วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

อาลัย..ไม้หนึ่ง ก.กุนที




อาลัย..ไม้หนึ่ง ก.กุนที
โดยจักรภพ เพ็ญแข

เพื่ออำลาอาลัย “ไม้หนึ่ง ก.กุณฑี” อย่างเหมาะสม ผมขอเล่าถึงสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคุณประโยชน์ของนักต่อสู้ท่านนี้ตามที่ผมได้รู้มาเป็นการส่วนตัว ผมมั่นใจว่า “ไม้หนึ่งฯ” ไม่ต้องการให้แนวคิดและปรัชญาที่เขาบรรจงจารึกเอาไว้ด้วยคำพูดและตัวอักษรต้องสลายหายลับไปกับร่างกาย ใครที่รักอาลัยในตัวเขา ก็ควรที่จะพิจารณาช่วยกันนำคุณค่าเหล่านี้เผยแผ่ออกไปให้กว้างขวาง

๑. “ไม้หนึ่งฯ” คือผู้ชูธงในการปฏิวัติวัฒนธรรมในขบวนประชาธิปไตย แน่นอนว่าเรามีผู้คนอีกมากมายในขบวนนั้น แต่เขาคือสมาชิกระดับนำของกลุ่มที่เหนียวแน่นและหนักแน่นตั้งแต่วันที่ขึ้นเวทีด้วยผมทรงสกินเฮดเป็นต้นมา ผมไม่ได้ยินใครเน้นย้ำเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรมมากนัก ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมและการแสดงออกกันมากกว่า แนวคิดด้านนี้ของ “ไม้หนึ่งฯ” เป็นแนวรบที่สำคัญที่อาจจะยิ่งกว่าการสู้รบชนิดอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องห่อหุ้มการต่อสู้ชนิดอื่นๆ ไว้ให้มั่นคง เพราะวิกฤติเมืองไทยเกิดขึ้นจากแนวคิดอันล้าหลัง และวัฒนธรรมความคิดที่ด้อยพัฒนากว่าโลก หากเราไม่ทำงานด้านนี้ควบคู่ไปด้วย สังคมไทยก็จะเด้งกลับมาที่เก่า เคยยึดมั่นกับลัทธิบูชาบุคคลขนาดคลั่งไคล้มาอย่างไร ก็จะแค่เปลี่ยนจากคนหนึ่งมาเป็นอีกคนหนึ่งเท่านั้น โดยไม่ได้พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง ขึ้นเลย แผ่นดินที่หนึ่งหรือแผ่นดินที่สองจะโง่เขลาเท่ากัน ถ้าคนบนแผ่นดินไม่ตระหนักรู้ว่าความเป็นคนของตนคืออะไร ผมคิดว่าแนวคิดที่ “ไม้หนึ่งฯ” เน้นย้ำหนักหนาในการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นมรดกสำคัญที่ต้องสานทอกันต่อไป

๒. “ไม้หนึ่งฯ” เป็นผู้รุ่มรวยถ้อยคำ รักภาษา และใช้ภาษาอย่างระมัดระวังเสมอ แต่วลีที่ “ไม้หนึ่งฯ” ใช้บ่อย และผมก็ชอบใจจนนำมาใช้ตามเขาด้วยคือ “ประกอบส่วน” “ไม้หนึ่งฯ” มักใช้วลี ประกอบส่วน ในการทำงานของขบวนประชาธิปไตยเสมอๆ ความหมายก็คือ การทำงานของฝ่ายประชาธิปไตยนั้นไม่มีใครเด่นเป็นสง่าหรือเพียบพร้อมอยู่แต่ผู้เดียว แต่ต้องผสมผสานจนกลมกลืนกันอย่างเหมาะสม วลีที่ว่านี้ดูจะเป็นเพียงถ้อยคำภาษา แต่คิดดูสิครับว่า กลุ่มพลังประชาธิปไตยแตกกันมาแล้วกี่กลุ่ม ทะเลาะกันมาแล้วกี่ที่ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการผสมงานแต่ละส่วนเข้าด้วยกันเพื่อผลที่ใหญ่โต กว้างขวาง และลึกซึ้งขึ้น ทั้งหมดนี้คือการขาดภาวะ “ประกอบส่วน” แทบทั้งนั้น ผมจึงพอใจในวลีนี้ และรู้สึกขอบคุณที่ “ไม้หนึ่งฯ” ฝากเอาไว้ให้

๓. “ไม้หนึ่งฯ” ได้กลายเป็นหลักฐานแห่งชีวิตจริงของการต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่โตและน่าตระหนก แต่สำคัญกว่านั้นคือความรู้อันชัดแจ้งว่า ฝ่ายตรงข้ามคือใคร มีวัตถุประสงค์อย่างไร และใช้วิธีการอย่างไร ชีวิตอันมีค่าของ “ไม้หนึ่งฯ” คือ สัญญาณเตือนภัยที่สำคัญของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกๆ คน จากนี้ไปเราทุกคนควรจะตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท หยุดคิดว่าวิกฤติครั้งนี้จะจบลงอย่างง่ายดาย หรือจะมีอัศวินม้าขาวที่ไหนมาปัดเป่าให้ทุกข์พ้นไปจากตัว เราต้องเร่งเสริมงานและจัดตั้งขบวนการประชาชนให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะเกิดการผลัดแผ่นดินโดยธรรมชาติด้วยซ้ำไป


ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.khonthaiuk.info/forum/index.php?topic=27926.0



จักรภพ เพ็ญแข - Jakrapob Penkair

April 24, 2014

มรดกของ ไม้หนึ่ง ก.กุณฑี


ผมรู้ข่าวการฆาตกรรม “ไม้หนึ่ง ก.กุณฑี” หรือ “กมล ดวงผาสุก” ของเราระหว่างที่ผมเดินทางโดยรถไฟจากย่านชินจูกุในกรุงโตเกียว กลับมาที่สถานีโตโกชิ-กินซ่า ข่าวร้ายนั้นทำให้รู้สึกว่าหัวใจหนักกว่าปกติ บรรยากาศรอบตัวดูจะหม่นหมองลงไปอย่างฉับพลัน ผมตระหนักดีว่า วิกฤติการณ์การเมืองครั้งนี้ ใหญ่หลวงกว่าทุกคราว เพราะคือเดิมพันว่า คนไทยธรรมดาอย่างเราท่าน มีส่วนแบ่งขนาดไหนในความเป็นเจ้าของประเทศไทย โดยต่อสู้ผ่านการปกปักรักษากลไกประชาธิปไตยต่างๆ ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ในขณะที่ระบอบอำมาตย์ศักดินาก็คิดด้วยมิจฉาทิฏฐิว่าจะมีคนคิดโค่นล้มทำลายตน จึงระดมความชั่วร้ายทุกชนิดมาค้ำฐานะอันคลอนแคลนของตนไว้สุดกำลัง โดยไม่รู้เลยว่าพลเมืองก้าวหน้าเขาต้องการเพียงสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของเขาเท่านั้น ไม่ได้คิดทะเยอทะยานไปกว่านั้นเลย แต่ถึงรู้อย่างนั้น ผมก็ยังเสียใจและเศร้าใจอย่างบรรยายไม่ถูก เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับ “ไม้หนึ่งฯ” ผู้เป็นแกนนำสำคัญในทางความคิด

เพื่ออำลาอาลัย “ไม้หนึ่ง ก.กุณฑี” อย่างเหมาะสม ผมขอเล่าถึงสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคุณประโยชน์ของนักต่อสู้ท่านนี้ตามที่ผมได้รู้มาเป็นการส่วนตัว ผมมั่นใจว่า “ไม้หนึ่งฯ” ไม่ต้องการให้แนวคิดและปรัชญาที่เขาบรรจงจารึกเอาไว้ด้วยคำพูดและตัวอักษรต้องสลายหายลับไปกับร่างกาย ใครที่รักอาลัยในตัวเขา ก็ควรที่จะพิจารณาช่วยกันนำคุณค่าเหล่านี้เผยแผ่ออกไปให้กว้างขวาง

๑. “ไม้หนึ่งฯ” คือผู้ชูธงในการปฏิวัติวัฒนธรรมในขบวนประชาธิปไตย แน่นอนว่าเรามีผู้คนอีกมากมายในขบวนนั้น แต่เขาคือสมาชิกระดับนำของกลุ่มที่เหนียวแน่นและหนักแน่นตั้งแต่วันที่ขึ้นเวทีด้วยผมทรงสกินเฮดเป็นต้นมา ผมไม่ได้ยินใครเน้นย้ำเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรมมากนัก ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมและการแสดงออกกันมากกว่า แนวคิดด้านนี้ของ “ไม้หนึ่งฯ” เป็นแนวรบที่สำคัญที่อาจจะยิ่งกว่าการสู้รบชนิดอื่นๆ หรืออย่างน้อยก็ต้องห่อหุ้มการต่อสู้ชนิดอื่นๆ ไว้ให้มั่นคง เพราะวิกฤติเมืองไทยเกิดขึ้นจากแนวคิดอันล้าหลัง และวัฒนธรรมความคิดที่ด้อยพัฒนากว่าโลก หากเราไม่ทำงานด้านนี้ควบคู่ไปด้วย สังคมไทยก็จะเด้งกลับมาที่เก่า เคยยึดมั่นกับลัทธิบูชาบุคคลขนาดคลั่งไคล้มาอย่างไร ก็จะแค่เปลี่ยนจากคนหนึ่งมาเป็นอีกคนหนึ่งเท่านั้น โดยไม่ได้พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง ขึ้นเลย แผ่นดินที่หนึ่งหรือแผ่นดินที่สองจะโง่เขลาเท่ากัน ถ้าคนบนแผ่นดินไม่ตระหนักรู้ว่าความเป็นคนของตนคืออะไร ผมคิดว่าแนวคิดที่ “ไม้หนึ่งฯ” เน้นย้ำหนักหนาในการปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นมรดกสำคัญที่ต้องสานทอกันต่อไป

๒. “ไม้หนึ่งฯ” เป็นผู้รุ่มรวยถ้อยคำ รักภาษา และใช้ภาษาอย่างระมัดระวังเสมอ แต่วลีที่ “ไม้หนึ่งฯ” ใช้บ่อย และผมก็ชอบใจจนนำมาใช้ตามเขาด้วยคือ “ประกอบส่วน” “ไม้หนึ่งฯ” มักใช้วลี ประกอบส่วน ในการทำงานของขบวนประชาธิปไตยเสมอๆ ความหมายก็คือ การทำงานของฝ่ายประชาธิปไตยนั้นไม่มีใครเด่นเป็นสง่าหรือเพียบพร้อมอยู่แต่ผู้เดียว แต่ต้องผสมผสานจนกลมกลืนกันอย่างเหมาะสม วลีที่ว่านี้ดูจะเป็นเพียงถ้อยคำภาษา แต่คิดดูสิครับว่า กลุ่มพลังประชาธิปไตยแตกกันมาแล้วกี่กลุ่ม ทะเลาะกันมาแล้วกี่ที่ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงการผสมงานแต่ละส่วนเข้าด้วยกันเพื่อผลที่ใหญ่โต กว้างขวาง และลึกซึ้งขึ้น ทั้งหมดนี้คือการขาดภาวะ “ประกอบส่วน” แทบทั้งนั้น ผมจึงพอใจในวลีนี้ และรู้สึกขอบคุณที่ “ไม้หนึ่งฯ” ฝากเอาไว้ให้

๓. “ไม้หนึ่งฯ” ได้กลายเป็นหลักฐานแห่งชีวิตจริงของการต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไป ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่โตและน่าตระหนก แต่สำคัญกว่านั้นคือความรู้อันชัดแจ้งว่า ฝ่ายตรงข้ามคือใคร มีวัตถุประสงค์อย่างไร และใช้วิธีการอย่างไร ชีวิตอันมีค่าของ “ไม้หนึ่งฯ” คือ สัญญาณเตือนภัยที่สำคัญของนักสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกๆ คน จากนี้ไปเราทุกคนควรจะตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท หยุดคิดว่าวิกฤติครั้งนี้จะจบลงอย่างง่ายดาย หรือจะมีอัศวินม้าขาวที่ไหนมาปัดเป่าให้ทุกข์พ้นไปจากตัว เราต้องเร่งเสริมงานและจัดตั้งขบวนการประชาชนให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะเกิดการผลัดแผ่นดินโดยธรรมชาติด้วยซ้ำไป

“ไม้เอย ไม้หนึ่ง
คือที่พึ่งไม้สองและไม้สาม
จากไม้เดียวเทียวปลุกให้ลุกลาม
ไม้จึงตามโตเป็นป่าในนาคร
กระสุนปืนสาดใส่ได้เพียงต้น
แต่ป่าคนยังขยายไม่ถ่ายถอน
หยั่งรากลงทะลุหินและดินดอน
ถึงอาวรณ์ อาลัย แต่ไม่ยอม
ไม้เอย ไม้หนึ่ง
แกว่งไม้คลึงเบ้าก่อมาหล่อหลอม
ขาดดอกไม้สายลมยังดมดอม
คงกลิ่นหอมหฤหรรย์นิรันดร์เอย”


****************************  
http://www.khonthaiuk.info/forum/index.php?topic=27923.0

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

ตอนที่ 7 กู้ซากเฟอร์รีเกาหลีใต้ส่อยาว 2 เดือน พบศพแล้ว 50 ราย

กู้ซากเฟอร์รีเกาหลีใต้ส่อยาว 2 เดือน คาดเป็นไปได้ยากที่จะมีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิต 50 ราย สูญหายกว่า 250 เมื่อวันที่ 20 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุเรือเฟอร์รีเซวอลของเกาหลีใต้อัปปางพร้อมผู้โดยสาร475 คน เมื่อเวลา 10.00 น. โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้พบศพผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น หลังจากทีมนักประดาน้ำสามารุเข้าไปภายในซากเรือที่จมอยู่ใต้ทะเลได้ โดยล่าสุดจำนวนยอดผู็เสียชีวิตอยู่ที่ 50 ราย และมีผู้สูญหาย

สำนัก ข่าวบีบีซี เปิดเผยรายงานอ้าง ชินวอนนัม หัวหน้าศูนย์จัดการเหตุฉุกเฉินเกาหลีใต้ ระบุว่า ปฏิบัติการกู้ซากเรือเฟอร์รีเซวอล ซึ่งอับปางลงพร้อมผู้โดยสารรวม 475 คน อาจใช้เวลานานถึง 2 เดือน พร้อมคาดว่าเป็นไปได้ยากที่ผู้โดยสารที่ยังคงติดอยู่จะยังมีชีวิตอยู่

ด้านบรรดาญาติผู้โดยสารเริ่มให้ตัวอย่างดีเอ็นเอแก่เจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการพิสูจน์ยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ญาติผู้โดยสารที่ยังสูญหาย ซึ่ง ที่พักพิงอยู่ภายในโรงยิมในเมืองจินโด ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้ และเจ้าหน้าที่เร่งมือ และเพิ่มความพยายามในการค้นหาให้มากขึ้น รวมถึงเรียกร้องให้แจ้งข้อมูลที่แท้จริงกับประชาชน

ขณะที่นาย ลีจุนซุก กัปตันเรือ ได้ถูกตั้ง 5 ข้อหาหนัก ซึ่งรวมถึงการละทิ้งหน้าที่เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากเรือลำอื่น ตลอดจนล้มเหลวที่จะแนะให้ผู้โดยสารหนีเอาตัวรอด ซึ่งหากตัดสินว่ามีความผิดจริงอาจถูกจำคุก

“กัปตันลีจุนซุกถูกตั้งข้อหาฐานเป็นเหตุให้เรือเซวอลล่ม เนื่องจากล้มเหลวที่ชะลอเรือลงขณะแล่นผ่านเส้นทางแคบและหักเลี้ยวมากเกินไป”อัยการระบุพร้อมตั้งข้อหาลูกเรืออีก 2 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ เจ้าหน้าที่เดินเรือที่3 ที่บังคับเรือขณะเกิดเหตุ




เจ้าหน้าที่เก็บดีเอ็นเอจากญาติผู้โดยสาร

ตอนที่ 5 รอง ผอ.ร.ร.แขวนคอตาย


เมื่อวันที่ 18 เม.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคัง มินกยู วัย 52 ปี รองผู้อำนวยการ โรงเรียนมัธยมดันวอน ของเกาหลีใต้ ได้ผูกคอตายใต้ต้นไม้ ใกล้ๆกับโรงยิมจินโด โดย นายคัง มินกยูเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รีข้ามฟากเซวอลอัปปางและยังคงมีนักเรียนของโรงเรียนที่โดยสารเรือดังกล่าวระหว่างเดินทางไปทัศนศึกษาเสียชีวิต และสูญหาย

ครูของโรงเรียนกล่าวว่า นายคังมินกยูเสียใจมากและรู้สึกผิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และครอบครัวของนักเรียนต่างระบายความโกรธแค้นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปที่เขา

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของคังมินกยู ทั้งนี้มีรายงานว่านายคัง มินกยู ได้ถูกช่วยเหลือจากเหตุเรืออัปปางเป็นกลุ่มแรกๆ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวล่าสุดอยู่ที่ 28 ศพ และสูญหาย 268 ราย


สาว-หนุ่มเกาหลีใจเด็ด สละชีวิตช่วยผู้โดยสารเรือเฟอร์รี่อับปาง


ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและตะโกนขอความช่วยเพื่อให้รอดพ้นจากความตายกรณีเรือเฟอร์รี่เกาหลีใต้ อับปางลงเมื่อวานนี้ พร้อมผู้โดยสารจำนวน 475 คน สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานถึง"ฮีโร"ของเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งได้สละชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในเหตุการณ์เรือล่มครั้งใหญ่สุดของเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา
"ปาร์ค จี-ยอง" ลูกเรือสาววัย 22 ปี ของเรือโดยสารเซโวล ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้โดยสารบนชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 ของเรือ ได้สวมใส่เสื้อชูชีพและหาทางออกจากเรือที่กำลัง อับปางลงโดยเร็วที่สุด
ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ฉันถามปาร์ค จี-ยอง ว่าทำไมเธอไม่ได้ใส่เสื้อชูชีพ เธอบอกว่า ต้องช่วยเหลือผู้โดยสารทุกคนให้ออกจากเรือได้เสียก่อน จึงจะออกจากเรือตามไป
ผู้รอดชีวิตรายนี้ยังบอกว่า ลูกเรือคนอื่นๆ รวมทั้งปาร์ค จี-ยอง ขอเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากเรือ
คิม ยอง ฮัง ผู้รอดชีวิตวัย 58 ปี ระบุว่า ปาร์คผลักผู้โดยสารที่มีอาการช็อคให้ตรงไปยังทางออกเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมาถึงหน้าอกของเธอ และเมื่อเรือพลิกคว่ำลง ผู้โดยสารมาออกกันอยู่ที่ประตูทางออก แต่มีอยู่คนหนึ่งได้ร่วงลงไปจากประตูทางออก ปาร์คได้ดึงผู้โดยสารคนนั้นได้ในที่สุด
"ปาร์ค จี-ยอง" เข้าร่วมงานกับบริษัทเรือเฟอร์รีเมื่อปี 2012 เธอนำเงินเดือนไปช่วยเหลือครอบครับที่มีฐานะยากจนของเธอ เมื่อร่างของเธอถูกนำส่งมาถึงโรงพยาบาล แม่ของเธอโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทิ้งพวกเราไปแล้ว
ขณะเดียวกัน "จอง ชา วอง" หนุ่มนักเรียนมัธยมวัย 17 ปี ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ของเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นกัน เขาเสียชีวิตหลังจากช่วยให้เพื่อนหลายคนได้หนีเอาตัวรอดจากเรือที่กำลังล่ม มีรายงานว่าเขาเสียชีวิต เนื่องจากทนความหนาวเย็นของน้ำไม่ไหว  หลังจากสละเสื้อชูชีพให้เพื่อนที่กำลังจมน้ำ และกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ ด้วย 
 

แปลจาก http://www.koreaherald.com

ตอน 2 สาวหนุ่มเกาหลีใจเด็ด สละชีวิตช่วยผู้โดยสารเรือเฟอร์รี่อับปาง



 (2) ตำรวจจับกัปตันเรือเกาหลีอัปปางแล้ว เจ้าตัวระบุคลื่นลมแรง-น้ำแรงจึงให้ผู้โดยสารอยู่กับที่นาน 40 นาทีหลังเรือเริ่มจม ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิต 29 ราย


เมื่อวันที่ 19 เม.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ได้จับกุม นายลี จุน-ซก กัปตันเรือเฟอร์รีเซวอลที่อัปปางลงนอกชายฝั่งเมื่อวันที่ 16 เม.ย. รวมทั้งลูกเรืออีก 2 ราย โดยทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาละเลยและละเมิดกฎหมายพาณิชย์นาวีซึ่งกำหนดให้ผู้เป็นกัปตันเรือต้องดูแลความปลอดภัยของผู้โดยสาร นายลีตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่สั่งให้ผู้โดยสารนั่งอยู่กับที่นานกว่า

นายลีตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่สั่งให้ผู้โดยสารนั่งอยู่กับที่นานกว่า 40 นาที หลังเรือเฟอร์รีได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือและได้เริ่มจมลง โดยนายลีระบุว่า ขณะนั้นทะเลมีคลื่นลมแรงมาก และน้ำเย็น เกรงว่าผู้โดยสารจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปไกลและอาจเป็นอันตราย

ทั้งนี้นายลียืนยันว่า ไม่ได้ดื่มสุรา และขณะเกิดเหตุเขาไม่ได้ทำหน้าที่ควบคุมเรือ เนื่องจากพึ่งเดินกลับมาห้องควบคุม หลังไปที่ห้องนอนชั่วครู่ด้วยเหตุผลส่วนตัว โดยขณะเกิดเหตุได้มอบหมายหน้าที่ควบคุมเรือแก่ผู้ช่วยที่ 3  นายลีได้กล่าวขอโทษผู้โดยสารและครอบครัวของผู้เสียชีวิตและสูญหายจากเหตุเรืออัปปาง

ด้านสื่อเกาหลีใต้ตรวจสอบพบว่า นายลีได้ถูกช่วยชีวิตมาพร้อมผู้โดยสารที่รอดชีวิตชุดแรกๆ โดยเขาไม่ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นกัปตันเรือ ข้อมูลการเดินเรือของกระทรวงพาณิชย์นาวีเกาหลีใต้ พบว่า เรือเฟอร์รีหักเลี้ยวอย่างกะทันหันก่อนที่จะส่งสัญญาณแจ้งเหตุ

ขณะที่การค้นหาผู้โดยสารที่สูญหายยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยทางการเกาหลีใต้ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 29 ราย และยังสูญหายอีก 273 คน ทั้งนี้ทีมนักประดาน้ำได้เจาะรูที่ตัวเรือหลายจุด เพื่ออัดอ็อกซิเจนเข้าไปภายในเนื่องจากจากเชื่อว่าอาจมีผู้รอดชีวิตอยู่

ทั้งนี้ทีมนักประดาน้ำได้เจาะรูที่ตัวเรือหลายจุด เพื่ออัดอ็อกซิเจนเข้าไปภายในเนื่องจากจากเชื่อว่าอาจมีผู้รอดชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีการนำตาข่ายมาคลุมรอบๆ เรือเฟอร์รีเพื่อป้องกันมิให้ศพที่ติดอยู่ภายในหลุดลอยออกไป

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและตะโกนขอความช่วยเพื่อให้รอดพ้นจากความตายกรณีเรือเฟอร์รี่เกาหลีใต้ อับปางลงเมื่อวานนี้ พร้อมผู้โดยสารจำนวน 475 คน สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งได้รายงานถึง"ฮีโร"ของเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งได้สละชีวิตของตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ในเหตุการณ์เรือล่มครั้งใหญ่สุดของเกาหลีใต้นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา

"ปาร์ค จี-ยอง" ลูกเรือสาววัย 22 ปี ของเรือโดยสารเซโวล ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้โดยสารบนชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 ของเรือ ได้สวมใส่เสื้อชูชีพและหาทางออกจากเรือที่กำลัง อับปางลงโดยเร็วที่สุด

ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ฉันถามปาร์ค จี-ยอง ว่าทำไมเธอไม่ได้ใส่เสื้อชูชีพ เธอบอกว่า ต้องช่วยเหลือผู้โดยสารทุกคนให้ออกจากเรือได้เสียก่อน จึงจะออกจากเรือตามไป
ผู้รอดชีวิตรายนี้ยังบอกว่า ลูกเรือคนอื่นๆ รวมทั้งปาร์ค จี-ยอง ขอเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกจากเรือ

คิม ยอง ฮัง ผู้รอดชีวิตวัย 58 ปี ระบุว่า ปาร์คผลักผู้โดยสารที่มีอาการช็อคให้ตรงไปยังทางออกเมื่อระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมาถึงหน้าอกของเธอ และเมื่อเรือพลิกคว่ำลง ผู้โดยสารมาออกกันอยู่ที่ประตูทางออก แต่มีอยู่คนหนึ่งได้ร่วงลงไปจากประตูทางออก ปาร์คได้ดึงผู้โดยสารคนนั้นได้ในที่สุด
"ปาร์ค จี-ยอง" เข้าร่วมงานกับบริษัทเรือเฟอร์รีเมื่อปี 2012 เธอนำเงินเดือนไปช่วยเหลือครอบครับที่มีฐานะยากจนของเธอ เมื่อร่างของเธอถูกนำส่งมาถึงโรงพยาบาล แม่ของเธอโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทิ้งพวกเราไปแล้ว


ขณะเดียวกัน "จอง ชา วอง" หนุ่มนักเรียนมัธยมวัย 17 ปี ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ของเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นกัน เขาเสียชีวิตหลังจากช่วยให้เพื่อนหลายคนได้หนีเอาตัวรอดจากเรือที่กำลังล่ม มีรายงานว่าเขาเสียชีวิต เนื่องจากทนความหนาวเย็นของน้ำไม่ไหว  หลังจากสละเสื้อชูชีพให้เพื่อนที่กำลังจมน้ำ และกระโดดลงน้ำเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ ด้วย 

 


แปลจาก http://www.koreaherald.com

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

4 แผนการเปิดทางนายกคนกลาง




 
      “นายกมาตรา 7” “นายกพระราชทาน” “นายกคนกลาง” คำเหล่านี้ล้วนวนเวียนอยู่ในความขัดแย้งทางการเมืองไทย ที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลพยายามนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของม็อบ กปปส. นักวิชาการ คนมีหน้ามีตาในสังคมอยางคนชั้นกลาง หรือชั้นสูง รวมไปถึงกลุ่มองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็ถูกเชื่อมโยงว่ามีความต้องการเช่นเดียวกัน

      ในขณะที่กลุ่มเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยล้วนปฏิเสธแนวทางดังกล่าว และพยายามแสดงออกซึ่งสิทธิในการรักษารัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย หากจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบอะไรบางอย่างที่สำคัญระดับประเทศ เช่นคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเอง ก็ควรที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่การตัดสินใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่จะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือบริหารประเทศได้โดยไม่ผ่านการตัดสินใจของ ประชาชน

      หนทางต่อจากนี้ จึงเป็นความพยายามของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ที่มีอำนาจทั้งในศูนย์กลางอำนาจรัฐ อย่างเช่นกลุ่มองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือจะเป็นกลุ่มอำนาจนอกศูนย์กลาง อย่างเช่น ม็อบ กปปส.หรือนายทุนที่ให้การสนับสนุนการล้มรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย

      อะไรคือ เงื่อนไขการได้มาซึ่งนายกคนกลาง อันเป็นความปราถนาของขบวนการล้มรัฐบาล มาตรา 7 วันนี้ เว็บไซต์ ispacethailand.com จะพาไปดู 4 เงื่อนไขในปัจจุบัน ของการได้มาซึ่งนายกคนกลางกัน




1.นายกรัฐมนตรีถูกชี้มูลจำนำข้าว

      ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายจำนำข้าว ยังเป็นจุดที่รัฐบาลประสบสภาวะลำบาก เนื่องด้วยปัจจุบันถูกองค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยเหตุผลว่าปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่น

      โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงข้อกล่าวต่อ ป.ป.ช.และได้ส่งเอกสารเพิ่มเติมกว่า 200 หน้า และเพิ่มพยาน 11 ปาก[1] เพื่อชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ว่าไม่ได้เกิดการทุจริตในโครงการดังกล่าว และชาวนาได้ประโยชน์จากโครงการนี้ หลังจากนี้ ในเดือน เม.ย.ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.พิจารณา หากข้อกล่าวหามีมูล นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รักษาการ แล้วตั้งรองนายกฯ รักษาราชการแทน แต่หากไม่มีมูล ก็ยกคำร้อง

      ต่อด้วยช่วงปลายเดือน เม.ย.ตามข้างต้น หากนายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจมีการยื่นตีความว่ารัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพ ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของรองประธานวุฒิสภา เสนอชื่อนายกคนกลาง หรืออาจจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ารัฐบาลยังไม่สิ้นสภาพรักษาการ ก็จะไม่เกิดนายกคนกลาง หากศาลรัฐธรรมนูญตีความตามวิธีการนี้

      และในช่วงเดือน พ.ค.ก็จะเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาในการพิจารณาถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจกาตำแหน่ง ซึ่งต้องใช้เสียงมากกว่า 3 ใน 5 ถ้าหากเป็นไปตามแนวทางนี้ คณะรัฐมนตรีก็จะพ้นด้วย ทำให้รัฐบาลเสี่ยงต่อการถูกตีความว่าสิ้นสภาพ นำมาซึ่งสุญญากาศทางการเมือง และนายกคนกลาง



 
2.การโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี

      หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้รัฐบาลคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.) ภายใน 45 วัน โดยศาลชี้ว่าใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฏหมาย แม้กระบวนการจะถูกต้อง[2] ก็เป็นปัญหาอันหนักอึ้งของรัฐบาล เนื่องด้วยหากกล่าวถึงนายถวิล ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลชัดเจน ตั้งแต่ได้รับตำแหน่งนี้ในช่วงสมัยรัฐบาลอภิสิทธ์ และเคยขึ้นเวทีม็อบ กปปส.

      หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งดังกล่าว กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสรรหา เช่น นายไพบูลย์ นิติตะวัน พร้อมด้วย ส.ว.รวม 27 คน ก็ได้ยื่นคำร้องเอาไว้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้เพื่อพิจารณา ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรี กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญจริง ก็จะส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรักษาการสิ้นสุดลงไป ซึ่งจะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งก็จะนำมาสู่สุญญากาศทางการเมือง แล้วนำไปสู่นายกคนกลางในที่สุด




 
3.ถูกกล่าวหาว่าแบ่งแยกประเทศ

      ห้วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของความขัดแย้งทางการเมืองไทยจุดหนึ่งก็ว่าได้ หลังประชาชนหลายฝ่ายมองว่ากลุ่มตนถูกริดรอนสิทธิ จนถึงขั้นออกอาการน้อยใจว่าทุกอย่างในประเทศนี้ 2 มาตรฐานแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคำตัดสินของศาลแพ่งว่าการชุมนุมของ กปปส.เป็นไปอย่างสงบ สันติอหิงสา ทั้งๆ ที่มีการขัดขวางการเลือกตั้งและปิดสถานที่ราชการ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นม็อบที่สร้างความรุนแรง[3] บางกลุ่มถึงขั้นขอแบ่งแยกประเทศกันเลย เพราะไม่มีความยุติธรรมสำหรับประชาชนทุกคนในประเทศนี้

      โดยได้มีผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่าพรรคเพื่อไทยมีส่วนในการสร้างกระแส แบ่งแยกประเทศ เพราะกลุ่มเหล่านั้นล้วนเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในกรณีของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย[4] ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ได้กำหนดโทษเกี่ยวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยหากผู้กระทำเป็นพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคและเพิ่กถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเพื่อไทย ก็จะทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพไปด้วย และก็นำไปสู่สภาวะสุญญากาศเพื่อหานายกคนกลาง




 

4.รัฐประหาร


     การตัดวงจรทางการเมือง ตลอด 82 ปี ของประชาธิปไตยในไทย ทางหลักที่ได้ผล คือ การทำการรัฐประหารโดยฝ่ายทหาร เป็นจำนวนกว่า 18 ครั้ง[5] ที่รัฐประหารเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา โดยเหตุผลหลักของการทำรัฐประหาร คือ การคอร์รัปชั่น และนักวิชาการหลายฝ่ายก็สรุปแล้วว่าไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง แต่ยิ่งสร้างความขัดแย้งและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นอีก เพราะการรัฐประหารนั้นแหละคือ การคอร์รัปชั่นอำนาจของประชาชน

     ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประชาชนแบ่งออกกันเป็นสองฝ่ายตามความคิดทางการเมืองของกลุ่มตน และยังต่อสู้กันตามระบอบประชาธิปไตย เช่น การแลกเปลี่ยนถกเถียง การใช้พื้นที่ในการชุมนุมประท้วง แม้จะมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่หากมีการทำรัฐประหารก็จะเป็นการเลือกข้างโดยชัดเจน เพราะทหารก็เป็นหนึ่งคู่กรณีขัดแย้งในปัจจุบัน

     ขณะที่ อีกฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล เช่น ม็อบ กปปส.ก็ให้การสนับสนุนการทำรัฐประหารของทหาร เพื่อเปิดทางให้กับนายกคนกลาง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายในทางการเมือง แต่เป็นวิธีที่ยากในการปฏิบัติของทหาร เพราะต้องทนกับแรงเสียดทานกระแสโลก

     จากที่กล่าวมาทั้ง 4 แผนการ ในการเปิดทางสู่นายกคนกลางข้างต้น หากวิเคราะห์ถึงแนวทางใดที่เป็นไปได้มากที่สุด ทางเว็บไซต์ ispacethailand.com มองว่า 3 แผนการแรก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากขในการเปิดทางให้นายกคนกลาง เพราะถ้าตีความตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐แล้วไม่มีทางเป็นไปได้ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

     เนื่องจาก การเสนอชื่อนายกฯ คนกลาง หรือนายกฯ มาตรา ๗ โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๗ ซึ่งมีความว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั้นย่อมขัดกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๑ และ ๑๗๒ ซึ่งระบุบังคับไว้อย่างชัดเจนให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

     ดังนั้นความพยายามในการสร้างกระแสแต่งตั้งนายกฯ คนกลาง หรือ นายกฯ มาตรา ๗ จึงเป็นไปไม่ได้ หากรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ยังคงบังคับใช้อยู่[6] ทางเดียวที่จะทำได้ ก็คือ การรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญนี้ทิ้งเท่านั้น



[1] http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000036500&keepThis=true&TB_iframe=true&height=650&width=850&caption=Manager+Online+-+%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87
[2] http://www.manager.co.th/politics/viewnews.aspx?NewsID=9570000026403
[3] http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/407065
[4] http://www.youtube.com/watch?v=QlIrx4Juo5M
[5] http://www.thairath.co.th/column/pol/editor/344313
[6] โพสต์ทูเดย์, http://bit.ly/1h5Gixt

Source  by ::  http://www.ispacethailand.com/political/2884.html

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.vvoicetv.com/knowledge-id16116.html
เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา

ขอบคุณภาพการ์ตูนเซีย

วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ปฏิรูปประเทศ - แบ่งแยกประเทศ


ปฏิรูปประเทศ - แบ่งแยกประเทศ
กลุ่ม กปปส และกลุ่มในเครือข่ายพันธมิตรในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ชี้ปัญหาว่าเป็นเพราะระบอบทักษิณ ได้สร้างปัญหาให้กับประเทศอย่างมากและไปทุกๆด้าน ทำให้ประชาชนส่วนที่มีความล้าหลังที่สุดทางการเมือง หรือ กลุ่มชนชั้นกลางในเมืองชนชั้นกลางที่ได้เปรียบในสังคม ในสาขาอาชีพ เช่น หมอ ทนาย นักกฎหมาย เป็นต้น ต่างมีความคิดเห็นว่าประเทศมีปัญหา แกนนำกลุ่ม กปปส ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขา รวมทั้งกลุ่มอื่นๆจึงได้ร่วมกันการเคลื่อนไหวมวลชนกดดันให้รัฐบาลลาออกไปแล้วจะปฏิรูปประเทศ

การชูและชี้นำว่าประเทศมีปัญหาก็เลยจะต้องแก้ไขหรือถ้าได้มีการปฏิรูปประเทศแล้วต่างเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศจะสามารถขจัดปัดเป่าปัญหาของประเทศไปได้โดยเฉพาะระบอบทักษิณ ด้วยความเคารพในตัวท่านผู้เจริญทั้งหลายว่า การปฏิรูปประเทศ นั้น ก็แสดงว่าประเทศมีปัญหา ซึ่งในปัญหาของความเป็นประเทศ นั้น มีด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ ประเทศรัฐเดี่ยวกับประเทศหลายรัฐ  ประเทศรัฐเดี่ยวมีปัญหาในประเทศรัฐเดี่ยว ก็คือ ความเป็นรัฐเดี่ยว กำลังถูกคุกคามและมีความพยายามหรือทำการกดดันทำให้ความเป็นรัฐเดี่ยวสั่นคลอนหรือสิ้นสภาพไป ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆปัญหาด้วยกัน เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด , การยกเลิกการปกครองส่วนท้องที่ ฯลฯ ซึ่งจะว่าในรายละเอียดอีกที

เมื่อเกิดปัญหาของประเทศรัฐเดี่ยว ก็จะต้องมีการปฏิรูปรัฐเดี่ยวให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้อยู่แล้ว ซึ่งหมายถึง ประเทศรัฐเดี่ยวของไทยใครจะแบ่งแยกไม่ได้ แต่นักวิชาการบ้านเราไม่เข้าใจปัญหาของประเทศรัฐเดี่ยว ว่าอะไรคือ ปัญหาของประเทศรัฐเดี่ยว แม้แต่การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็เขียนไว้แบบหลอกๆเท่านั้นเอง 



การปฏิรูปประเทศ ที่กลุ่ม กปปส. ที่จะต้องปฏิรูปประเทศ ก็คือ ทำให้ประเทศรัฐเดี่ยว มีความเข้มแข็งขึ้น ไม่เกิดปัญหาภายในประเทศรัฐเดี่ยว   ปัญหาภายในประเทศ “รัฐเดี่ยว” ที่จะต้องแก้ไข ก็คือ ปัญหาชาติ ในเรื่อง “ชาติ” กับ “รัฐ” ซึ่งเป็นคนละความหมายกันชาติ มีองค์ 5 ประการ คือ การเมืองการปกครองร่วมกัน , เศรษฐกิจร่วมกัน, ดินแดนร่วมกัน ,วัฒนธรรมร่วมกัน และภาษาร่วมกัน  รัฐ หมายถึง ชุมชนที่มีการเมือง 
ปัญหาของประเทศรัฐเดี่ยว ไม่ใช่เกิดจากปัญหาของรัฐเดี่ยวโดยตรง แต่เกิดมาจากปัญหาของชาติ ที่อยู่ภายในขอบเขตของประเทศรัฐเดี่ยว ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ปัญหาชาติ” 

การแก้ไขปัญหาชาติ ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของปัญหาทั้งมวล ถ้าแก้ไขปัญหาชาติได้ปัญหาของประเทศรัฐเดี่ยวก็จะแก้ไขไปได้ เมื่อกลุ่ม กกปส. มีความพยายามจะไปแก้ปัญหาประเทศอย่างการเสนอปฏิรูปประเทศ โดยไม่พยายามจะแก้ปัญหาชาติ จะพยายามแก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่เสร็จและไม่มีทางสำเร็จด้วยอีกต่างหากอย่างที่กล่าวมาว่าองค์ประกอบของชาติ ทั้ง 5 ประการ ที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดที่จะทำให้ปัญหาด้านอื่นๆมีความเข้มแข็งได้ คือ การเมืองการปกครองร่วม 


การเมืองการปกครองร่วมที่จะต้องทำให้องค์ประกอบอื่นเข้มแข็งได้ คือ การปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบเผด็จการยากที่ปกครองร่วมกันได้ได้อย่างราบรื่น ไม่ได้ปัญหาหนึ่งก็เกิดปัญหาหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้วจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาองค์ประกอบอีกทั้ง 4 ประการของชาติให้เข้มแข็งเพราะฉะนั้น ระบอบประชาธิปไตย ก็คือ ปัญหาพื้นฐานของชาติ ถ้าแก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้แล้วเสร็จปัญหาอื่นๆก็จะหมดไปเอง


การปกครองแบบประชาธิปไตยจะไม่มีการแบ่งแยกรัฐเดี่ยวหรือมีการทำให้รัฐเดี่ยวอ่อนแอ เพราะระบอบประชาธิปไตยจะสามารถส่งเสริสนับสนุนให้รัฐเดี่ยวเข้มแข็ง เพราะมีอำนาจของประชาชนเป็นส่วนในการดูแลและรักษาไว้ซึ่งในสถานการณ์ขณะนี้ มีความเข้าใจที่ผิดว่าเป็นเพราะปัญหาของระบอบทักษิณ จึงต้องมีการปฏิรูปประเทศ โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน ซึ่งไม่มีทางทำสำเร็จ   เมื่อไม่มีการเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาพื้นฐาน จึงเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอย่างที่ประจักษ์กับคนไทยทั้งประเทศในขณะนี้ คือ ความคิดจะแบ่งแยกประเทศของกลุ่มคนเสื้อแดง( การแบ่งแยกประเทศถือ ว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ)  การแจ้งความให้ดำเนินคดีต่อบุคคลนี้มีความเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน นั้น ถ้าทำไม่ถูกจนกลายเป็นกระแสขึ้นมา จะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆขึ้นอีก โดยเฉพาะถ้าคนส่วนนี้ยอมให้จับกุมเป็นจำนวนมากจะทำอย่างไร


เพราะฉะนั้น ปัญหา ก็คือ ความยุติธรรมในทางการเมือง  หรือ สร้างระบอบประชาธิปไตย ถ้าแก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้ได้ความคิดที่จะแย่งแยกประเทศของไม่เกิดขึ้น   แต่ถ้ายังคงมีความคิดที่จะปฏิรูปประเทศ โดยที่ไม่มีการแก้ไขความเป็นระบอบเผด็จการให้เป็นระบอบประชาธิปไตยแล้วความยุติธรรมในชาติก็จะไม่บังเกิดขึ้น  การเรียกร้องขอความยุติธรรมของกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ก็คือ การเรียกร้องระบอบประชาธิปไตย   แล้วการเรียกร้องความยุติธรรม นั้น จะมีได้เฉพาะภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เท่านั้น  การเรียกร้องหาความยุติธรรมภายใต้ระบอบเผด็จการ นั้น ไม่มีทางได้ความยุติธรรม  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกเพราะในขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลและมีอำนาจรัฐแต่กลับไปเรียกหาความยุติ ก็ย่อมสะท้อนอยู่ในตัวของมันเองว่า ไม่ได้เป็นระบอบประชาธิปไตย 


การไปเรียกร้องหาความยุติธรรมในขณะนี้ที่ตัวเองมีอำนาจรัฐมันก็เป็นเรื่องพิลึกแล้วยังจะอ้างอีกว่า “ปกป้องประชาธิปไตย”  การไปปกป้องประชาธิปไตยในขณะที่ตัวเองก็เรียกหาความยุติธรรมจากความอยุติธรรม มันจะไปได้อย่างไรกัน ลองคิดดูให้ดี   เพราะฉะนั้น ปัญหาที่เกิดจากประเทศรัฐเดี่ยว นั้น ไม่ใช่ปัญหาของรัฐเดี่ยวโดยตรงที่จะต้องไปปฏิรูปประเทศ เช่นเดียวกับปัญหาของประเทศหลายรัฐ ที่จะต้องไปปฏิรูปประเทศหลายรัฐให้เข้มแข็ง หรือ ปัญหามาจากประเทศหลายรัฐโดยตรง  เรื่องของการแบ่งแยกประเทศ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อแบ่งแยกแล้วจะแก้ไขปัญหาได้ถ้าตราบใดปัญหาภายในหลังจากการแบ่งแยกแล้วไม่แก้ปัญหาประชาธิปไตย.