วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

อียิปต์โมเดล 2556



ปฏิวัติอาหรับสปริง

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงปรากฏการณ์ "อาหรับสปริง" กลุ่มประชาชนชาวอียิปต์ได้รับอิทธิพลจากการลุกฮือในตูนิเซีย ทำให้เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2011 ประชาชนจำนวนมากในอียิปต์พากันลุกฮือต่อต้านประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัค ซึ่งอยู่ในอำนาจมานานนับตั้งแต่ปี 1981 โดยในการประท้วงครั้งนั้นมีมวลชนจากหลากหลายแนวคิด ทั้งกลุ่มอิสลาม กลุ่มต่อต้านทุนนิยม กลุ่มชาตินิยม และกลุ่มเฟมินิสต์


หลังจากที่มีการปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 846 คน และบาดเจ็บราว 6,000 คน ในวันที่ 11 ก.พ. 2011 มูบารัคก็ยอมออกจากตำแหน่ง และมีการมอบอำนาจให้กับกลุ่มสภาทหารสูงสุดของอียิปต์ (Supreme Council of the Armed Forces หรือ SCAF) นำโดยโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ทันทาวี ผู้นำเหล่าทัพในยุคนั้น


ประท้วงสภาทหารฯ

แต่การประท้วงในอียิปต์ก็ยังคงไม่จบลงเท่านี้ หลังจากนั้นยังคงมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหารหลังยุคมูบารัคโดยเริ่มตั้งแต่ในวันที่ 1 เม.ย. 2011 ในชื่อการประท้วง "ปกป้องการปฏิวัติ" โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทหารดำเนินการเปลี่ยนผ่านโดยเร็วและปฏิบัติตามข้อเรียกร้องการปฏิวัติ โดยที่ก่อนหน้านี้สภาอียิปต์ได้ออกกฏหมายสั่งห้ามการชุมนุมและการหยุดงานประท้วง

การประท้วงรัฐบาลทหารดำเนินต่อมาในหลายๆ ชื่อ ซึ่งมักจะเป็นการประท้วงแบบนัดรวมตัวทุกๆ สัปดาห์ จนกระทั่งตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. 2011 เป็นต้นมาก็เริ่มมีการพยายามสลายการชุมนุม และผู้ประท้วงก็เริ่มแข็งข้อต่อรัฐบาลทหารมากขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มผู้ประท้วงที่ไม่พอใจรัฐบาลทหารก็มาจากหลายกลุ่มทั้งกลุ่มคริสเตียนนิกายคอปต์ กลุ่มคนหนุ่มสาว กลุ่มสตรี เรื่องหลักๆ ของการประท้วงยังอยู่ที่ความไม่พอใจที่มีการเปลี่ยนผ่านช้าเกินไป เกรงว่ารัฐบาลทหารพยายามจะอยู่ในอำนาจ และเรื่องการลิดรอนเสรีภาพ

จนกระทั่งวันที่ 23 ม.ค. 2012 มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในอียิปต์ และมีการจัดตั้งรัฐสภาทำให้สภาทหารสูงสุดของอียิปต์ถ่ายโอนอำนาจการบริหารให้กับสภ


เลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่

ช่วงเดือน พ.ค. - มิ.ย. 2012 อียิปต์เริ่มมีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ แต่ในระหว่างช่วงนั้นก็มีปัญหาเรื่องการสั่งยุบสภาฯ โดยศาลอียิปต์บอกว่ากฎหมายมาตราต่างๆ ที่ใช้ในช่วงเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2011 ไม่สามารถใช้ได้และเรียกร้องให้มีการยุบสภาทันที ด้วยเหตุนี้ทำให้สภาทหารฯ กลับมามีอำนาจบริหารอีกครั้ง ก่อนที่จะประกาศตัวสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 18 มิ.ย. 2012

มีการชุมนุมที่จัตุรัสทาห์รีย์อีกครั้งในวันที่ 19-24 มิ.ย. 2012 มีส่วนหนึ่งมาเพื่อต่อต้านการสั่งยุบสภาของสภาทหารฯ ซึ่งเกรงว่าอำนาจของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ให้อำนาจสภาทหารอย่างมากจะกลายเป็นการจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีคนใหม่ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมาเพื่อฟังผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี

ในวันที่ 24 มิ.ย. 2012 มีการประกาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ โดย โมฮาเหม็ด มอร์ซี ผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 51.73 ขณะที่ อาห์เม็ด ชาฟิค ผู้สมัครอิสระได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 48.27

โดยอาห์เม็ด ชาฟิค คือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอดีตประธานาธิบดีมูบารัคให้เป็นนายกฯ ในช่วงที่กำลังมีการลุกฮือ ก่อนจะลาออกอีกราวหนึ่งเดือนถัดมา มีบางคนมองว่าชาฟิคเป็นกลุ่มอำนาจเก่าจากสมัยมูบารัค แต่ก็ได้รับคะแนนเสียงจากกลุ่มคริสเตียนนิกายคอปต์ซึ่งต่อต้านผู้สมัครจากพรรคของกลุ่มมุสลิม

มอร์ซีกลายเป็นประธานาธิบดีคนใหม่โดยเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2012



การงัดข้อกับศาลและสภาทหาร

ช่วงเดือน ก.ค. 2012 หลังจาก มอร์ซี ดำรงตำแหน่ง เขาก็มีคำสั่งให้ ส.ส. ที่ถูกยุบสภาในช่วงที่สภาทหารฯ อยู่ในอำนาจกลับมาเปิดประชุมสภาอีกครั้ง เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับการตัดสินใจในครั้งนี้ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการงัดข้อกันระหว่างฝ่ายผู้นำจากภราดรภาพมุสลิมและศาลอียิปต์

ในวันที่ 12 ส.ค. 2012 มอร์ซี ก็สั่งปลดนายพลทันทาวี และซามี อันนัน สองผู้นำกองทัพออกจากตำแหน่ง โดยมีมวลชนส่วนหนึ่งชุมนุมสนับสนุน ซึ่งการปลดผู้นำกองทัพจากสภาทหารฯ ทำให้มอร์ซีมีอำนาจนิติบัญญัติกลับคืนมา

ขณะเดียวกันในหมู่ประชาชนก็มีบางส่วนรู้สึกวิตกกับผู้นำอย่างมอร์ซีซึ่งเชื่อว่ามีกลุ่มภราดรภาพมุสลิมหนุนหลัง คนเหล่านี้มักเป็นกลุ่มฆราวาสนิยม กลุ่มเสรีนิยม และกลุ่มศาสนาคริสต์นิกายคอปต์ พวกเขากลัวว่าอียิปต์จะกลายเป็นประเทศอิสลามและขาดความหลากหลาย นักการเมืองฝ่ายฆราวาสนิยมอย่าง โมฮัมเหม็ด เอลบาราดาย ซึ่งล่าสุดกลายเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายประท้วงต้านรัฐบาล ก็ไม่เห็นด้วยกับมอร์ซี

โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2012 ก็มีกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายซาลาฟีออกมาชุมนุมสนับสนุนให้มีการนำหลัก 'ชาริอะฮ์' (Sharia) มาใช้กับกฎหมายของอียิปต์


เริ่มชุมนุมต้านมอร์ซี

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2012 ก็มีประชาชนหลายพันหวนกลับมายังจัตุรัสทาห์รีย์ ซึ่งในคราวนี้เป็นการประท้วงต้านมอร์ซี หลังจากที่มอร์ซีออกประกาศกฤษฎีกาให้อำนาจเหนือการตรวจสอบแก่ตนเอง ในช่วงนั้นกลุ่มคณะตุลาการก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเช่นกัน

1 ธ.ค. 2012 มอร์ซี ประกาศวันทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ชุมนุมกลุ่มอิสลามออกมาแสดงการสนับสนุนที่มหาวิทยาลัยไคโร ขณะเดียวกันที่จัตุรัสทาห์รีย์ก็มีผู้ออกมาต่อต้าน

จนกระทั่ง 8 ธ.ค. 2012 มอร์ซี จึงยอมยกเลิกกฤษฎีกาพิเศษที่ให้อำนาจพิเศษแก่ตนเอง

ในวันที่ 15 และ 22 ธ.ค. 2012 จึงมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีผู้เห็นชอบร้อยละ 63.83 ผู้ไม่เห็นชอบร้อยละ 36.17

ในวันที่ 26 ม.ค. 2013 ประชาชนส่วนหนึ่งพากันมาชุมนุมครบรอบสองปีการปฏิวัติ โดยมีบางส่วนแสดงความไม่พอใจว่าแม้หลังจากการปฏิวัติขับไล่มูบารัคผ่านมาสองปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

การประท้วงยังคงมีขึ้นอยู่เนื่องๆ ในหลายวาระ รวมถึงการประท้วงต่อต้านการละเมิดทางเพศสตรีในที่ชุมนุม แต่การประท้วงส่วนใหญ่ยังเป็นการเน้นต่อต้านประธานาธิบดี มีรัฐมนตรีบางส่วนลาออกหลังเห็นเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และบางครั้งความรุนแรงก็มาจากการปะทะกันของผู้ชุมนุมต่างฝ่าย หรือคนต่างนิกาย

และแม้ว่าก่อนหน้านี้มอร์ซีจะเคยสั่งยกเลิกกฎหมาย "หมิ่นผู้นำสาธารณรัฐ" สมัยมูบารัคและสั่งปล่อยตัวนักข่าวที่ถูกจับในข้อหานี้ แต่เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2013 แบสเซม ยุสเซฟ นักล้อเลียนทางการเมืองชื่อดังของอียิปต์ก็เข้ามอบตัวจากข้อหาหมิ่นศาสนาอิสลามและประธนานาธิบดีมอร์ซี


การประท้วงใหญ่ล่าสุด-การรัฐประหาร
เรื่อยมาจนกระทั่งถึงการประท้วงใหญ่ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2013 ซึ่งการประท้วงดำเนินไปอย่างสงบจนกระทั่งมีกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลถูกสังหาร

1 ก.ค. 2013 กลุ่มผู้ชุมนุมต้านรัฐบาลส่วนหนึ่งได้เข้าไปทำลายอาคารที่ทำการของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในกรุงไคโร และในวันเดียวกัน กองทัพอียิปต์ได้ประกาศเส้นตาย 48 ชั่วโมง ว่าจะมีการแทรกแซงหากรัฐบาลยังหาทางจัดการความขัดแย้งไม่ได้ รัฐมนตรี 4 คนประกาศลาออก

2 ก.ค. 2013 รัฐมนตรีต่างประเทศประกาศลาออก ประธานาธิบดีมอร์ซีปฏิเสธไม่ยอมรับการขีดเส้นตายของกองทัพ บอกว่าจะใช้วิธีการแก้ปัญหาของตนเอง

3 ก.ค. 2013 ถึงกำหนดเส้นตาย มอร์ซีถูกสั่งกักตัวไว้โดยเชื่อว่าอยู่ที่ค่ายทหารของกองกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ รถถังเคลื่อนไปตามที่ต่างๆ และมีวางกำลังตามจุดสำคัญ จนกระทั่งผู้นำกองทัพประกาศแถลงการณ์ยกเลิกอำนาจของมอร์ซี และแต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญ อาดลี มานซูร์ ขึ้นเป็นรักษาการประธานาธิบดี

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขและประชากรเปิดเผยว่ามีผู้ชุมนุมสนับสนุนมอร์ซีเสียชีวิต ทั้งนี้ภาพจากทวิตเตอร์ ของคาริม ฟาฮิม แสดงให้เห็นกลุ่มสนับสนุนศาสนาอิสลามออกมาเผชิญหน้ากับรถถังของทหาร จนกระทั่งฝ่ายทหารยอมล่าถอยออกไป โดยเจ้าหน้าที่ทหารบอกว่าาพวกเขาแค่ต้องการมาคุ้มครองแต่กลับถูกขับไล่ โดยในช่วงที่พวกเขาล่าถอยมีผู้สนับสนุนมอร์ซีตะโกนว่า "มอร์ซีเป็นประธานาธิบดีของพวกเรา".




















































วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

'ลีกวนยู' คาดกองทัพไทยรับ 'ทักษิณ' กลับบ้าน

'ลีกวนยู' คาดกองทัพไทยรับ 'ทักษิณ' กลับบ้าน


'ลีกวนยู'คาดกองทัพไทยรับ'ทักษิณ'กลับบ้าน

อดีตผู้นำสิงค์โปร์ ลีกวนยู ชี้ทักษิณ ชินวัตร พลิกโฉมการเมืองไทย ปลุกผู้คนตระหนักถึงอำนาจผูกขาดทรัพยากรของชนชั้นนำกรุงเทพ ถมช่องว่างคนรวย-คนจน ยกฐานะคนชั้นล่างเป็นคนชั้นกลาง

ที่มา VOICE TV

ในหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งออกวางตลาดเมื่อเร็วๆนี้ ชื่อ "One Man's View of the World" อดีตนายกรัฐมนตรีเจ้าของสมญานาม "บิดาแห่งสิงค์โปร์สมัยใหม่" ลีกวนยู ได้แสดงทัศนะต่อความเป็นไปในโลกในหลายแง่มุม ในตอนหนึ่ง เขาได้กล่าวถึงอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร ในบทที่ 5 "Thailand : An Underclass Stirs" หน้า 185-191

@  บางส่วนในหนังสือ 'One Man View's of the World' ของลีกวนยู

ในบทความซึ่งเรียบเรียงจากคำให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ The Strait Times ดังกล่าว ลีเริ่มต้นด้วยการชี้ว่า การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณได้พลิกโฉมการเมืองไทยไปอย่างถาวร ก่อนยุคทักษิณนั้น การประชันขันแข่งทางการเมืองจำกัดอยู่ในหมู่ชนชั้นนำกรุงเทพ และปกครองเพื่อผลประโยชน์ของทุนชาติ แต่ทักษิณได้เข้าไปเปลี่ยนสถานะเดิม ด้วยการผันทรัพยากรที่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางกรุงเทพเคยตักตวงให้ไปสู่คนยากจน ทำให้ชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

@  ชาวสิงค์โปร์เข้าคิวซื้อหนังสือของลีกวนยู เมื่อ 6 สิงหาคม ที่ Istana Presidential Palace

ลีบอกในหนังสือซึ่งจัดพิมพ์โดย Singapore Press Holdings เล่มนี้ว่า ก่อนหน้ายุคทักษิณ นโยบายเน้นความเติบโตของกรุงเทพของรัฐบาลต่างๆก่อนหน้าเขา ได้ทำให้เกิดช่องว่าง ทักษิณได้ทำให้ประชาชนตื่นรู้ถึงช่องว่างนี้ และความไม่เป็นธรรมของนโยบายดังกล่าว แล้วเสนอนโยบายที่จะถมช่องว่างนี้เสีย นโยบายของทักษิณได้มุ่งให้ประโยชน์แก่คนยากจนในชนบทอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิ กองทุนหมู่บ้าน, ทุนเรียนต่างประเทศสำหรับนักเรียนจากชนบท, บ้านเอื้ออาทร, และ 30 บาทรักษาทุกโรค

ฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณมองว่า เขาได้สร้างความฉิบหายแก่ประเทศ ซึ่งไม่อาจยอมได้ คนเหล่านั้นบอกว่า เขาเป็นนักประชานิยม นโยบายของเขาจะทำให้ประเทศล้มละลาย แต่เมื่อคนพวกนั้นขึ้นครองอำนาจจากเดือนธันวาคม 2551 ถึงเดือนสิงหาคม 2554 พวกเขาก็ยังคงดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไป คนพวกนี้กล่าวหาทักษิณว่า คอรัปชั่น ทำเพื่อธุรกิจของครอบครัว ไม่ชอบบริษัทของเขา โจมตีว่าเขาแทรกแซงสื่อ และไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติดและการแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งมองข้ามสิทธิมนุษยชน แม้กระนั้น บรรดาชาวนาซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลยังคงเลือกเขาในปี 2548 แต่ท้ายที่สุด ชนชั้นนำกรุงเทพไม่อาจทนรับชายผู้นี้ได้ ทักษิณได้ถูกยึดอำนาจในการรัฐประหารในปี 2549

นับแต่นั้น เมืองหลวงของประเทศไทยได้เผชิญความโกลาหล มีการประท้วงของมวลชนเสื้อเหลืองซึ่งต่อต้านทักษิณในนามของการปกป้องสถาบันกษัตริย์ และการประท้วงของคนเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนทักษิณ แต่ทว่าการเลือกตั้งครั้งหลังสุดเมื่อปี 2554 ได้ส่งน้องสาวของเขา ยิ่งลักษณ์ ขึ้นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ออกเสียงเลือกตั้งได้เลือกวิถีทางใหม่ที่ทักษิณได้เลือกให้แก่ประเทศไทย ชาวนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ลิ้มรสชาติของการเข้าถึงทุน จะไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป จนถึงขณะนี้ ทักษิณและพันธมิตรของเขาได้ชนะเลือกตั้งมาแล้ว 5 ครั้งซ้อน ความพยายามของฝ่ายต่อต้านทักษิณนับว่าไร้ผล

แม้สังคมไทยได้เกิดความปั่นป่วน แต่มีแนวโน้มสดใสในระยะยาว คนเสื้อแดงจะยังคงมีมากกว่าคนเสื้อเหลืองไปอีกยาวนาน เพราะฝ่ายหลังพึ่งพาแรงสนับสนุนที่หดแคบลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่มีทัศนะบูชาราชตระกูลน้อยลง

ลียังได้กล่าวถึงกองทัพไทยด้วยว่า มีบทบาทนำในการเมืองไทยมาช้านาน มุ่งปกป้องสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่มาแห่งความเข้มแข็งของกองทัพ อย่างไรก็ดี กองทัพไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว กองทัพไม่อาจต้านทานเจตจำนงของผู้เลือกตั้งได้อย่างยืดเยื้อยาวนาน ยิ่งเวลาผ่านไป     กองทัพจะมีนายทหารรุ่นใหม่ๆขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ นายทหารรุ่นหนุ่มมีความคลั่งไคล้ในสถาบันกษัตริย์น้อยลง

อดีตผู้นำสิงค์โปร์กล่าวต่อไปว่า พวกผู้นำเหล่าทัพจะยังคงยืนกรานรักษาอภิสิทธิ์ต่างๆ และจะไม่ยอมถูกลดสถานะเป็นเพียงกองทัพธรรมดา อย่างไรก็ดี พวกเขาจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรของทักษิณ และเป็นไปได้ว่า ในท้ายที่สุด กองทัพจะยอมรับการกลับสู่ประเทศไทยของทักษิณ หากเขาให้คำมั่นสัญญาที่จะไม่แก้แค้น

ลีกล่าวในที่สุดว่า ประเทศไทยไม่มีวันหวนกลับสู่การเมืองแบบเก่าแล้ว ซึ่งเป็นการเมืองที่ชนชั้นนำกรุงเทพผูกขาดอำนาจ ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปตามแนวทางที่ทักษิณได้ขับเคลื่อนไว้ ช่องว่างในมาตรฐานการครองชีพของผู้คนทั้งประเทศจะหดแคบลง ชาวนาจำนวนมากจะได้รับการยกระดับเป็นชนชั้นกลาง และจะช่วยหนุนส่งการบริโภคภายในประเทศ ประเทศไทยจะมีอนาคตสดใส.


Images : AFP ; Reuters
ขอขอบคุณผู้แนะนำแหล่งที่มา : Andrew MacGregor Marshall

*********
เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาติ เพราะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ แต่เพราะเป็นชาติของเรา

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การประชุมสภา นิรโทษกรรม 7 สิงหาคม 2556


การประชุมสภา นิรโทษกรรม 7 สิงหาคม 2556


ชมภาพแผนเด็ดตำรวจเก็บปูเค็ม 7 สิงหาคม 2556



ชมแผนเด็ด เก็บไอ้ปูเค็ม......


หลังจากกลุ่มสส.พันธ์แมงสาปเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง ผ่านด่านตำรวจเพื่อเข้าไปเห่าในสภาแล้ว
มวลชนกองเชียร์ของพันธ์แมงสาปต่างทยอยเดินทางกลับไปแล้วเป็นจำนวนมาก คงเหลือตัวจริงน่าจะไม่เกิน 200 
มันก็ไม่รู้จะทำอะไร ต่างก่นด่า สส.พันธ์ุแมงสาป 
 คราวนี้มาถึงไอ้ปูเค็ม แอคชั่นเดี่ยว พอแสดงท่า ดันกับตำรวจนิดหน่อย พวกตากล้องก็กรูกันมาถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก
กว่าม๊อบจริงๆซะอีก คราวนี้ไอ้ปูเค็มมันยิ่ง ออกแอคชั่นหนักขึ้น คือนำกำลังคนไม่เกิน10 คนดันกับตำรวจจริงๆ
พอประลองกำลัง กันแล้ว ปรากฏว่าตำรวจแข็งแกร่งกว่า เหมือนดันกำแพงทุกครั้ง เด้งกระเด็นออกมา
ทำอยู่น่าจะประมาณ 6-7 ครั้ง ก็เป็นอย่างเคย พอครั้งนี้  สังเกตุเห็นตำรวจ จัดแถวผิดปกติ ความหนาของแถว
ไม่เท่ากัน ตำแหน่งที่คอยรองรับการดันของไอ้ปูเค็ม ทำไมบางจัง 

ไอ้ปูเค็มแสดงลีลา บทบาท เดินไปมา แล้วก็โผเข้าดัน ในตำแหน่งที่ตำรวจวางแผนไว้ ตำรวจแม่นจริงๆ



มันหลวมตัวก้นหน้าก้มตาดัน โดยไม่รู้ว่า ตำรวจผ่อนกำลังรับ ปล่อยให้มันเดินดันเข้ามา 
จนถึงเส้นแนวแถวหล้ง ที่จะวางทายลูกได้ (สังเกตุการถลำตัวเลยแถวแรกมาเยอะ)


ข้างหลังก็ไม่รู้เรื่องช่วยกันดันตัวไอ้ปูเค็มเข้ามา (สังเกตุหน้าตำรวจในแถวซิ ยิ้ม รับเลย)

หลุดถึงแถวหลัง วางทายลูกได้แล้ว ม๊อบเฮนึกว่าด่านแตกแล้ว ที่ไหนได้


ผู้ติดตาม ถูกปิดกั้นทันที ไม่มีรอดตามไอ้ปูเค็มได้สักคน อีฟันจอบวิ่งเข้ามาจะแสดงความยินดีด้วย


สังเกตุไม่มีใครติดตามไอ้ปูเค็มได้เลย ตำรวจคว้าล๊อคข้อมือไว้ 


มันคงรู้ตัวแล้วโดนแล้ว


พวกติดตามพยายามส่งเสียง มันก็ไม่ได้ยิน ก็ยังพยายามดันฝ่าด่านให้ได้ แต่ก็ไร้ผล


ตำรวจเสริมกำลังแถวทันที


จบบทบาทการแสดงปา[xxx]่ของไอ้ปูเค็ม กลายเป็นปูดองแต่เพียงเท่านี้ 
คงอีกหลายเดือนกว่าจะได้ออกจากคุก

วันนี้ไอ้นี่ แย่งซีนทุกช๊อตของพรรคแมงสาปได้หมด