห่อศพสีขาว ซึ่งเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าพ่อน่าจะเสียชีวิตแล้ว จนกระทั่งมาพบศพ และหลังจากที่นำร่างพ่อไปบำเพ็ญกุศล ตนก็ได้ฝันเห็นพ่ออีกโดยพ่อมาทักทาย พ่อมีรูปร่างหน้าตาหนุ่มหล่อ มาบอกสบายดี ตนถึงกับร้องไห้เมื่อฝันถึงพ่อ

แปลจาก Nick Nostitz in the killing zone, ตีพิมพ์ครั้งแรกบนเว็บไซต์ New Mandala,






นักสู้หนังสะติ๊ก


จากคำบอกเล่าของเขา Nick นักข่าวในสงครามทหารไทยฆ่าประชาชนไทย


"..ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่บ้าน สงสัยว่าวันนี้ วันที่ 15 พฤษภาคม เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ฝันร้ายน่าสยดสยองเท่านั้น ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกกลัวเท่ากับวันนี้ วันนี้ผมคิดว่าผมจะตาย ช่วงเที่ยงที่ผ่านมาผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง มีผู้ชุมนุมอยู่ประปราย อย่างมากไม่กี่ร้อยคน มีเศษชิ้นส่วนที่หลงเหลือจากการปะทะกันเมื่อคืนจำนวนมาก รถบรรทุกทหารที่ถูกเผาคันหนึ่งยังคุกรุ่น ผู้ชุมนุมขนยางรถยนต์มาสุมเป็นด่าน เอารถฉีดน้ำของเทศบาลเข้ามาคันหนึ่ง..

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ชุมนุมย้ายรถฉีดน้ำไปตามถนนราชปรารภ มุ่งหน้าไปทางแนวของทหาร เพื่อใช้เป็นด่านป้องกันการยิงจากกองทัพ ผู้ชุมนุมบางคนย้ายยางรถยนต์หลายสิบอันมากองสุมเป็นด่าน คนหนึ่งชูหนังสติ๊กเล่นหน้ากล้องของพวกเราเหล่าช่างภาพ






" ..เห็นมั๊ย นี่ไงอาวุธที่เราใช้สู้กับทหาร..”




ผู้ชุมนุมย้ายยางรถยนต์ไปตามถนนอีก ไปกองหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ใกล้กับซอยรางน้ำ ผมหาที่กำบังในปั๊มเผื่อกองทัพจะเริ่มยิง และกองทัพก็เริ่มยิงทันที บนถนนถัดจากผมไปประมาณ 5 เมตร ผู้ชุมนุม กลุ่มเล็กๆติดอยู่หลังกองยางรถยนต์ขณะที่กระสุนวิ่งผ่านหัว มันทำเสียงน่าสะอิดสะเอียนเวลาแล่นโดนผู้ชุมนุม ที่เพิ่งพูดเล่นกับเราเมื่อ ไม่กี่นาทีก่อนเข้าที่แขนและหน้าท้องของเขา ผู้ชุมนุมบางคนที่หลบอยู่ข้างเดียวกับ




เราพยายามโยนเชือกเข้าไปช่วยดึงผู้บาด เจ็บออกมา แต่ทำไม่สำเร็จการยิงไม่เคยหยุดชะงักลงเลย ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งที่พยายามคลานหนีออกมาถูกยิงที่ขาและไหล่ผู้ชุมนุมคนหนึ่งวิ่งมาทางเราได้สำเร็จ ผมเริ่มสูญเสียความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งข้ามมาทางเราได้ อีกคนหนึ่งถูกยิงที่แขนหลังจากนั้นอีกพักหนึ่งคนสองคนที่บาดเจ็บไม่มากวิ่งมาทางเรา คนหนึ่งล้มลง และคลานต่อไปจนถึงที่ปลอดภัย ผมเกรงว่าเขาจะถูกยิงอีกแล้ว






ผู้ชุมนุมถูกยิงเข้าที่หน้าท้องและแขน (คุณชาญณรงค์)






เขากลิ้งหนีไปทางเพื่อน





ผู้ชุมนุมคนแรกวิ่งหนีออกมาได้





คนที่ 2 วิ่งออกมาสำเร็จ






ผู้ชุมนุมในเสื้อสีเทาถูกยิงที่ขาและไหล่ คนชุดขาวถูกยิงที่แขน










ผู้ได้รับบาดเจ็บสองคนหลบออกมาสำเร็จ ข้างหลังของปั๊มน้ำมันมีห้องสุขาซึ่งกลายเป็นโซนปลอดภัยชั่วคราว ผู้ชุมนุมที่มีแผลที่ไหล่และขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย เขาและผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งที่ถูกยิงที่แขน พร้อมด้วยนักข่าวอีกสองสามคนปีนข้ามกำแพงออกไปผมกลับไปที่จุดเดิมเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชุมนุมที่ยังติดอยู่หลังกองยางรถยนต์ ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งหลบไปสู่ที่ปลอดภัยได้ เขาวิ่งผ่านหน้าปั๊มน้ำมันไป















ผมตระหนักด้วยความหวาดหวั่นว่าทหารเริ่มเคลื่อนมาทางเรา พวกเขายิงเข้ามาในปั๊ม ผมแอบอยู่ข้างหลังรถที่จอดอยู่ที่นั่น แต่รู้สึกแย่มากๆว่าผมอยู่ในจุดที่ผิดและผมต้องออกไปจากที่นั่นให้เร็วที่สุด ผมวิ่งกลับไปที่ห้องสุขา ประมาณ 40 เมตรถัดไป รู้สึกว่าผมถูกไล่ยิงขณะวิ่งขาของผมล้าจนแทบล้มลง ความกลัวที่เปล่าเปลือยและน่ากลัวอย่างเหลือเชื่อ

ทันทีหลังจากนั้น ก็มีคนลากผู้ชุมนุมที่ถูกยิงที่ท้องเข้ามา ผมถ่ายรูปสองสามใบ และ ปีนกำแพงหนีออกไปเหมือนกัน กระโดดลงไปในสวนสวยๆ หลังบ้านแห่งหนึ่งที่ขนาบข้างด้วยบ้านไม้ขนาดเล็กสองหลัง หลังบ้านนี้มีนักข่าวและผู้ชุมนุมกลุ่มย่อยมาออกันอยู่ คนที่อยู่ในบ้านนั้นเอาน้ำออกมาให้เราผมเห็นว่าที่กำแพงมีคนพยายามยกตัวคนเจ็บออกมา ผมไปที่กำแพงเพื่อพยายามช่วย หลังกำแพงผมได้ยินเสียง ทหารวิ่งมาทางปั๊ม คนสองคนที่ช่วยกันยกตัวคนเจ็บพ้นกำแพงวิ่งไปทางบ้าน ผมมองไม่เห็นอะไรอีกแล้วดตัวเองแนบ
กับพุ่มไม้หลังกำแพง ผมเห็นคนเจ็บหลบเข้าไปในทะเลสาบเทียมที่กำแพง ห่างจากผมไปประมาณ 10เมตร

ผมได้ยินเสียงทหารตะโกนจากหลังกำแพง พวกเขาอยู่ที่ปั๊ม ผุ้ชุมนุมบางคนต้องยังอยู่ที่ห้องสุขา ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงปืนรัวติดกันหลายนัด เห็นปลอกกระสุนบินข้ามกำแพงมาได้ยินเสียงร้องขอชีวิต เสียงตะโกนและเสียงที่เหมือนกับ รองเท้าบู้ตเตะเนื้อคน ผมกลัวชนิดที่ไม่เคยกลัวมาก่อนในชีวิต ติดอยู่หลังกำแพงนั่น ผมภาวนาว่าขออย่าให้มีใครโทรฯ เข้ามือถือผมเดี๋ยวนั้นเลย ผมกลัวมากว่าทหารจะยิงข้ามกำแพงมา เพราะพวกเขาต้องรู้ว่ามีคนปีนข้ามมาทางนี้

ผมได้ยินเสียงทหารสั่งว่า ให้ออกมาไม่อย่างนั้นจะยิงตาย ตอนแรกผมนึกว่าเขาหมายถึงผม แต่แล้วผมก็เห็นหัวทหารโผล่พ้นกำแพง ตะโกนใส่คนที่อยู่ในน้ำ ผมตัดสินใจว่าผมควรจะแสดงตัว ก็เลยตะโกนออกไปว่าผมเป็นนักข่าวต่างชาติ ขอร้องว่าอย่ายิงผมเลยครับ ผมตะโกนอยู่สองสามครั้งก่อนที่ทหารจะมองเห็น ผมชูมือให้เห็นว่าว่างเปล่า เขาสั่งให้ผมเดินออกมาผมเดินไปหาเขาและอธิบายว่าคนที่อยู่ในน้ำถูกยิงที่ท้องและแขนอาการสาหัส เขาลอยตัวอยู่ในน้ำ หน้าและท้องของเขาอยู่ปริ่มน้ำเท่านั้น

ทหารคนนั้นสั่งให้ผมดึงชายผู้นั้นขึ้นมา ทหารอีกคนหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงมา คนที่สามเฝ้าอยู่เหนือกำแพง ขณะที่ผมพยายามดึงตัวคนเจ็บออกมาจากน้ำ เขาวิงวอนด้วยเสียงอ่อนว่าเขาทนไม่ได้แล้ว ตัวของเขาหนักเกินไป ผมขอให้ทหารคนหนึ่งมาช่วยผม ได้โปรดเถอะครับ ขณะที่กระชากตัวคนเจ็บขึ้นมา ทหารก็ตะโกนว่าชายผู้นี้ควรตาย พวกทหารจะต้องพาเขาไปโรงพยาบาล เพราะเขาไม่ตาย บอกว่าเขาสมควรตาย เสร็จแล้วทหารคนนี้ก็เดินจากไป

ชายคนเจ็บหล่นลงน้ำไปอีกครั้ง ทหารคนที่สองช่วยผมดึงตัวเขาขึ้นมา ขณะที่ทหารคนแรกยังตะโกนไม่หยุด ทหารคนที่สามที่กำแพงสั่งให้ผมดูแลคนเจ็บ ผมตอบว่าผมไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไร เขาถูกยิงสาหัสที่หน้าท้อง ผมเลิกเสื้อชายผู้นี้ให้ดูรูกระสุนเล็กๆที่ท้อง ผมคุกเข่าลงกับพื้น คนเจ็บขอให้ผมชูแขนที่บาดเจ็บและพลิกตัวเขาไปอีกข้างหนึ่งเพราะเขาหายใจไม่ออกแล้ว ผมทำตามที่เขาบอกขณะที่เขาร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

ทหารสั่งเอาเปลหามเข้ามา และสั่งไม่ให้ผมถ่ายรูป ทหารคนแรกเดินไปที่บ้าน ผมบอกเขาว่าในนั้นมีนักข่าวต่างชาติอยู่หลายคน ทหารเอาปืนจี้สั่งให้นักข่าวออกมา และสั่งให้พวกเขาหามคนเจ็บออกไปทางประตูบ้าน ไปทางปั๊มน้ำมัน ผมทรุดตัวนั่งอยู่ที่บ้าน รู้สึกใกล้จะสลบ มือสั่นทั้งสองข้าง

ผมใช้เวลานานมากกว่าจะรวบรวมสติได้ เราได้ยินเสียงหวอของรถพยาบาล และเสียงปืนที่ยิงจากทหารในปั๊มน้ำมัน คนที่อยู่ในละแวกนั้นทำกาแฟให้เราดื่ม ช่างภาพหนังสือพิมพ์แนวหน้าชื่อ เต้น ใช้มือถือติดต่อกับโลกภายนอกได้สำเร็จ ส่งข่าวว่าพวกเราติดอยู่ในนี้.."

– Thilo Thielke นักข่าวของ Spiegel,
ทีมช่างภาพจากอินโดนีเซีย,
ช่างภาพท้องถิ่นที่ทำงานให้กับ ABC News,
ผมและผู้ชุมนุมบางคนที่กลายเป็นคนขับรถจำเป็นให้กับพวกเราเหล่านักข่าวต่างชาติ


ผมโทรศัพท์หาภรรยาและเพื่อนร่วมงานข้างนอก บอกพวกเขาว่าผมปลอดภัย เราได้ยินข่าวว่านักข่าวบางคนได้รับบาดเจ็บ บทสนทนาผ่านมือถือว่าจะเอาพวกเราออกไปอย่างไรนั้นกินเวลาหลายชั่วโมง เสียงปืนดังไม่หยุด มองออกไปไกลๆ ทางเวที เราได้ยินเสียงระเบิดเอ็ม 79 จาก ทิศสามเหลี่ยมดินแดง เราไม่ได้ยินเสียงปืนเลย ดูเหมือนว่า ศอฉ.รวมทั้งนายกฯ จะมีการประชุมเกี่ยวกับพวกเรา คนที่อยู่ละแวกนั้นทำอาหารเย็นให้เราทาน เจ้าของบ้านออกมา พูดภาษาเยอรมันคล่องมาก บอกว่าเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ที่ทำงานอยู่ห่างจากอพาร์ตเม้นท์ของคุณพ่อผมไปประมาณ 10 นาทีเดิน

หลังจากที่เราทานอาหารเย็นเสร็จ เราก็ได้รับคำแนะนำให้ออกมาทางประตูหน้า เดินผ่านปั๊มไปทางทหารที่อยู่ที่ซอยรางน้ำ เราขอให้ทหารมารับเราได้ไหม เพราะเราไม่เชื่อมั่นพอที่จะเดินออกไปในที่แจ้ง คำตอบคือถ้าทำอย่างนั้นทหารก็จะกลายเป็นเป้า ดังนั้นพวกเขาจึงมารับเราไม่ได้ เราตัดสินใจกันว่าเราต้องหาทางปีนกำแพงหลังออกไป ถึงตอนนั้นก็มืดแล้ว เราได้รับการบอกเล่าว่ามีสไนเปอร์อยู่บนตึกสูงแถวนี้ทุกตึก มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่อาจจะโจมตีทหาร และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมารับเรา

เราโทรศัพท์กันอีกหลายครั้งและปรึกษาว่าทางไหนที่จะปลอดภัย สุดท้ายเราก็ปีนบันไดข้ามกำแพง มีชายคนหนึ่งรอรับเราอยู่ เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ค่อนข้างใกล้กับจุดที่เราอยู่ จนเราต้องย้ายไปยังจุดที่ปลอดภัยกว่าที่อพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง หลังจากปรึกษากันอีกสักพัก เราก็ตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหนปีนข้ามกำแพงอีกกำแพงหนึ่ง ลงไปในซอยเล็กๆ ที่มีคนอยู่ เราถามหาทางออกที่ปลอดภัยที่สุด สุดตรอกนี้มืดมาก มืดมากจริงๆ ผุ้ชุมนุมเสื้อแดงบางคนอยู่ตรงนั้น เรามาถึงใต้สะพานลอยรถข้ามที่สามเหลี่ยมดินแดงพอดี

ผมมองเข้าไปในซอยทางขวามือ มันเหมือนกับจ้องมองเข้าไปในหุบเหวลึก ควันและความมืดสนิท ที่สะพานลอยหายเข้าไป เราเดินไปทางซ้าย ไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คนไม่กี่คนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สักพักเราก็ออกมาถึงที่ที่ไฟสว่างกว่าเดิม ชาวบ้านหลายคนอยู่นอกบ้าน เ มื่อผมเดินไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิผมก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของพระ พระสงฆ์มากกว่า 100 รูปนั่งอยู่ที่อนุสาวรีย์ ภาวนาให้การฆ่ากันยุติ ผมนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้าน เพราะต้องทิ้งมอเตอร์ไซค์ของตัวเองไว้ในซอยแห่งหนึ่งในโซนฆ่าฟัน.

นิค นอสติทซ์ (Nick Nostitz), 15 พฤษภาคม 2553


*********************************************************
คัดมาจากเว็บไซต์ http://www.go6tv.com/2011/03/blog-post_2276.html
เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของพลเมืองในชาติผู้ต้องการประชาธิปไตย
ขอคารวะ นักสู้หัวใจแกร่ง ทุกท่าน มา ณ ที่นี้
*********************************************************

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

อ่านแล้วอ่านอีก


















สัญญาณบอกเหตุ คงพบเหตุอาเภทภัย
โดย ปาแด งา มูกอ
16 มีนาคม 2554


ผมเรื้อมานานกับเหตุการณ์ กทม. 38 ปีที่ผ่านมา จาก 14 ตุลา ที่ได้ให้บทเรียนแก่ชีวิต ทั้งความภาคภูมิใจ,ความเสียสละ และความโง่เขลา ผมและเพื่อนๆของผม ไม่ใช่แกนนำครับ แต่ก็ได้ช่วยชีวิตแกนนำหลายๆคนให้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

ผมไม่เข้าใจ และก็เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านอีกนับพันนับหมื่นท่าน ก็คงไม่เข้าใจเหมือนเช่นผม ที่หลังจาก 7 แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ได้รับการประกันตัวออกมา มันเริ่มมีสิ่งบอกเหตุบางอย่างที่ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเรื่องราวและเหตุการณ์เมื่อ 38 ปีที่ผ่านมา มันช่างเหมือนกันเหลือเกิน



หรือจงใจให้มันเหมือน

“พลังมวลชน” หรือ “พลังมหาชน” มันคือปรากฏการณ์แห่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่มีใครจะสามารถหยุดยั้งหรือทำลายลงได้ และเมื่อใดที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ก่อตัวขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว มันจะเกิดปรากฏการณ์พลังแฝงแห่งความชั่วเข้ามาทันทีเช่นกัน

หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศชาติ ไม่ว่า “เหตุการณ์ 14 ตุลา 16” “6 ตุลา 19” “พฤษภาทมิฬ 35” รวมถึง “เมษาพฤษ 53อำมหิต” ทุกท่านก็ได้เห็นเป็นประจักษ์ (ยกเว้นรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเท่านั้นที่ไม่ทันเหตุการณ์ ทั้ง 2 ตุลาฯ) ถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของมวลชน มาแล้ว



และก็ได้เห็นมาแล้วที่ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ได้ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ

สื่งที่มาทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” นั้นมิใช่เกิดจากใครหรือกลุ่มใด แต่มันเกิดขึ้นจากภายในของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เอง ยิ่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ทรงพลังมากขึ้นแค่ไหน (อย่างเช่น “พลังศักดิ์สิทธิ์” นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ในปัจจุบันนี้) พลังแห่งความชั่วที่แอบแฝงอยู่จะเพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์” ให้ล่มสลายลงไปได้

ในยุค 38 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารติดต่อกันมิใช่ของง่าย ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเตอร์เนท แต่ทำไมเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งใด “พลังศักดิ์สิทธิ์” จะปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าอัศจรรย์ โดยไม่ต้องมีแกนนำ ไม่ต้องมีแนวร่วม มีแต่หัวใจ เรื่องนี้เรียนถามท่าน นายแพทย์เหวง และคุณธิดา ดูได้

และให้เรียนถามต่อว่า ในเมื่อไม่มีแกนนำและไม่ต้องมีแนวร่วมแล้ว ทำไม “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ทรงพลังมากในขณะนั้นหลัง 14 ตุลา 16 มันจึงถูกทำลายลง ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 หากมิใช่เกิดจาก ตัวของ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เองแล้ว ใครหรือกลุ่มใดก็ไม่อาจที่จะทำลายพลังอันนี้ได้

ผมขอเฉลยแทน พลังแห่งความชั่วที่แฝงอยู่ใน “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่สามารถทำลายและทำให้ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ล่มสลายลงได้ คือ “กลุ่มกระทิงแดง” และ “กลุ่มนวพล” นั่นเอง

ดังนั้นผมจึงเป็นห่วงและหวั่นวิตกว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” อาจถูกลากไปสู่อดีต ด้วยระบบยุค IT ที่มีทั้งคุณประโยชน์มหาศาลและโทษมหันต์อันตราย ในการที่จะทำลาย “พลังศักดิ์สิทธิ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ให้ล่มสลายลงได้

โบราณท่านว่า ให้ระวังแมลงวันตอม ????

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 3/16/2011 11:23:00 ********************************************
















ฝันของผู้ยากไร้ (The Possible Dream)

โดย เพียงคำ ประดับความ
ที่มา เฟซบุ๊ค


ดินแดนใดหนอ แทรกแซงความฝัน
ผู้คนเมืองนั้น ฝันเป็นสีไหน
สีของพระจันทร์ หรือดวงตะวันใด
แล้วผู้ยากไร้ ฝันได้กี่วัน

โอ้ปณิธาน ความฝันอันสูงสุด
จินตนาการถูกฉุด สู่หลักประหาร
หัวอกกลัดหนอง ห้องใจไหวหวั่น
เอ้า! กราบหมอบคลาน หมั่นถอนสายบัว

อาทิตย์ถึงจันทร์ อังคารโศกเศร้า
ฟังนิทานเก่าเก่า เรื่องเล่าเมียผัว
พุธพฤหัส ศุกร์เสาร์เมามัว
ภาพนั้นพันพัว ทั่วทุกเสาไฟ

อยากนอนดูดาว แสงขาวบนราวฟ้า
ฟังนิทานยายตา กลางแสงจันทร์ฉาย
ไม่ต้องไหวหวั่น จันทร์ดวงนั้นของใคร
ไม่ต้องหวั่นไหว ภาพใครเต็มเมือง

อยากนอนมองฟ้า ที่กว้างกว่ากว้าง
โน่นทะเลเวิ้งว้าง กลางเปลวแดดเหลือง
แสงตะวันทาบทา ขอบฟ้ามลังเมลือง
ฤดูกาลเปล่าเปลือง เยื้องย่างผ่านไป

ไม่มีมนุษย์ ที่ไหนหยุดฝัน
เราคนเหมือนกัน ไม่ว่าชนชั้นไหน
ขอปีกแห่งรัก นำทางเราไป
ฝันอันยากไร้ กลางดงดอกไม้บาน

อยากฟังเพลงรัก จิ้งหรีดกับดวงดาว
คนธรรพ์เปลี่ยวเหงา เพลงบทเศร้าขับขาน
วิมานแมนสรวง ล้วนหลอกลวงกัน
เถิดเรามีฝัน สู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง

นิทานชาวนา โรแมนติกกว่าเทพนิยาย
ยินเพลงรักชาวไร่ ปนเหงื่อไคลระเหยแห้ง
รอยยิ้มสาวกรรมกร ผ่อนร้อนกลางลมแล้ง
สวยกลางแดดแรง หอมกลิ่นแป้งไร้ราคา

เถิดเลิกฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
เลิกท่องบทสวดพร่ำเพรื่อ เลิกเชื่อบุญวาสนา
เลิกนั่งรอคอย ความตายจากฟากฟ้า
สองมือแกร่งตีนกล้า โถมทายท้าปีนเกลียว

หยุดยัดเยียดให้รัก หยุดปักป้ายริมถนน
หยุดกรอกหูประชาชน หยุดปล้นดวงจันทร์เสี้ยว
หยุดโฆษณา ประชาสัมพันธ์ด้านเดียว
ท่ามคืนฟ้าเปลี่ยว เราอยากเห็นดาวเต็มดวง

จงเปิดพื้นที่ ให้แก่เสรีภาพ
ให้วิจารณ์ให้กราบ ให้ซาบซึ้งก้าวล่วง
ให้ตั้งคำถาม บนความจริงทั้งปวง
เลิกลุ่มหลงรักลวง ล้วนบ่วงอันตราย

มหาบุรุษ ย่อมยิ้มรับคำประณาม
หากแปดเปื้อนเลวทราม ย่อมไต่ถามเอาผิดได้
เข้าสู่การตรวจสอบ ชอบธรรมเป็นไป
ฝันของผู้ยากไร้ สำเร็จได้ด้วยเรา

Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า at 3/16/2011 09:04:00
********************************************




















ยังจำได้ไหม..

โดย เก๋ไก๋ สไลเดอร์
ที่มา เฟซบุ๊ค


เย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลาประมาณ 17.00 น. มีชายแก่ๆคนนึงพร้อมรถโมบายเครื่องเสียงมาจอดหน้าเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพมหานคร

ในขณะที่แกนนำบางคนของ นปช. ได้พักผ่อนอยู่กับญาติสนิทมิตรสหาย แต่ชายแก่ๆคนนี้ กลับยืดอกออกมาทำหน้าที่เรียกร้องการปล่อยตัวของแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำ ชายแก่ๆ นำมวลชนร่วมห้าพัน มาเป็นกำลังใจให้แกนนำในเรือจำ ชายแก่ๆมาร่วมส่งความสุขจากคนข้างนอกส่งถึงคนข้างในเรือนจำ

ชายคนนั้น คือ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ในคำคืนวันนั้น อ.สุรชัย รวมไปถึงทีมปราศรัยจากแดงสยามได้มาเป็นตัวหลักในการร่วมกันส่งกำลังใจและเรียกร้องอิสรภาพให้เพื่อนๆในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

ถ้าจำไม่ผิดนอกจากแดงสยามแล้ว ก็มีสหายสีแดง อ.ตุ้ม อ.เล็ก ชาย วันชิโร่ อ๊อด 24 มิถุนา คุณแก้มภรรยาคุณเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ภรรยาคุณสมชาย ไพบูลย์

ส่วนแกนนำ นปช. เห็นว่าท่าจะมี ดร.ประแสงเพียงท่านเดียวเท่านั้น

มาถึงวันนี้ วันที่แกนนำนปช.ในเรือนจำพิเศษฯได้รับการประกันตัวชั่วคราว แม้กระทั่ง เจ๋ง ดอกจิก ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่น 112 อีกคดี ก็ได้รับการประกันตัว

แต่กลับมีอีก 1 แกนนำผู้ซึ่งทำหน้าที่พูดจาปราศรัยกับพีน้องเสื้อแดงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตลอดเวลาที่ไม่มีแกนนำ ตั้งแต่ 19 พ.ค.53 เขาได้ถูกกักขังอิสรภาพอยู่ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ โดนจับกุมด้วยคดีผิด ม. 112 ตั้งแต่คืนวันที่ 21 ก.พ. 54 จนมาถึงวันนี้ แม้จะมีข่าวว่าทาง นปช.ส่งทนายคารม พลทะกลาง มาช่วยเรื่องคดี




แต่เหตุใดเล่า ยังไม่มีคำพูดใดๆที่ส่งผ่านความห่วงใยจากแกนนำ นปช. ไปถึงท่านอ.สุรชัย
แต่เหตุใดเล่า นปช.ถึงปิดกั้นการรณรงค์ยกเลิกกฏหมาย 112 ซึ่งเป็นคดีที่หลายคนที่(เคย)เป็น นปช.โดนคดีนี้
แต่เหตุใดเล่า นปช.ถึงปิดกั้นไม่ให้เอเชียอัพเดท สื่อเพื่อประชาธิปไตย ออกข่าว อ.สุรชัย



















คัดจากเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ http://thaienews.blogspot.com/
เพื่อการเรียนรู้ชีวิต..ขณะยังมีลมหายใจ

ผิดที่สื่อหรือสาระ

ผิดที่สื่อหรือสาระ โดย กาหลิบ


คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
โดย กาหลิบ

การเข้าล้อมตรวจค้นและจับกุมแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตยไปส่งให้ตำรวจ ซึ่งเป็นฝีมือของการ์ด นปช. แดงทั้งแผ่นดินและเกิดขึ้น
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตั้งสติและพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะนี้แนวร่วมและเครือข่ายของฝ่ายประชาธิปไตยหลายกลุ่ม รู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก เพราะรู้สึกไปว่าสาระในแนวทางหลักของ นปช.ฯ กับแนวทางของตนนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำถามว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไรในอนาคตจึงเกิดขึ้น

ดีที่ผู้ถูกจับกุม (โดยการ์ด นปช.ฯ ไม่ใช่โดยตำรวจ) คนหนึ่งเขียนบันทึกเผยแพร่ในเรื่องนี้ไว้โดยละเอียด เล่าให้ฟังหมดว่าเตรียมเอกสารอะไรและอย่างไร ประสานกับหัวหน้าการ์ด นปช.ฯ ในลักษณะไหน และถูกตลบหลังโดยการ์ด ๗ คนใช้กำลังเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินของตนอย่างไร

เอกสารที่เตรียมจ่ายแจกจำนวน ๑,๕๐๐ ชุดนี้ มีสาระเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่เป็นประเด็นหลักในปัจจุบัน เมื่อถึงพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้ที่ขนเอกสารไปก็เตรียมแจก การ์ด นปช.ฯ คนหนึ่งเข้ามาห้ามปรามและเกิดถกเถียงกัน จึงเกิดการนำตัวไป “ขออนุญาต” จากหัวหน้าการ์ด นปช.ฯ ซึ่งก็ได้รับ “อนุญาต” ทีมผู้แจกเอกสารจึงเดินออกมาเพื่อทำภารกิจของตนเองต่อ ปรากฏว่า เดินได้ไม่นานก็ถูกล้อมกรอบโดยการ์ด นปช.ฯ จำนวน ๗ คน กระเป๋าและถุงเอกสารถูกค้น เอกสารถูกยึด และนักกิจกรรมมาตรา ๑๑๒ กลุ่มนี้ก็ถูกบังคับจับตัวไปพบตำรวจแถวร้านอาหารเมธาวลัยเพื่อให้จับกุมตัว แต่สุดท้ายตำรวจก็ไม่จับ เพราะไม่เป็นความผิด

หากเราสรุปจะเรื่องนี้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐโดยตรงไม่เห็นความผิดในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒
แต่ นปช. แดงทั้งแผ่นดินกลับเห็น และแสดงพฤติกรรมหนักหนากว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราคงจะเกิดโกรธเคืองกันเป็นการใหญ่ อย่างที่ผู้คนจำนวนมากกำลังรู้สึกอยู่ แต่ตัวผู้ถูกกระทำเองเขียนบันทึกยืนยันว่าใน นปช.ฯ มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการจ่ายแจกเอกสาร และไม่รู้ว่าสุดท้ายการใช้อำนาจกดขี่ราวกับคนของรัฐและระบอบเก่าที่เกิดขึ้นนั้นเกิด​ได้อย่างไร

ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม เราก็ควรสงเคราะห์เรื่องนี้ว่าเป็นไปได้ทั้งสองทางคือ สาระในแนวทางของ นปช.ฯ และแนวปฏิวัติไม่ตรงกัน หรือไม่ก็มีปัญหาการสื่อสารระหว่างคนใน นปช.ฯ ด้วยกันจนคนอื่นๆ ต้องลำบากเดือดร้อนไปด้วย แต่เราคงไม่มานั่งวิสัชนากันตรงนี้ว่าทางไหนถูกต้อง

เรากลับขอใช้โอกาสนี้เตือนเพื่อร่วมอุดมการณ์อีกครั้งว่า อย่าดูถูกดูแคลนการยกระดับความคิดและจิตใจของมวลชนเป็นอันขาด ภาวะตาสว่างและแนวทางปฏิวัติจะมากหรือน้อยเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากหลักฐานในสนามจริงบอกเราว่าผู้สนับสนุนสายนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่มั่นคง สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็น “นโยบาย” กำจัดกวาดล้างกันและกันอย่างจงใจ หรือเป็นการ “เอาใจ” ผู้มีอำนาจไทยที่คอยมองอยู่ หรือ “ช่วยรักษาข้อตกลงระหว่างกันเพื่ออิสรภาพชั่วคราว” และแม้จะเป็นการสื่อสารที่ขาดตกพร่องภายในขบวนการก็ตาม สุดท้ายก็จะเกิดผลอย่างเดียวกันคือความร้าวฉาน

เรื่องนี้ผู้นำองค์กรทั้งที่คอยสั่งจากต่างประเทศและกลุ่มยืนรอเวลาพูดของตัวเองอยู่แถวๆ เวทีจะต้องร่วมกันรับผิดชอบโดยไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นได้อีก

มวลชนที่ออกมาชุมนุมส่วนใหญ่มาเพราะการจัดการของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ความดีข้อนี้คงไม่มีใครมาหักล้างได้ ยิ่งแกนนำ “ดารา” กลับมาขึ้นเวทีกันเป็นปึกเป็นปั้น ก็ยิ่งเสริมสีสันอันเร้าใจให้เวทีชนิดที่ค่ายไหนๆ ก็ไม่อาจทาบรัศมีได้ ขอให้แกนนำ นปช.ฯ มีความมั่นใจในตัวเองและไม่ต้องสั่งใครไปทำอะไรเช่นนี้อีก

อย่าให้ความเกรงใจระบอบเก่าล้นทะลักออกมามากนัก เพราะเพียงไปรับหลักการ “ปรองดอง” จากมือของเขา เขาก็มีความสุขพอประมาณแล้ว ไม่ต้องไล่ราวีมวลชนของตนเองเป็นพัลวัน อย่างไรเสียคุณก็ไม่ได้คะแนนรักใคร่เพิ่มเติมจากคนประเภทนี้ เอาเวลาไปห่วงตัวเองเถอะว่า จะถูกตลบหลังจาก “เขา” วันไหนและอย่างไร

มวลชนประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาไม่เลือกว่าเป็น นปช.ฯ แดงสยาม หรือแนวทางใด เขาสดับตรับฟังทุกด้านและเขาก็ใช้ความคิดของตัวเอง ถึงเวลานาทีอันเหมาะสมเขาจึงจะสำแดงท่าทีชัดเจนออกมา
และวันนั้นคือวันที่บ้านเมืองจะเปลี่ยน..

***********************************************
จากเว็บไซต์ http://www.internetfreedom.us/thread-17457.html
***********************************************

ทำเวทีประชาธิปไตยให้กลายเป็นสมัชชาความรู้และทัศนะทางการเมืองให้เต็มสูบ

หยุดสกัดกั้นการแสวงหาแนวคิดและความรู้ของมวลชน

แล้วเราจะเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อเวลามาถึง.

http://democracy100percent.blogspot.com/...st_16.html

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนทางที่ต้องเลือก

บทความนี้ผู้เขียน คือคุณศรีสองเมือง เขียนไว้ตั้งแต่วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2552
เคยได้นำลงที่เวบบอร์ดประชาไทเก่าและที่อื่นๆอีก...ก่อนที่จะมีการชุมนุมใหญ่ในปี 2553 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553
จนทำให้เกิดเหตุการณ์ "พฤษภาเลือด" ในเวลาต่อมา
***********************************************************

เนื่องจากชนชั้นปกครองไม่สามารถสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของประชาชนด้วยการปราบปรามเหมื​อนเช่นในอดีตได้อีก จึงเสนอแนวทางสมานฉันท์ออกมา เพื่อสร้างภาพให้เห็นเสมือนว่าพวกเขาไม่ต้องการความรุนแรง แต่ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของความพยายามนี้ ก็เพื่อต้องการจะผ่อนคลายความขัดแย้งในสังคมไทยที่ถูกทำให้แตกแยกอย่างยับเยินด้วยน้​ำมือของพวกเขา และเพื่อหวังจะลดทอนบทบาทการเคลื่อนไหวต่อสู้ของแนวทาง ”ปฏิวัติ” ของประชาชน ให้กลายไปเป็นการต่อสู้ที่ขาดพลังของการ”ปฏิรูป” ที่ค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้นเอง

ใครก็ตามที่เห็นด้วยหรือยอมรับแนวคิด ”ประนีประนอม” ของชนชั้นปกครองที่มีเลสนัยแอบแฝงอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นนี้ ก็เท่ากับปฏิเสธแนวทางการต่อสู้แบบปฏิวัติและวิถีทางของมันอย่างสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติ....ถือว่าเป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีทางต่อสู้ของประชาชนให้กลายไปเป็นเพียงหาง​เครื่องของแนวทางปฏิรูป ภายใต้การอำนวยการของนักปฏิรูปฝ่ายเสรีนิยมนายทุนน้อยนั่นเอง ต่อสถานการณ์เช่นนี้ การ “จำแนกแนวทาง” จึงเป็นเรื่องจำเป็น

มาร์กซได้กล่าวไว้ว่า แต่ละก้าวย่างของการเคลื่อนไหวที่เป็นจริงนั้น มีความ สำคัญยิ่งกว่าการกำหนดนโยบายหนึ่งโหลด้วยท่วงท่า (ที่เย่อหยิ่ง) ของ”ผู้ชนะ” และยิ่งเมื่อนำมาผสมผสานเข้ากับความ”ไม่รู้” “ความสับสน” ในแนวทางการต่อสู้ และความคลั่งไคล้ในรูปแบบของการ”บูชาตัวบุคล” ที่มีทัศนะคับแคบแล้ว ยิ่งจะนำพาไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย ผมไม่เคยปฏิเสธการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของมหาชน และยังมีความเชื่ออยู่เสมอว่านั่นเป็นการบ่มฟักของ การไปสู่ความมี ”จิตสำนึก” เสียด้วยซ้ำไป

การเคลื่อนไหวหรือยุทธการแบบ ”แม่น้ำร้อยสาย” ที่กระจัดกระจายไร้การจัดตั้ง หรือถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการจัดตั้ง ก็เป็นได้เพียงการจัดระเบียบมวลชนอย่างหลวมๆ โดยไม่มีศูนย์การนำอย่างเป็นระบบ คงไม่ใช่แนวทางที่จะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน ประชาชนจะต้องมีพรรคการเมืองก้าวหน้าเป็นกองปัญชาการ สามารถเคลื่อนไหวโดยผ่านการจัดตั้งที่มีวินัยไปปลุกเร้ามวลชนที่สูญเสียความเชื่อมั่​นในศักยภาพของตนเองไปอย่างยาวนานให้กลับคืนมาอีกครั้ง แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะการโหมโฆษณาชวนเชื่ออย่างบ้าคลั่งของชนชั้นปกครองโดยอ้างนัย ”เพื่อความมั่นคง” ของชาติมาบังหน้าก็ตาม

ปรากฏการณ์ที่มหาชนชาวไทยผู้เคยสงบเสงี่ยม เริ่มมีความรู้สึกแข็งขืน ต่อต้าน และไม่ยอมรับต่อการปกครองที่เห็นประชาชนเป็นเพียงไพร่ทาสอีกต่อไป ความอัดอั้นทั้งมวลจึงได้ระเบิดออกมาอย่างต่อเนื่องโดยธรรมชาติของคนที่สิ้นหวัง หรือกำลังจะสิ้นหวัง มวลชนที่ตื่นตัวเข้าร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้นั้น ส่วนใหญ่นั้นยังเป็นแบบ”เป็นไปเอง”มากกว่าที่ตื่นตัวเพราะจิตสำนึก สืบเนื่องมาจากมีความอึดอัดขัดข้องกับความฝืดเคืองในการดำรงชีวิตทางเศรษฐกิจ และไม่พอใจกับสังคมที่ไร้ความเป็นธรรม ต้องการมีชีวิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย อย่างน้อยก็ให้ขอกลับไปสู่จุดที่เคยเป็นเช่นในยุคสมัยของคุณทักษิณ

ภาระหน้าที่ๆต้องบอกกล่าวแก่มวลชนคือ ชี้ให้พวกเขาได้เห็นถึงต้นตอของความทุกข์ยากและต้นตอของความเลวร้ายต่างๆที่ต้องทนแบ​กรับมาหลายชั่วคน เพื่อให้มหาชนส่วนข้างมากให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอต่อมูลฐานของความเป็นปฏ​ิปักษ์หรือความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ ระหว่างผลประโยชน์ของพวกเขากับระบบการเมืองที่กดขี่เอาคนลงไปเป็นทาสสมัยใหม่ของระบอ​บเผด็จการศักดินา แทนการก่นด่าโจมตีศัตรูประชาชนด้วยความสะใจและไร้สาระ

จากจุดอ่อนนี้เองชนชั้นปกครองจึงได้ประดิษฐ์ ”รูปแบบ” การดำรงชีวิตจอม ปลอมออกมาหลอกลวง เพื่อหวังจะหยุดยั้งและสลายการพัฒนาจิตสำนึกทางการเมืองของชนชั้นล่างอย่างพวกเราทั้​งหลายให้เจือจางลงไป โดยร่วมมือกับนายทุนใหญ่ระดมผลิตวัฒนธรรมการบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อเกินพอของระบอบทุนนิยม​ออกมาเสนอต่อประชาชน เชิดชูค่านิยมในการเสพสุขโดยไม่ต้องทำงานออกมามอมเมาโดยผ่านสื่อต่างๆอย่างไม่ขาดสาย​

อีกด้านหนึ่งก็สร้างภาพและพร่ำบ่นถึงความ ”อยู่เจียมกินเจียม” พร้อมไปกับการโฆษณาชวนเชื่อที่มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน มันช่างขัดกันกับความจริงราวกับสีขาวและสีดำ ดังนั้นจึงไม่อาจปกปิดเล่ห์กลที่ใช้หลอกลวงประชาชนได้อีกแล้ว การยัดเยียดแนวคิดเหล่านี้คือการกวาดต้อนประชาชนให้ไปใช้ชีวิตอย่าง “ยอมจำนน” นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อประชาชนเองแล้ว ยังบั่นทอน ”พลังขับเคลื่อน” อันมหาศาลของมหาชนที่จะทำการผลิตเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจของชาติโดยรวมอีกด้วย

แม้นักต่อสู้บางคนจะเคยศึกษาบทเรียนการเคลื่อนไหวของประชาชนผู้ถูกกดขี่ในอดีตมาบ้าง​ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่เงื่อนไขต่างๆได้เปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย​่างมากมาย ประชาชนไทยในยามนี้กล่าวได้ว่ายังไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้กับพวกเผด็จการอำมาตย์​มาอย่างพอเพียง อีกทั้งไม่มีตัวอย่างรูปธรรมของความจัดเจนในอดีตให้เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะขาดความต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ทำให้ไม่อาจจำแนกแนวทางผิดถูก และของแท้ออกจากของเทียมได้

ผิดกับฝ่ายตรงกันข้ามที่ได้พัฒนาวิธีและเล่ห์กลใหม่ๆขึ้นมาครอบงำประชาชน นักต่อสู้รุ่นใหม่ของเรากลับหยุดอยู่กับที่ ไม่ได้พยายามพัฒนารูปแบบการต่อสู้ให้หลากหลายแยบยลเท่าที่ควรจะเป็น ยังคงยึดติดอยู่กับแนวทางเดิมๆอย่างเหนียวแน่น นักปฏิวัติรุ่นเก่าหลายคนก็ถูกดูดซับเข้าไปในระบอบทุนนิยม จนแทบจะไม่หลงเหลือแม้แต่ท่วงทำนองที่ดีงามเดิมๆให้เห็นอีก

เท่านั้นไม่พอ บางคนยังไปรับใช้ระบอบเผด็จการที่ตนเคยต่อสู้คัดค้านอย่างเอาเป็นเอาตายมาแล้วอีกด้ว​ย แม้ส่วนหนึ่ง....ที่ยังมีไฟอยู่ก็ได้แต่หวนระลึกถึง ความหลังเก่าๆและนั่งเล่าเรื่องตำนานการต่อสู้ของตนให้คนรุ่นหลังฟังด้วยความพากภูมิ​ใจ แต่ก็ไม่ได้ผลิตองค์ความรู้อันใดหรือพัฒนาวิถีทางใหม่ๆขึ้นมาเพื่อตกทอดไว้ให้เป็นมร​ดกแก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาเลย ซ้ำร้ายบางคนยังสร้างความสับสนในแนวคิดและวิถีปฏิบัติให้คนรุ่นนี้อีกด้วย

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ ”นักปฏิวัติ” บางคนยังถูกทำให้เป็นเครื่องมือ หรือกลายเป็นเครื่องมือของนักปฏิรูปไปอย่างไม่รู้ตัว โดยอาศัยภาพลักษณ์ของความเป็น ”มือเก่า” ที่เคยผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน มาโฆษณาสนับสนุนแนวคิดที่ ”ยอมจำนน” ของพวกนักปฏิรูป ปัจจุบันสรรพสิ่งเปลี่ยนไปมากมาย แต่ความคิดหวังพึ่งระบบอุปภัมภ์ของนักปฏิรูปยังไม่เคยเปลี่ยน ซึ่งเราจะเห็นได้จากการเสนอความคิดที่บูชาตัวบุคคล เน้นความสามารถของปัจเจกชนอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งยังแก้ต่างเพื่อให้ดูดีอีกด้วย

ภายใต้ม่านบังตาที่บรรดานักปฏิรูปพยายามสร้างขึ้นนี้ พอจะดึงดูดมวลชนและแนวร่วมได้บ้าง แต่จะไม่สามารถนำมวลชนก้าวไปสู่ชัยชนะได้ หากการเดลื่อนไหวยังดำเนินไปอย่างไร้ทิศทางที่แน่นอน ไร้เอกภาพและไร้จิตสำนึกเช่นนี้ ความหวังของคนรุ่นใหม่ที่จะแสวงหาและค้นพบแนวทางการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประชาชาติไทย​ออกจากแอกของระบอบเก่านั้น.....กล่าวได้ว่ายังห่างไกลเหลือเกิน

ในยุคสมัยที่เผชิญหน้าเราอยู่นี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมกันศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวทั้งมวลที่ผ่​านมาในอดีต รวมไปถึงสภาพความเป็นจริงของปัจจุบัน เพื่อไปกำหนดนโยบายและยุทธวิธีในขอบเขตที่กว้างขวางกว่าเดิม เพื่อพามวลชนให้ก้าวพ้นออกจากการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เป็นไปเองตามธรรมชาติไปสู่การเค​ลื่อนไหวอย่างมีจิตสำนึกให้ได้ อย่างน้อยที่สุดเรายังมีความหวังและได้เห็นกับตาแล้วว่า การที่มหาชนได้ออกมาต่อสู้คัดค้านการครอบงำของเผด็จการอำมาตย์ในขอบเขตทั่วประเทศอย่​างไม่เคยมีมาก่อนเช่นในขณะนี้ ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการพัฒนาที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่งของประชาชาติไทย

คนที่ไม่ยอมก้มหัวยอมรับชะตากรรมภายใต้การกดขี่ของพวกเผด็จการอำมาตย์ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ก้าวออกมามีบทบาทในแถวหน้า ต้องสำนึกในภาระหน้าที่ๆจะนำพามวลชนให้ก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางให้ได้ ไม่ใช่คอยฉุดรั้งให้ถอยหลังกลับไปสู่แอกและโซ่ตรวนของระบบศักดินาสวามิภักดิ์ด้วยแนว​ทางการต่อสู้เรียกร้องแบบเดิมๆอีก ขอให้มันเป็นเพียงยุทธวิธีหนึ่งเท่านั้น อย่าได้สืบสานความคิดและแนวทางของพวกฉวยโอกาสเลย รังแต่จะกลายเป็นเครื่องมือไปคลี่คลายสถานะความขัดแย้งภายในที่พวกชนชั้นปกครองกำลัง​เผชิญอยู่ในขณะนี้

ไม่อยากจะคิดจนเลยไกลไปว่า เป้าหมายแท้จริงของนักปฏิรูปที่เสนอแนวทางประนีประนอมอย่างสุดขั้วแต่เพียงอย่างเดีย​วนั้น คือการอาศัยพลังของมวลชนเป็นบันไดปีนป่ายขึ้นไปเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งความทะเยอทะยา​นทางการเมือง เพื่อยกระดับตนเองขึ้นไปเป็นชนชั้นปกครองรุ่นใหม่ต่อไป ยามเมื่อถึงจุดนั้นแล้วก็จะทำตัวเสมือนผู้นำบางคนในบางประเทศ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นวีรบุรุษในดวงใจของประชาชน ก่อนที่จะกลับกลายไปเป็นทรราชย์ผู้ถูกสาปแช่งเกลียดชัง เหมือนนักแสวงโชคทางการเมืองหลายๆคนที่ประชาชนไทยกำลังชิงชังรังเกียจอยู่ในขณะนี้.

โดย : ศรีสองเมือง

จากเว็บไซต์ http://www.internetfreedom.us/thread-17394.html
***************************************************************
ขอบคุณสำหรับความรู้
***************************************************************

จากใจปลา

ปากคำของ "น้องปลา"
สาวเสื้อแดงที่โดนการ์ดนปช.คุมตัวส่งตำรวจกรณีแจกเอกสารม.112ในที่ ชุมนุมใหญ่12มีนาคม
โดย REDRED เมื่อวันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม 2011


"..เมื่อวันชุมนุมใหญ่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการ์ดนปช.คุมตัวสตรีเสื้อแดงรายหนึ่งที่นำเอกสารเกี่ยวกับม.112จะไป เผยแพร่ในที่ชุมนุมส่งตำรวจ แต่ตำรวจปล่อยตัวเพราะตรววจสอบแล้วไม่มีความผิด ประเด็นนี้ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่คนเสื้อแดงอย่างกว้างขวาง สตรีรายนี้ได้เขียนบันทึกในเฟซบุ๊คเรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่การ์ดนปช. นำส่งปลาให้คุณตำรวจสอบสวน ดังต่อไปนี้..."


13 มี.ค. 53 เรียนพี่น้องท่านที่เคารพ,

หลังจากผ่านพ้นคืนวันอันยากลำบากเมื่อวาน (12 มี.ค.) ตอบคำถามมิตรสหายที่ห่วงใยพร้อมให้ข้อมูลผู้ใหญ่อีกทั้งวัน รวมไปถึงพยายามจดจ่อกับข้อความมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างดุเดือด ทั้งรุนแรง เตือนสติ ติติง ด่าทอ ชื่นชม และให้กำลังใจ ซึ่งปลายินดีน้อมรับทุกความคิดเห็น จึงคิดว่าคงปล่อยทำมึนๆ อึนๆ อยู่เฉยอีกไม่ได้ เขียนอะไรเพื่อรับผิดชอบการกระทำ และชี้แจงเหตุการณ์เสียหน่อยดีกว่า

เรื่องไม่มีอะไรมาก เตรียมเอกสารมา 3 ชุด โดยจุดประสงค์ในใจเพื่อให้ความรู้กับชาวบ้าน เจตนาตั้งใจให้ชาวบ้านที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ได้เข้าถึงข่าวสาร รับรู้เหตุการณ์บ้าง

หลังจากกรำงานหนักทั้งอาทิตย์ อดนอนวันศุกร์อีกทั้งคืน เพื่อผลิตงานที่อาจจะเป็นได้ทั้งโบดำและโบแดงสำหรับใครหลายๆ คน เสร็จตอนรุ่งสาง อาบน้ำแต่งตัว เตรียมอุปกรณ์กล้อง และโน้ตบุ๊ก เดินทางข้ามจังหวัด เอาต้นฉบับเอกสารมาหาที่พิมพ์ สอบถามร้านถ่ายเอกสารและโรเนียวมาไม่ต่ำกว่า 15 ร้าน เพื่อหาร้านที่ถูก และดีที่สุด ตั้งแต่มหาชัย จุฬา ธรรมศาสตร์ วังหลัง ปิ่นเกล้า แล้วก็กลับมาจบที่วังหลัง

เงินติดตัวรวมกันกับเพื่อน มีอยู่ 1500 บาท ทำได้แค่อย่างมาก 3 รีม หน้าหลัง ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม และด้วยความประมาทไม่ได้กดเงินออกมา พอจะใช้ขึ้นมาจริงๆ บัตร ATM และบัตรเครดิตทั้งหมดที่มี กดไม่ได้ ด้วยเหตุผลให้ติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร ส่วนเพื่อนก็ลืมประเป๋าตังค์ไว้ที่บ้าน ตกลงใจ X-rox ทั้งหมดอย่างละรีม

เสร็จสิ้นขบวนการ ราวๆ เกือบบ่าย 2 ข้าวเช้ายังไม่ตกถึงท้องและยังไม่ได้นอนเลย ถึงที่ชุมนุมราวบ่าย 2 กว่าๆ ฝนเริ่มโปรยลงมาพอเป็นกระษัย เพื่อนอีก 2 คน ตัดสินใจนำเอกสารที่ได้ทั้งหมดมาอุ้มไว้ ระหว่างหันรีหันขวางจะเอายังไง ก็เริ่มมีคนสงสัยใฝ่รู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมวลชนสูงอายุ ที่ไม่น่าจะมี Facebook ไว้ระบาย

เริ่มเดินมาเมียงมองสงสัยสอบถาม Target มาแล้ว!!!

จากนั้นระหว่างที่เพื่อนเริ่มตอบคำถามสนทนา คนแรกเริ่มดึง คนที่สองเริ่มตาม เอกสารเริ่มอยู่ในมือผู้สนทนา ระหว่างนั้นเรายืนถ่ายภาพบรรยากาศคนไม่หนีฝนอยู่ หันมาอีกที มีคุณการ์ดหนึ่งคนมาคว้าข้อมือเพื่อนเรา ดึงเอกสารออกไปอย่างค่อนข้างรุนแรง เจรจาว่าจะแจกอะไร ควรขออนุญาตส่วนกลาง

เราจึงตกลงให้เค้าเดินนำเราไปที่ส่วนกลางเพื่อชี้แจงจุดประสงค์ในการแจก เอกสารอย่างเต็มใจ ไม่มีท่าทีขัดขืน เมื่อไปถึง เราขอเดินเข้าไปชี้แจงเรื่องที่มาของเอกสารและแสดงตนอย่างบริสุทธิ์ใจ การ์ดเดินไปรายงานผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เราค่อนข้างคุ้นเคย มีหน้าที่ดูแลการ์ดส่วนกลางโดยตรง

หลังจากพบปะเห็นหน้าทักทาย ผู้ใหญ่รับรองกับทุกคนถึงสถานะของเราว่าไม่ใช่คนอื่นมาแฝง แกรู้จัก เราจึงแจ้งเรื่องเอกสารว่าจะขออนุญาต จากนั้นได้เดินแยกออกมาเพื่อกลับออกมาจากหลังเวที

จากนั้นมีชายประมาณ 6 – 7 คน เข้ามาพูดคุยยึดเอาเอกสารไปจากมือเรา พร้อมทั้งขอค้นตัว ค้นกระเป๋า เมื่อความเหนื่อย อดนอน บวกกับความไม่เข้าใจในพฤติกรรมของการ์ดเริ่มปะทุออกมาในเวลาเดียวกัน ความไม่พอใจจึงเริ่มบังเกิด เราขอร้องแค่เพียงให้เขาอ่านเอกสารสักนิด เขาตอบกลับมาว่า “ไม่อ่าน ไม่มีอำนาจตัดสินใจ” และไม่ให้เรากลับเข้าไปพบผู้ใหญ่ท่านนั้นเพื่อสอบถามความชัดเจน

ซึ่งภายหลังเราทราบว่าไม่ใช่การ์ดที่รับผิดชอบส่วนกลาง เพียงแต่อาจจะหวังดีและด่วนตัดสินใจ เนื่องจากซื่อตรงและตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากเราไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่อ่านเอกสารทบทวนก่อน พิจารณาก่อน เมื่อเริ่มไม่รู้เรื่อง เริ่มเสียงดัง เค้าบอกเราว่า โอเค งั้นน้องมาคุยกับพี่ด้านนอก

เราจึงเดินตามออกไป ด้วยเข้าใจว่าคงไม่น่ามีอะไร น่าจะตกลงเจรจากันได้ แต่ผลปรากฏ คือ เขานำเอกสารทั้งหมดไปวางปึ้ง! ที่โต๊ะเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมสำทับว่า น้องนี่ทำเอกสารหมิ่นมาแจก ขอให้เจ้าที่ตำรวจสอบปากคำและพิจารณาได้เลย เราหันไปมองหน้าพวกเขาด้วยความไม่เข้าใจ ทวงถามว่าเหตุใดที่ด่วนตัดสินเรา ไม่ฟังความ แทนที่จะเจรจาคุยกัน แต่กลับเลือกที่จะทำเรื่องราวให้บานปลายใหญ่โต

จากนั้นมีเรื่องราวเรื่องเครื่องหมายชฎา กับอะไรต่อมิอะไรตามมาอีกมากมาย เราได้แต่บอกว่าขอให้ใครสักคนในที่นี้ช่วยอ่านสักนิด ช่วยพิจารณา ก่อนได้มั้ย จากนั้นแล้ว หากจะตัดสินเราว่าผิดอย่างไร ก็ค่อยมาว่ากันต่อ

ไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงแต่สายตาเหยียดหยามดูแคลนของการ์ดเพียงบางคน(ที่เข้าใจว่าเรามาแฝง) กับการตัดสินคนโดยด่วนสรุป และประโยคที่ว่า “เดี๋ยวเราไปคุยกันที่โรงพัก” จากคุณตำรวจ เราได้แต่ก้มหน้าจำทนกับความไม่ยุติธรรมที่เกิดตรงหน้า
จริงอยู่ ไม่ได้จับกุมคุมขัง


จริงอยู่ ไม่ได้ใส่กุญแจมือ


จริงอยู่ ไม่ได้มีการลงบันทึกการจับกุม


แต่หัวใจ โดนคุมขังไปแล้วเสียสิ้น... กับคำกล่าวหาที่คุณตำรวจคนหนึ่ง เอ่ยกับเราว่า “คุณมันศรีธนญชัยนี่ !!!”
โดนพิพากษา???



ระหว่างเดินไปขึ้นรถ...หันมาบอกเพื่อนอีก 2 คน อย่ายุ่ง อย่าออกตัว ขอรับผิดคนเดียว ปลาทำเอง สมควรที่จะต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง เพื่อนมาร่วมหัวจมท้าย เอาตัวมาเสี่ยงช่วยกัน ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังมีหน้าจะหวังเอาความผิดไปให้เพื่อนได้อีกหรือ เพื่อนคนหนึ่งทำงานในที่แจ้งตลอดเวลา ในขณะที่อีกคนมีเรื่องเงื่อนที่ทำงานมาผูกรัดตัวไว้

ไปถึง สน.หลังจากคุณตำรวจทุกคนช่วยกันอ่านเอกสาร และกำลังพิจารณา เราตัดสินใจขอใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อยืนยันถึงที่มาของข้อมูล ว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ เผยแพร่อย่างเปิดเผย ไม่ได้มีลับลมคมในเป็นที่ปกปิดแต่อย่างใด ความหวังเรายังคงมี ว่าคุณตำรวจอาจจะเข้าใจเนื้อหาที่เราพยายามสื่อสาร ประกอบกับไม่มีเจตนาจะรบกวนให้ผู้อื่นต้องมาเป็นธุระลำบาก เราจึงไม่ได้โทรติดต่อขอความช่วยเหลือจากใคร ใดๆ

แต่สักพักไม่นาน มีคนหลายคนทยอยมากันอย่างที่เราเองก็ยังคงนึกงงๆ เพื่อนๆสนนท. ที่เราเองไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ได้แต่ทราบจากหน้าค่าตา ว่าใครเป็นใครในบัญชีรายชื่อเพื่อนใน FB ไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ เพื่อนๆคุณพ่อที่มาเป็นทั้งตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนทางใจกับครอบครัว เพื่อนๆ พี่ๆ รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถืออีกหลายท่าน ทนายความและอาจารย์จากนิติราษฎร์ และอีกนับไม่ถ้วนที่ทยอยกันมาอย่างไม่ขาดสาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเพื่อมารับฟังข่าวสารด้วยความห่วงใยและพยายามหาทาง ช่วยเหลือ (แต่ไม่ยักกะมีใคร เอาข้าวผัดกับโอเลี้ยงมาเยี่ยมแฮะ =_=” )

ระหว่างนั้นเราชี้แจงเรื่องที่มาข้อมูลและจุดประสงค์ในการจัดทำให้ จพนง.สืบสวนได้ทราบ พร้อมทั้งคุยกันอย่างเปิดใจ เป็นความโชคดีที่คุณตำรวจหลายๆท่านเปิดโอกาส ยินดีรับฟังคำอธิบาย ประกอบทั้งคำให้การ, หลักฐาน และเจตนา เจ้าพนักงานสืบสวนจึงลงความเห็นว่าไม่มีความผิด ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาใดๆได้ ซึ่งก่อนจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้าน หลังจากอยู่ที่นั่นมาร่วม 6 - 7 ชั่วโมง รองผู้กำกับการยืนยันว่าเราต้องแสดงตน แหล่งที่อยู่ที่ชัดเจน เราจึงบริสุทธิ์ใจโดยพาไปที่บ้าน และได้กลับมาที่ชุมนุมอีกครั้ง เพื่อมาแสดงตนว่าบริสุทธิ์ และมาขอคำอธิบาย

ได้รับทราบว่าทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้รับทราบว่าไม่มีใครมีเจตนาอยากจะให้เกิด เราเองก็เช่นกัน...
*ขอขอบคุณทุกๆความช่วยเหลือ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ไปเป็นกำลังใจที่โรงพักทุกท่าน มันเป็นความอบอุ่น และน้ำใจอันยิ่งใหญ่ บ่งบอกให้รู้ว่า “พวกคุณไม่ทิ้งเพื่อนแน่นอน”

*ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกๆ ท่านที่เป็นธุระจัดหา ประสานงานขอความช่วยเหลือทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง

*ขอขอบคุณแดงสยาม สนนท. พี่กุ้ย ประชาไท อ.สาวตรี อ.ประเวศ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อ.สุดา รังกุพันธ์ พี่หนิง จิตรา คชเดช พี่โรส(ทนาย112) ทนายอานนท์ สำหรับแรงสนับสนุน ความเข้าใจ กำลังใจ และการให้ความช่วยเหลือ แนะนำด้านกฎหมาย

*ขอขอบคุณแดงนปช. รวมไปถึงแดงปัจเจก แดงเสรีชน ทุกคน ที่เป็นห่วงเป็นใยถามไถ่ และร่วมผนึกกำลังกันให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ

*ขอขอบคุณ ผู้ใหญ่ (พี่ชายคนนั้น) , ดร.ประแสง มงคลศิริ และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่พยายามติดต่อประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ช่วยชี้แจง ข้อเท็จจริง และเหตุการณ์ รวมทั้งอุดช่องโหว่ไม่ให้ปลาถูกฉกฉวยจังหวะในการให้ร้ายเพิ่มเติม

*ขอขอบคุณคุณตำรวจ ส่วนใหญ่ที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เข้าใจ และเปิดใจรับฟังคำชี้แจง

ในกรณีนี้ปลาจะขอไม่โทษว่าเป็นความผิดของใคร หรืออะไร แต่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และความเข้าใจผิดกันล้วนๆ หลายครั้งที่เราพลาดเพราะความเป็นห่วง กังวล เฉกเช่นเดียวกันกับที่แกนนำและเจ้าหน้าที่การ์ดที่ต้องดูแลรับผิดชอบคนจำนวน มากที่มีพฤติกรรมหลากหลาย เค้าเหล่านั้นย่อมต้องห่วง กังวลถึงเหตุร้ายไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดอ่อนของคนเสื้อแดง

...6 ศพวัดปทุม ตายเพราะพยายามช่วยเหลือกันและกัน

...วีรชนหลายคนตาย เพราะเลือกที่จะปกป้องพี่น้องคนอื่นๆ ไม่ให้ทหารเข้ามาถึงตัว จึงเลือกที่จะเป็นด่านหน้าแทนที่จะหลบหนี

...วีรชนหลายคนตาย ในขณะที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่บาดเจ็บและกำลังลำบาก

...แดงนปช. มีปัญหากับแดงสยาม เนื่องจากแดงนปช. ห่วงผลกระทบต่อมวลชน ในขณะที่แดงสยามห่วงความรู้สึกของมวลชน แต่ไม่ว่ายังไง ทั้งสองแดง มีประชาชนเป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งดี***

...หลายครั้ง ใครหลายคนทะเลาะกันเองอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แต่บทสรุปสุดท้าย ต่างคนต่างก็ห่วงชาวบ้าน ห่วงอนาคตประเทศชาติ และห่วงหาอาทรต่อความยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกัน ***

...ครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกคุณหลายคน มีปัญหากัน ขุ่นเคืองและตั้งคำถามใส่กัน เพราะความห่วง ---- ห่วงปลาบ้าง ห่วงภาพลักษณ์บ้าง ห่วงสถานภาพมวลชนโดยรวมบ้าง และห่วงชีวิต – จิตวิญญาณของมวลชนบ้าง

ข้อดีของสิ่งๆ นี้ คือ บ่งบอกให้รู้ว่าเรายังคงเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึกนึกคิดดีอยู่ ไม่เลือดเย็นเข่นฆ่าใครได้ เหมือนอย่างฝ่ายตรงข้ามที่เรานึกรังเกียจในวิธีคิดและปฏิบัติ ปลาเชื่อและพยายามเชื่อเหลือเกินว่าเราจะไม่สามารถบูชายันต์พวกเดียวกันเอง ได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ ปลาขออนุญาตชี้แจงเหตุผลที่มาที่ไปของการจัดทำเอกสารชุดนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับทราบ..

ประการแรก ขออนุญาตแจ้งความจำนงก่อนเลยว่า เจตนาทำมาเพื่อเผยแพร่เนื้อหาให้แก่พี่น้องเราที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงอินเทอร์ เน็ตให้ได้รับรู้ รับฟังข่าวสาร เข้าถึงเหตุการณ์ให้ง่ายขึ้น

ดังที่มีคุณตาย่าน จากเว็บ Prachatalk ได้วิจารณ์ไว้ ว่าจะโง่ เสล่อ มาเดินแจกทำไม ทำไมไม่เอาแต่ลิ้งค์มาให้ ถ้าอยากรู้อะไรจะเข้าไปหาเอง คำตอบ คือ ก็แล้วปลาจะเสียเวลาเผยแพร่ให้พวกคุณไปทำไมเล่าคะ เพราะในเมื่อคุณเองก็สามารถเข้าตามลิ้งค์ได้ เข้าถึงได้ง่ายอยู่แล้ว เหตุใดคุณจึงจะไม่มีความสามารถ พยายามใฝ่หา ใฝ่รู้ ไปค้นหาเองบ้างโดยที่ไม่ต้องมีคนเอื้ออำนวยให้ จริงมั้ยคะ???

ดังนั้น กลุ่มเป้าหมาย หรือ Target จึงไม่ใช่คนอื่นคนไกล เป็นพี่น้องลุงๆ ป้าๆ เรานี่เอง ที่หากจะให้ญาติผู้ใหญ่เราเหล่านั้นไปเปิด Facebook สักอัน เพื่ออัพเดตข่าวสารนั้น คงจะกล้ำกลืนฝืนทนเต็มที

ในแผ่นที่ว่าด้วยเรื่อง 112 นั้น ได้ประมวลข้อกฎหมายมาตราต่างๆเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหลักและแนวทางให้เห็นถึงข้อกำหนดและบทลงโทษตามมาตราต่างๆ รวมไปถึงชี้แจงตามแนวทางถึงข้อดีและข้อเสียของการมีอยู่ คำจำกัดความและความแตกต่าง ของคำว่าวิพากษ์วิจารณ์กับคำว่าหมิ่นประมาทว่าต่างกันยังไง รู้ไว้อาจจะเป็นประโยชน์ในแนวทางและป้องกันการถูกกลั่นแกล้งได้ในระดับหนึ่ง หลายคนอาจจะคิดว่าปลาหมิ่นเหม่ ยุยงชี้ช่องให้ทำผิดกฎหมาย

แต่ในกรณีความคิดเห็นปลาแล้ว คุณจะมาแอ๊บว่าเมืองไทยเมืองพุทธไม่ควรมีหวยบนดินตอนนี้ ก็คงจะไม่ทันแล้ว ในเมื่อคนไทยเล่นหวยใต้ดินกันวันละ 3 เวลา จะเลิกก็แทบจะลงแดง แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากแนะแนวทางให้เค้าเล่นพอเป็นกระษัย เป็นพิธีและเล่นยังไงไม่ให้หมดตูด หมดตัว!!!

ตดน่ะ ปล่อยทีละนิด ทีละ ฟี้!!!!!!! เบาๆ ดีกว่าให้มันระเบิดตูมตาม มีทั้งกลิ่น ทั้งเสียง เนื้อสัมผัสพร้อม จริงมั้ย???

เฉกเช่นเดียวกันกับกรณีข้อมูลชี้แจงข้อเท็จจริงอีก 2 แผ่นที่เหลือ ซึ่งมีเผยแพร่ทั่วไป ปลาก็ได้ใช้หลักการแบบตด คือ พื้นฐานของเท็จจริง ตรวจสอบได้ โปร่งใส ได้รับการรับรองออกสู่สาธารณะนั้น ทะยอยปล่อยออกมา ก็จะไม่มีตัวแรงไปคอยขุดคุ้ย สืบค้น ให้ระเบิด

ธรรมชาติมนุษย์ มันชอบสิ่งเร้นลับไม่รู้หรือ???

ปลายอมรับว่าเนื้อหาไม่มีจุดใดที่จะมองเป็นความผิด เพราะเป็นเรื่องทั่วๆ ไป ขึ้นอยู่กับเจตนาของการตีความ คนอ่าน ถ้าอ่านโดยทั่วๆ ไป ไม่มีเจตนาเคลือบแคลง ก็จะเล็งเห็นว่าเป็นข้อมูลธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่แตกต่าง แต่ปลาเชื่อว่าหากใครก็ตามที่อ่านแล้วเกิดความคิดไม่ดีในใจ เจตนาร้าย นั่นก็เป็นเพราะเจตนาในใจของคนคนนั้นเป็นเหตุอยู่เอง จริงมั้ย?? คุณตำรวจ (ที่เขียนเช่นนี้ เพราะเชื่อมั่นแน่ว่า พวกเขาอ่านอยู่ตามหน้าที่ ---- หากคุณตีความออกมาไม่ดี ก็แสดงว่าใจคุณเองก็ไม่ซื่อเช่นกัน มิใช่หรือ)

อีกประการในวิธีคิดของปลา คือ มวลชนไม่ใช่ของใคร คนใดคนหนึ่ง เป็น”ประชาชน”เค้าควรมีสิทธิที่จะได้คิด และรับฟังทางเลือก ประกอบการพิจารณาตัดสินใจ ว่าจะเดินในทิศทางการต่อสู้รูปแบบไหน

หากเปรียบเทียบเป็นปลา ไม่ว่าจะเจ็บหรือจะตาย ควรจะได้รู้ว่าตัวเองจะเจ็บ หรือตายเพราะอะไร ทำไม

ประชาชนควรลุกขึ้นสู้เพื่อตัวของตัวเอง ไม่ใช่เอาชีวิตไปผูกติดกับใคร

สุดท้าย ขออนุญาตยุติความขัดแย้งและการเข้าใจผิดใดๆ หากมีข้อสงสัย ติติง หรือ ตักเตือนแนะนำ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ทางเพจค่ะ

..ความผิดพลาดทุกอย่าง ทุกประการ ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ค่ะ .. เพื่อลดทอนความขัดแย้ง..

หากช่วยนำไปเผยแพร่ข้อเท็จจริง รบกวนพยายามลงทั้งดุ้น โดยไม่ฆ่าตัดตอนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ^_^

(ตามลิงค์ : http://www.thaiindexnews.com/ )

***********************************************
นับถือน้ำใจค่ะ..คุณปลา
***********************************************

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

เอกสาร ๑(ที่มีปัญหา)

จาก Login ที่เล่าความการถูกจับ ในวันที่ 12 มีนาคม 2554

เอกสารแจกแผ่นที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของกฏหมายหมิ่น

ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา ๑๐๗ :
• ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์ พระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำการใด อันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้อง ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา ๑๐๘ :
• ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะกระทำการประทุษร้ายต่อ พระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วย ปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๐๙ :
• ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระราชินี หรือรัชทายาท หรือเพื่อ ฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลง พระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปี ถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๑๐ :
• ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อ ร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระ ราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือ เสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพ ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๑๑ :
• ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 107 ถึงมาตรา 110 ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา ๑๑๒ :
• ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้า
ที่มา : http://112victims.com

**** ว่าด้วยเรื่อง มาตรา 112 ****ตามที่ช่วงนี้มีกระแสรณรงค์เรื่องการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ว่าด้วยเรื่องการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย หรือทำให้ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องเสื่อมเสียพระเกียรตินั้น
ก่อนอื่นใด ขอออกตัวแรงก่อนเลย ว่าผู้เขียนมิใช่นักกฎหมายแต่ประการใด แต่สนใจสืบค้นในเนื้อหาใจความ เพื่อหวังจะนำประโยชน์ที่ได้มาแบ่งปันพี่น้องรากหญ้าอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ให้เข้าใจง่าย และหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมากับการบังคับใช้
ก่อนจะพูดถึงว่าควร หรือไม่ควรในการยกเลิก ของอนุญาตนำเสนอให้ท่านได้เลือกตัดสินใจกันสักนิด

ข้อดีของ มาตรา 112

• ตามที่ท่าน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค : “ม.112 ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท แต่เป็นความผิดด้านความมั่นคงแห่งรัฐ”
รมว.ยุติธรรม อธิบายความชัดเจน กม.หมิ่นฯ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีหมิ่นประมาท แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ เพราะสถาบันกษัตริย์ผูกพันกับสังคมไทยลึกซึ้ง ดังนั้นข้อดีของมัน อาจจะช่วยปกป้องสถานะของสถาบันไม่ให้สั่นคลอน รักษาความน่าเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนพึงมีต่อผู้นำประเทศ ปกป้องสิทธิพื้นฐานและรักษาความเป็นเอกภาพของสถาบันกษัตริย์ ในขณะที่

ข้อเสียของ มาตรา 112

• จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในการออกความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ที่เขาเคารพนับถือ คำว่า “ติเพื่อก่อ” จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
• หลายครั้งที่มาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลั่นแกล้ง ใส่ความ ลิดรอนสิทธิ และเสรีภาพของ “เหยื่อ” ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา
• เมื่อกรอบของมาตรา จำกัดการแสดงออกของประชาชนในทุกๆ ด้าน ย่อมมีโอกาสที่ประชาชนจะละเมิด และกระทำการอันผิดต่อมาตราโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว หากมีผู้ทำการละเมิดมากๆ เข้า ก็มักจะเกิดคำถามเกี่ยวกับสถานะและบทบาทหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เบื้องต้น : ทำอย่างไร จึงจะไม่ละเมิด และไม่ถูกคุกคามจากมาตรา 112

ในที่นี้ขอแนะนำคำจำกัดความให้ท่านผู้อ่านรับทราบ

- วิจารณ์ [วิจาน, วิจาระนะ, วิจาน] ก. ให้คำตัดสินสิ่งที่เป็นศิลปกรรมหรือ วรรณกรรมเป็นต้น โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้ ว่ามีค่าความงาม ความไพเราะดีอย่างไร หรือมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง เช่น เขาวิจารณ์ว่า หนังสือเล่มนี้แสดงปัญหาสังคมในปัจจุบันได้ดีมาก สมควรได้รับรางวัล, ติชม, มักใช้เต็มคำว่า วิพากษ์วิจารณ์ เช่น คนดูหนังวิพากษ์วิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องช้าทำให้คนดูเบื่อ.
- วิพากษ์ ก. พิจารณาตัดสิน
- ดูหมิ่น ๑ (กฎ) ก. ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น.
- ดูหมิ่น ๒, ดูหมิ่นถิ่นแคลน ก. แสดงกิริยาท่าทาง พูดจา หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็น เชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อย หรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น, หมิ่น ก็ว่า.
- หมิ่นประมาท ก. แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น. (กฎ) น. ชื่อ ความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่า จะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง.

ที่มา : http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
เห็นได้ชัด ว่าคำว่า วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทนั้น มีความหมายแตกต่างกันอย่าง เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยต้องยืนอยู่บนหลักการพื้นฐานของความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย เน้นวิจารณ์ในข้อคิดเห็นที่เราเห็นว่าสมควร สังคมไทยเป็นสังคม Gossip แต่นิยมเรื่อง Gossip ที่มีความน่าเชื่อถือ

คำถาม : - หากมีแม่ค้าปากตลาด มานินทาดาราในดวงใจ หรือคนที่ท่านชื่นชอบ ในทางเสียๆ หายๆ หยาบคาย ไม่มีความน่าจะเป็นไปได้
ท่านจะรู้สึกอย่างไร ต่อต้านหรือไม่? รังเกียจหรือไม่? รำคาญหรือไม่? คิดว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ คบหาไม่ได้หรือไม่?

- แล้วถ้ามีแม่ค้าอีกคนหนึ่ง นำเรื่องของดาราในดวงใจ หรือคนที่ท่านชื่นชอบ มาวิพากษ์วิจารณ์ เล่าสู่กันฟังแบบถกเป็นคำถาม พูด
เชิงกลางๆ แต่แฝงให้คิด อ้างอิงถึงหลักฐาน แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ให้ท่านฟัง ท่านจะเริ่มคล้อยตามหรือไม่?

---- เปลี่ยนแนวคิด เพิ่มมวลชนใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก ท่านเองก็ทำได้ ----

*******************************************************
จากเว็บไซต์ http://www.internetfreedom.us/thread-17048.html
*******************************************************

เอกสาร ๒(ที่มีปัญหา)

จาก Login ที่เล่นความการถูกจับ

เอกสารแจกแผ่นที่ 1 ว่าด้วยเรื่องของกฏหมายหมิ่น

ลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

หมวด ๑ ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

มาตรา ๑๐๗ :
• ผู้ใดปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์ พระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ กระทำการใด อันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้อง ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต

มาตรา ๑๐๘ :
• ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์ ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ หรือรู้ว่ามีผู้จะกระทำการประทุษร้ายต่อ พระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ กระทำการใดอันเป็นการช่วย ปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๐๙ :
• ผู้ใดปลงพระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือฆ่า ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษประหารชีวิต
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อปลงพระชนม์พระราชินี หรือรัชทายาท หรือเพื่อ ฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะปลง พระชนม์พระราชินีหรือรัชทายาท หรือจะฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปี ถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๑๐ :
• ผู้ใดกระทำการประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพ ของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อ ร่างกายหรือเสรีภาพของผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบหกปีถึงยี่สิบปี
• ผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน ถ้าการกระทำนั้นมีลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่พระชนม์หรือชีวิต ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
• ผู้ใดกระทำการใดอันเป็นการตระเตรียมเพื่อประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระ ราชินีหรือรัชทายาท หรือต่อร่างกายหรือเสรีภาพของ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือรู้ว่ามีผู้จะประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือ เสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท หรือประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพ ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบสองปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๑๑ :
• ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตาม มาตรา 107 ถึงมาตรา 110 ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น

มาตรา ๑๑๒ :
• ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้า
ที่มา : http://112victims.com

**** ว่าด้วยเรื่อง มาตรา 112 ****ตามที่ช่วงนี้มีกระแสรณรงค์เรื่องการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ว่าด้วยเรื่องการหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย หรือทำให้ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องเสื่อมเสียพระเกียรตินั้น
ก่อนอื่นใด ขอออกตัวแรงก่อนเลย ว่าผู้เขียนมิใช่นักกฎหมายแต่ประการใด แต่สนใจสืบค้นในเนื้อหาใจความ เพื่อหวังจะนำประโยชน์ที่ได้มาแบ่งปันพี่น้องรากหญ้าอย่างเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ให้เข้าใจง่าย และหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมากับการบังคับใช้
ก่อนจะพูดถึงว่าควร หรือไม่ควรในการยกเลิก ของอนุญาตนำเสนอให้ท่านได้เลือกตัดสินใจกันสักนิด

ข้อดีของ มาตรา 112

• ตามที่ท่าน พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค : “ม.112 ไม่ใช่คดีหมิ่นประมาท แต่เป็นความผิดด้านความมั่นคงแห่งรัฐ”
รมว.ยุติธรรม อธิบายความชัดเจน กม.หมิ่นฯ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีหมิ่นประมาท แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ เพราะสถาบันกษัตริย์ผูกพันกับสังคมไทยลึกซึ้ง ดังนั้นข้อดีของมัน อาจจะช่วยปกป้องสถานะของสถาบันไม่ให้สั่นคลอน รักษาความน่าเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนพึงมีต่อผู้นำประเทศ ปกป้องสิทธิพื้นฐานและรักษาความเป็นเอกภาพของสถาบันกษัตริย์ ในขณะที่

ข้อเสียของ มาตรา 112

• จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในการออกความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ที่เขาเคารพนับถือ คำว่า “ติเพื่อก่อ” จะมีเกิดขึ้นไม่ได้เลย
• หลายครั้งที่มาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง กลั่นแกล้ง ใส่ความ ลิดรอนสิทธิ และเสรีภาพของ “เหยื่อ” ซึ่งเป็นประชาชนคนธรรมดา
• เมื่อกรอบของมาตรา จำกัดการแสดงออกของประชาชนในทุกๆ ด้าน ย่อมมีโอกาสที่ประชาชนจะละเมิด และกระทำการอันผิดต่อมาตราโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้ ซึ่งสุดท้ายแล้ว หากมีผู้ทำการละเมิดมากๆ เข้า ก็มักจะเกิดคำถามเกี่ยวกับสถานะและบทบาทหน้าที่ของสถาบันกษัตริย์ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เบื้องต้น : ทำอย่างไร จึงจะไม่ละเมิด และไม่ถูกคุกคามจากมาตรา 112

ในที่นี้ขอแนะนำคำจำกัดความให้ท่านผู้อ่านรับทราบ

- วิจารณ์ [วิจาน, วิจาระนะ, วิจาน] ก. ให้คำตัดสินสิ่งที่เป็นศิลปกรรมหรือ วรรณกรรมเป็นต้น โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้ ว่ามีค่าความงาม ความไพเราะดีอย่างไร หรือมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง เช่น เขาวิจารณ์ว่า หนังสือเล่มนี้แสดงปัญหาสังคมในปัจจุบันได้ดีมาก สมควรได้รับรางวัล, ติชม, มักใช้เต็มคำว่า วิพากษ์วิจารณ์ เช่น คนดูหนังวิพากษ์วิจารณ์ว่าหนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องช้าทำให้คนดูเบื่อ.
- วิพากษ์ ก. พิจารณาตัดสิน
- ดูหมิ่น ๑ (กฎ) ก. ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น.
- ดูหมิ่น ๒, ดูหมิ่นถิ่นแคลน ก. แสดงกิริยาท่าทาง พูดจา หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็น เชิงดูถูกว่ามีฐานะตํ่าต้อย หรือไม่ดีจริงไม่เก่งจริงเป็นต้น, หมิ่น ก็ว่า.
- หมิ่นประมาท ก. แสดงกิริยาวาจาดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น. (กฎ) น. ชื่อ ความผิดทางอาญาฐานใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่า จะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง.

ที่มา : http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp
เห็นได้ชัด ว่าคำว่า วิพากษ์วิจารณ์ กับ ดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทนั้น มีความหมายแตกต่างกันอย่าง เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ โดยต้องยืนอยู่บนหลักการพื้นฐานของความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล หลีกเลี่ยงการใช้คำหยาบคาย เน้นวิจารณ์ในข้อคิดเห็นที่เราเห็นว่าสมควร สังคมไทยเป็นสังคม Gossip แต่นิยมเรื่อง Gossip ที่มีความน่าเชื่อถือ

คำถาม : - หากมีแม่ค้าปากตลาด มานินทาดาราในดวงใจ หรือคนที่ท่านชื่นชอบ ในทางเสียๆ หายๆ หยาบคาย ไม่มีความน่าจะเป็นไปได้
ท่านจะรู้สึกอย่างไร ต่อต้านหรือไม่? รังเกียจหรือไม่? รำคาญหรือไม่? คิดว่าคนพูดไม่น่าเชื่อถือ คบหาไม่ได้หรือไม่?

- แล้วถ้ามีแม่ค้าอีกคนหนึ่ง นำเรื่องของดาราในดวงใจ หรือคนที่ท่านชื่นชอบ มาวิพากษ์วิจารณ์ เล่าสู่กันฟังแบบถกเป็นคำถาม พูด
เชิงกลางๆ แต่แฝงให้คิด อ้างอิงถึงหลักฐาน แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ให้ท่านฟัง ท่านจะเริ่มคล้อยตามหรือไม่?
---- เปลี่ยนแนวคิด เพิ่มมวลชนใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก ท่านเองก็ทำได้ ----