วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การประชุมสภา นิรโทษกรรม 7 สิงหาคม 2556


ชมภาพแผนเด็ดตำรวจเก็บปูเค็ม 7 สิงหาคม 2556



ชมแผนเด็ด เก็บไอ้ปูเค็ม......


หลังจากกลุ่มสส.พันธ์แมงสาปเข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง ผ่านด่านตำรวจเพื่อเข้าไปเห่าในสภาแล้ว
มวลชนกองเชียร์ของพันธ์แมงสาปต่างทยอยเดินทางกลับไปแล้วเป็นจำนวนมาก คงเหลือตัวจริงน่าจะไม่เกิน 200 
มันก็ไม่รู้จะทำอะไร ต่างก่นด่า สส.พันธ์ุแมงสาป 
 คราวนี้มาถึงไอ้ปูเค็ม แอคชั่นเดี่ยว พอแสดงท่า ดันกับตำรวจนิดหน่อย พวกตากล้องก็กรูกันมาถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก
กว่าม๊อบจริงๆซะอีก คราวนี้ไอ้ปูเค็มมันยิ่ง ออกแอคชั่นหนักขึ้น คือนำกำลังคนไม่เกิน10 คนดันกับตำรวจจริงๆ
พอประลองกำลัง กันแล้ว ปรากฏว่าตำรวจแข็งแกร่งกว่า เหมือนดันกำแพงทุกครั้ง เด้งกระเด็นออกมา
ทำอยู่น่าจะประมาณ 6-7 ครั้ง ก็เป็นอย่างเคย พอครั้งนี้  สังเกตุเห็นตำรวจ จัดแถวผิดปกติ ความหนาของแถว
ไม่เท่ากัน ตำแหน่งที่คอยรองรับการดันของไอ้ปูเค็ม ทำไมบางจัง 

ไอ้ปูเค็มแสดงลีลา บทบาท เดินไปมา แล้วก็โผเข้าดัน ในตำแหน่งที่ตำรวจวางแผนไว้ ตำรวจแม่นจริงๆ



มันหลวมตัวก้นหน้าก้มตาดัน โดยไม่รู้ว่า ตำรวจผ่อนกำลังรับ ปล่อยให้มันเดินดันเข้ามา 
จนถึงเส้นแนวแถวหล้ง ที่จะวางทายลูกได้ (สังเกตุการถลำตัวเลยแถวแรกมาเยอะ)


ข้างหลังก็ไม่รู้เรื่องช่วยกันดันตัวไอ้ปูเค็มเข้ามา (สังเกตุหน้าตำรวจในแถวซิ ยิ้ม รับเลย)

หลุดถึงแถวหลัง วางทายลูกได้แล้ว ม๊อบเฮนึกว่าด่านแตกแล้ว ที่ไหนได้


ผู้ติดตาม ถูกปิดกั้นทันที ไม่มีรอดตามไอ้ปูเค็มได้สักคน อีฟันจอบวิ่งเข้ามาจะแสดงความยินดีด้วย


สังเกตุไม่มีใครติดตามไอ้ปูเค็มได้เลย ตำรวจคว้าล๊อคข้อมือไว้ 


มันคงรู้ตัวแล้วโดนแล้ว


พวกติดตามพยายามส่งเสียง มันก็ไม่ได้ยิน ก็ยังพยายามดันฝ่าด่านให้ได้ แต่ก็ไร้ผล


ตำรวจเสริมกำลังแถวทันที


จบบทบาทการแสดงปา[xxx]่ของไอ้ปูเค็ม กลายเป็นปูดองแต่เพียงเท่านี้ 
คงอีกหลายเดือนกว่าจะได้ออกจากคุก

วันนี้ไอ้นี่ แย่งซีนทุกช๊อตของพรรคแมงสาปได้หมด


วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แถลงการณ์ ฉบับ 3

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. เวลา 18.00 น. ที่สวนลุมพินี นายไทกร พลสุวรรณ เสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 3 กรณีที่รัฐสภาไม่ยอมให้มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวันที่ 7 ส.ค. เพราะถือเป็นการกระทำที่ปิดหู ปิดตาประชาชน ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ขัดเสรีภาพประชาชน และถือเป็นสภาระบอบทักษิณ ดังนั้น จึงเป็นความชอบธรรมที่ประชาชนทั้งประเทศจะออกมารวมตัวกันโค่นระบอบทักษิณ และเผด็จการรัฐสภา ทั้งนี้ ขอนัดหมายประชาชนทุกคนให้ร่วมกับกองทัพประชาชนฯ โดยเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อปฏิบัติการโค่นทักษิณ เวลา 09.00 น. ในวันที่ 7 ส.ค. โดยรวมตัวกันที่สวนลุมพินี ส่วนแผนดำเนินการจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ด้าน นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อมอบเสื้อกันฝนจำนวน 5 พันตัวให้แก่ผู้ชุมนุม พร้อมกับกล่าวว่า การเดินทางมาในวันนี้เพื่อเป็นการแสดงไมตรีต่อประชาชน แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีอีกเวทีหนึ่งแต่แนวทางของเราก็เป็นไปในทิศทางเดียว กัน โดยพรุ่งนี้ กลุ่ม กองทัพประชาชนฯ นัดยกระดับการชุมนุม ในเวลา 9.00 น. ทางเวทีผ่าความจริง ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเคลื่อนไปยังรัฐสภาฯ ในเวลา 9.00 น. ด้วยเช่นกัน แม้จะมีอุปสรรค์อยู่บ้าง แต่เราจะฟันฝ่าอุปสรรค์ไปยังเป้าหมายของเรา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวลา 18.15 น. ทางกลุ่มผู้ชุมนุม ได้นำเครื่องยนต์ ที่ดัดแปลงใส่ใบพัด มีลักษณ์คล้าย เครื่องร่อนพารามอร์เตอร์ เพื่อทำเป็นเครื่องเป่าแก๊ซน้ำตา จำนวน 5 เครื่อง เตรียมความพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้.

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

นักโทษประหารคดียาบ้า




นักโทษประหารคดียาบ้า


เวลา 15.40 น. ข้าพเจ้าได้รับทราบชื่อนักโทษที่จะถูกประหารในวันนี้คือ น.ช.สมคิด นามแก้ว โดยข้าพเจ้าเข้าไปเบิกตัวที่หมวดควบคุมนักโทษประหารแดน 1 เมื่อเวลา 16.10 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังได้ไขกุญแจเปิดตึก เสียงพูดคุยที่ดังอยู่ภายในได้เงียบลงทันที ข้าพเจ้าเดินเข้าไปภายใน นักโทษประหารที่อยู่ตามห้องต่างๆ พากันหลบสายตาของข้าพเจ้า แต่ก็ยังมีคนถามข้าพเจ้าขึ้นมาจนได้ “กี่คนครับหัวหน้า คดีอะไร” ข้าพเจ้าตอบกลับไป “คนเดียว คดียาบ้า” นักโทษประหารซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักโทษคดียาบ้า ต่างพากันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที และมีเสียงพูดขึ้นมาดังๆว่า “เฮ้ยพวกเรา คดียาบ้าเขาเอาจริงแล้วโว้ย วันนี้ไม่รู้ใครจะประเดิมเป็นรายแรก กูหนอกู ไม่น่าคิดผิดไปขนยาบ้ามาเลย สงสัยคราวหน้าคงไม่พ้นตัวกูแน่เว้ย มาคิดได้ก็สายซะแล้ว ไม่คุ้มเลยจริงๆ เงินก็ไม่ได้ใช้ ยังจะต้องมาตายในคุกอีก”
นักโทษประหารเด็ดขาดที่ต้องโทษคดียาบ้า ต่างหน้าซีดเหงื่อตกไปตามๆกัน รอฟังว่าใครจะเป็นผู้ที่ถูกเรียกชื่อ เมื่อข้าพเจ้าเดินไปหยุดยืนที่หน้าห้องคุมขังน.ช.สมคิด นักโทษประหารที่อยู่ภายในโดยเฉพาะคดียาบ้า ต่างสั่นไปตามๆกัน เมื่อหัวหน้าฝ่ายควบคุมกลางเรียกชื่อขึ้น “สมคิด นามแก้ว ขอให้ออกมาหน้าห้องด้วย” ข้าพเจ้าเห็นน.ช.สมคิดซึ่งนั่งอยู่ริมห้อง สดุ้งเฮือกแทบจะหงายหลังลงไปกับพื้น แล้วค่อยๆลุกขึ้นเดินออกมาที่ประตูห้อง เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำตึกขังไขกุญแจเปิดประตูห้อง ข้าพเจ้าคว้าตัวน.ช.สมคิดให้ออกมาจากห้องในทันที ใส่กุญแจมือและตรวจค้นตัว น.ช.สมคิดเกิดอาการเข่าอ่อนยวบขึ้นมาทันที ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนายต้องเข้าประคองพาเดินออกมาจากตึกขัง

ระหว่างทางขณะที่ข้าพเจ้านำน.ช.สมคิดไปที่หมวดผู้ช่วยเหลือฯ น.ช.สมคิดได้ถามข้าพเจ้าว่า “หัวหน้าครับ ผมเป็นคนแรกที่ถูกประหารเนื่องจากยาบ้าใช่ไหมครับ” ข้าพเจ้าตอบไปว่า “ใช่ เวลานี้รัฐบาลเอาจริงในการปราบยาเสพติดแล้ว เดียวออกไปพ้นจากแดน 1 สมคิดคอยดูนะ จะเห็นพวกนักข่าวมากันเต็มไปหมดแต่สมคิดไม่ต้องไปสนใจอะไร ใครอยากจะถ่ายรูปก็ปล่อยเขาไป คิดเสียว่าอย่างน้อยสมคิดยังได้ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมเป็นครั้งสุดท้าย พวกพ่อค้ายาเสพติดเห็นแล้วจะได้รู้จักกลัวกันบ้าง คงไม่มีใครอยากถูกยิงเป้าหรอก”

เมื่อนำตัวออกมาถึงหมวดผู้ช่วยเหลือฯ ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรยังมาไม่ถึง น.ช.สมคิดได้พูดขึ้นมาอีก “หัวหน้าครับ ถ้าจะปราบยาเสพติดให้หมดไปจริงๆ ต้องเอาพวกนักการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มายิงทิ้งให้หมด ความจริงก็รู้ๆกันอยู่ว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้องหรือคอยบงการอยู่เบื้องหลัง แต่ผมไม่เคยเห็นใครทำอะไรคนพวกนี้ได้เลย มีแต่ยิ่งร่ำรวย และยิ่งใหญ่ในสภาขึ้นทุกวัน ถ้าไม่มีคนพวกนี้คอยสนับสนุน ยาบ้าคงไม่ระบาดหนักขนาดนี้หรอกครับ อย่างของผมนี่ก็เหมือนกัน เจ้าของยาบ้าตัวจริงเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น ผมเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเท่านั้น”

ข้าพเจ้าถามน.ช.สมคิดไปว่า “ในเมื่อรู้ตัวว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และใครเป็นเจ้าของยาบ้า ทำไมสมคิดไม่ให้การกับตำรวจไป ถ้าจับคนพวกนี้ได้ สมคิดคงได้รับการลดหย่อนโทษเป็นผลตอบแทน”

น.ช.สมคิดอธิบายให้ข้าพเจ้าฟัง “หัวหน้าครับ ถึงผมจะให้การซัดทอดไป แต่จะทำอะไรคนพวกนี้ได้ หลักฐานต่างๆที่จะสาวถึงตัวก็ไม่มี เงินทองทั้งหลายที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็ผ่านระบบฟอกเงินจนกลายเป็นเงินสะอาด หัวหน้าเห็นไหมครับ บางคนสมัยก่อนยังต้องนั่งรถเมล์และเช่าบ้านเขาอยู่ แต่เดี๋ยวนี้เป็นยังไงบ้างครับดูเอาเถอะ มีรถราคาหลายล้านจอดเต็มบ้าน บ้านที่ปลูกก็ใหญ่ยังกับวัง เงินในธนาคารมีเป็นร้อยล้าน ทำไมถึงไม่ตรวจสอบถึงที่มาของความร่ำรวยเหล่านั้นกันบ้าง แต่อย่างว่าแหละครับ คนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบก็เป็นคนของพวกนี้กันทั้งนั้น แล้วจะไปตรวจสอบเจออะไร คนที่มารับโทษก็ไม่พ้นที่จะต้องมาเป็นคนระดับพวกผม ที่มีหน้าที่ขนส่งเท่านั้น แล้วมันคุ้มกันไหมครับกับเงินห้าหมื่นบาท แลกกับชีวิตของผมทั้งชีวิต ส่วนเจ้าของยาเสพติดก็ยังลอยนวล แล้วก็หาคนรับจ้างขนรายต่อไป เพื่อถอนทุนของที่ถูกจับงวดก่อน โอกาสที่ยาบ้าจะหมดไปจากประเทศไทยจึงยากมาก”


เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองทะเบียนประวัติอาชญากรมาถึง ได้เข้ามาทำการพิมพ์ลายนิ้วมือน.ช.สมคิดทันที น.ช.สมคิดได้พูดลอยๆขึ้นมาว่า “ผมไม่คิดว่าคดียาบ้าจะโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ถ้ารู้ว่าจะต้องมารับโทษถึงขั้นนี้ ผมจะหลีกหนีให้ไกลยาบ้าอย่างที่สุด ถึงผมจะเป็นนักโทษคดียาบ้ารายแรกที่ถูกประหาร แต่คงไม่ใช่รายสุดท้ายแน่ ตราบใดที่ยังมีการค้าการเสพกันอยู่ ถ้าใครได้มาอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับผมในเวลานี้ ผมเชื่อแน่ว่าต่อให้เอาเงินค่าจ้างขนของมากองให้เป็นล้านบาทตรงหน้า คงไม่มีใครยอมเกี่ยวข้องด้วยแน่ ผมมารู้ตัวและได้คิดก็ต่อเมื่อสายเกินไปเสียแล้ว ถ้ามีโอกาสผมอยากฝากบอกถึงคนไทยทั้งประเทศ อย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าหากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ผลที่ได้รับมามันไม่คุ้มกับชีวิตอันมีค่า ซึ่งกว่าที่จะเติบโตมาได้ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน แต่เวลาจะตาย กลับใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียว และยังทำให้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียหายไปด้วย พ่อแม่พี่น้องลูกเมียจะมองหน้าใครได้ ในเมื่อคนในบ้านเป็นนักโทษที่ถูกประหารเพราะยาเสพติด”

ข้าพเจ้าได้ตบไหล่เป็นการปลอบใจและให้กำลังใจ หลังจากที่น.ช.สมคิดได้ระบายความในใจออกมาหมดแล้ว น.ช.สมคิดได้ร้องขอกาแฟดำแก่ๆหนึ่งแก้ว และขอบุหรี่สูบหนึ่งมวน ซึ่งก็ได้จัดให้ตามคำขอทันที หลังจากดื่มกาแฟหมดถ้วยและเจ้าหน้าที่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้ทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้น.ช.สมคิดฟัง และเซ็นทราบในคำสั่งนั้น เสร็จแล้วได้ให้ทำพินัยกรรมและเขียนจดหมายถึงญาติพี่น้องได้ตามสะดวก ซึ่งเนื้อความในจดหมายมีว่า “ขอให้ทางบ้านอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ถึงแม้จะยากจนแค่ไหนก็ตาม ถ้าหากยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อใด อาจจะต้องมาเป็นแบบตน ซึ่งต้องมาตายด้วยการถูกประหารชีวิต การทำมาหากินอย่างสุจริตอาจจะไม่รวยทันใจ แต่ชีวิตยังสามารถอยู่ได้อีกนานไม่สั้นเหมือนตนในขณะนี้”

ข้าพเจ้าได้ยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สมคิด แต่น.ช.สมคิดไม่แตะต้องอาหารแต่อย่างใด กลับร้องขอกาแฟเพิ่มอีกหนึ่งแก้ว เสร็จแล้วจึงนำไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มา ภายในห้องเยี่ยมสำหรับทนาย ซึ่งน.ช.สมคิดตั้งใจฟังอย่างสงบ พร้อมกับได้ถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ แล้วจึงนำตัวไปห้องประหาร

ระหว่างทางข้าพเจ้าถามน.ช.สมคิดว่า “ต้องการรถเข็นหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าสมคิดจะขาอ่อนเดินไม่ไหวนะ” น.ช.สมคิดตอบมาว่า “ไม่ต้องครับหัวหน้า ผมจะพยายามเดินไปให้ถึง อย่าให้ผมนั่งรถเข็นเลย เวลานักข่าวเอารูปผมไปลง จะได้ไม่ต้องอายใคร เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมเป็นคนอ่อนแอ” ขณะเดียวกันนักข่าวได้ถ่ายรูปน.ช.สมคิดในระหว่างเดินไปสู่หลักประหารกันให้วูบวาบไปหมด น.ช.สมคิดได้พูดขึ้น “น่าจะให้ผมได้คุยกับนักข่าวด้วยนะ ผมจะแฉให้หมดเลยว่าใครเป็นตัวการใหญ่ในขบวนการยาเสพติด แล้วใครได้รับผลประโยชน์บ้าง” ข้าพเจ้าตอบกลับไป “ไม่ได้หรอกสมคิดถ้าจะคุยกับนักข่าว ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อน แต่ผมเห็นด้วยนะ ยังไงสมคิดก็จะตายอยู่แล้ว แฉขบวนการค้ายาเสพติดออกมาให้หมดก็ดีเหมือนกัน”

เมื่อถึงศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ ข้าพเจ้าได้ให้น.ช.สมคิดได้แวะกราบลาที่หน้าศาล เสร็จแล้วนำไปที่ห้องประหารต่อ เมื่อใกล้ถึงศาลาเย็นใจ น.ช.สมคิดได้เกิดอาการเข่าอ่อนขึ้นมาอีกครั้ง ข้าพเจ้าและพี่เลี้ยงอีกนาย ต้องช่วยกันประคองตัวจนถึงศาลาเย็นใจ น.ช.สมคิดได้พูดขึ้น “ทำไมความตายมันถึงน่ากลัวอย่างนี้ จะเจ็บปวดแค่ไหนก็ไม่รู้ ผมกลัวจังเลยครับหัวหน้า ขอผมปัสสาวะอีกสักครั้งก่อนได้ไหมครับ ผมจะกลั้นไม่อยู่แล้ว” ข้าพเจ้าจึงนำตัวไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างห้องประหาร เสร็จแล้วนำตัวกลับมาที่ศาลาเย็นใจ ส่งดอกไม้ธูปเทียนให้ พร้อมกับนำผ้าดิบมาผูกตา แล้วช่วยกันประคองตัวเข้าไปภายในห้องประหาร

ภายในห้องประหาร ข้าพเจ้าได้นำตัวน.ช.สมคิดไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง ทำการผูกมัดตัวกับหลัก ตั้งเป้าตาวัว ใช้ทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร แล้วจึงทำการขอขมาต่อน.ช.สมคิดอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นเหงื่อของน.ช.สมคิด ได้หลั่งออกมาจนชุ่มโชกเพราะความกลัว

พลเล็งปืนเข้าทำหน้าที่บรรจุกระสุนและตั้งศูนย์ปืน เพชฌฆาตมือหนึ่งเข้าตรวจสอบศูนย์ปืนอีกครั้ง เมื่อพร้อมแล้วหัวหน้าชุดประหารได้โบกธงแดงลงทันที “ปัง ปัง ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ” รวมทั้งสิ้น 11นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 17.55 น.


เมื่อครบ 3 นาทีข้าพเจ้าเข้าไปตรวจดูร่างน.ช.สมคิด ปรากฏว่าได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำร่างน.ช.สมคิดลงจากหลักประหาร จับพลิกตัวให้นอนคว่ำหน้าไว้ เพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือ

นี่แหละครับ ผลของการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อผู้อ่านได้อ่านเรื่องนี้แล้ว จะเกิดความเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์ของการค้ายาเสพติด และหลีกหนีให้ห่างไกลพร้อมกับช่วยกันเตือนสติของผู้หลงผิด ให้คิดกลับตัวกลับใจ เลิกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป

ขออโหสิกรรมต่อดวงวิญญาณนายสมคิด นามแก้ว จงอยู่ในสุคติภพที่ดีด้วยเทอญ

ขอชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นและจับกุม ที่ไม่เห็นแก่สินบนของผู้กระทำผิดที่ได้เสนอให้ และกระทำตามหน้าที่สมศักดิ์ศรีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

เครดิต yuthbk.blogspot.com
คัดจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=396810253764934&set=a.143003389145623.29000.100003078873828&type=1  
วันที่ 6 สิงหาคม 2556

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“บิ๊กแจ๊ด” จัดให้!!ควักส่วนตัว 2 แสน ซื้อเครื่องบินคุมม็อบ

“บิ๊กแจ๊ด” จัดให้!!ควักส่วนตัว 2 แสน ซื้อเครื่องบินคุมม็อบ

 






















"คำรณวิทย์"ควักเวินส่วนตัวกว่า2แสนซื้อเครื่องบินบังคับติดกล้องใช้ดูแลม็อบ เตรียมเสนอซื้อให้ทุกกองบังคับการในสังกัดนครบาล

เครื่องบินบังคับขนาดสี่ใบพัด น้ำหนักราว 2 ก.ก. ติดกล้องซีซีทีวีเชื่อมต่อภาพถ่ายวีดีโอมายังจุดรับ ถูกนำมาใช้ในภารกิจของตำรวจนครบาล เพื่อเตรียมใช้ดูแลและควบคุมบันทึกภาพผู้ชุมนุมกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม หรืออพส.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.นี้ โดยเฉพาะ

เครื่องบินบังคับมูลค่าเครื่องละแสนกว่าบาท จำนวน 2 เครื่อง ถูกนำมาใช้งานด้วยการควักเงินส่วนตัวของ “บิ๊กแจ๊ด”พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หมายมั่นปั้นมือจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในการทำงานของตำรวจที่จะต้องดูกลุ่มมวลชน

ประสิทธิภาพของเครื่องดังกล่าว จะมีการบังคับควบคุมด้วยระบบจีพีเอสจากดาวเทียม และผู้ปฏิบัติการใช้งานคือ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผบช.น. จะควบคุมที่เครื่องบังคับอีกครั้ง โดยเริ่มต้นเครื่องบินตัวนี้จะสามารถใช้งานได้หนึ่งครั้งราว 30 นาที และต้องนำลงมาเปลี่ยนแบตเตอรี่เพื่อนำขึ้นบินใหม่อีกครั้ง จุดเด่นของเครื่องบินนี้คือ “เงียบ บินสูง ถ่ายภาพสด กลับบ้านได้เอง”

เงียบ เครื่องบินนี้จะไร้เสียง ทำให้ผู้ชุมนุมไม่รู้ว่ามีเครื่องบินบังคับบินอยู่เหนือหัว บินสูง ระยะบินได้สูงถึง 100-200 เมตร หยุดนิ่งได้ เคลื่อนที่ได้ทุกมุมองศา ถ่ายภาพสด ติดตั้งกล้องซีซีทีวี ถ่ายภาพสดมายังศูนย์ปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจนครบาล และที่เครื่องรับที่ผู้บังคับทันที พร้อมบันทึกไว้อีกด้วย กลับบ้านได้เอง ถูกบังคับด้วยระบบจีพีเอส หากกดปุ่ม Home ที่เครื่องบังคับ เครื่องบินตัวนี้จะบินร่อนกลับมายังจุดบังคับเอง ไม่ต้องห่วงว่าจะลงผิดจุด

คุณสมบัติข้างต้นเพียงพอที่พล.ต.ท.คำรณวิทย์ จะตัดสินใจควักเงินสดส่วนตัวซื้อมาใช้งาน


พล.ต.ท.คำรณวิทย์ เล่าว่า เครื่องบินบังคับถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ตำรวจนครบาลนำมาใช้ควบคุมม็อบเป็นครั้งแรก และจะบันทึกภาพทุกอย่างทุกการกระทำของผู้ชุมนุม หากทำผิดกฎหมายก็ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้ แต่ตอนนี้เครื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เพราะต้องให้ปรับกล้องให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีแล้ว ที่สำคัญยังถ่ายภาพกลางคืนได้อีกด้วย

“ใครทำอะไรในม็อบเราจะรู้หมด วางแผนได้ถูก รวมถึงบุคคลที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีก็จะทราบทันที” บิ๊กแจ๊ด ย้ำ

กระนั้น พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็ยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้ ตำรวจจะไม่มีการทำร้ายประชาชนที่มาชุมนุมอย่างเด็ดขาด ก็ขอให้ประชาชนอย่าทำร้ายตำรวจด้วย แต่ตำรวจจะดูแลความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องมือที่สาม จะไม่ยอมให้เข้ามาก่อกวนวุ่นวายหรือทำร้ายผู้ชุมนุมเด็ดขาด และด้วยเทคโนโลยีใหม่ตัวนี้ เราจะทำงานได้ดียิ่งขึ้น

“เบื้องต้นเอามาใช้ก่อน 2 เครื่อง และภายในเดือนส.ค.นี้ จะจัดซื้อให้ทุกกองบังคับการในสังกัดของบช.น.มีเครื่องบินนี้ไว้ใช้ เพราะถือว่ามีประโยชน์ ทั้งด้านการจับกุม วางแผนปฏิบัติงาน เช่น เมื่อเข้าไปจับผู้ค้ายาเสพติด จะใช้เครื่องบินบังคับบินดูก่อน เพื่อวางแผน หรือการปิดล้อมเป้าหมายเพื่อตรวจค้นหรือจับกุม”พล.ต.ท.คำรณวิทย์ บอกถึงแผนในอนาคต

ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะนำมาใช้ในการดูแลม็อบที่มาชุมนุม ดูแลความปลอดภัย ต่อจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีกล้องซีซีทีวีติดตัวตำรวจเพื่อบันทึกภาพผู้ชุมนุมมาแล้วในครั้งที่กลุ่มอพส.ชุมนุมภายใต้การนำของพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ และครั้งนี้ก็ต่อยอดนำเครื่องบินบังคับมาใช้บันทึกภาพมุมสูงด้วย

บิ๊กแจ๊ดทิ้งท้ายสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มถึงเครื่องบินบังคับตัวใหม่ที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาว่า “มันแน่จริงๆ”

http://yakratchaprasong.blogspot.com/2013/08/blog-post_3471.html#.UfyjINKExiI

คำแถลง ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ข้อเสนอทางออกประเทศไทย

[IMG]


เมื่อเวลา 17.50 น. น.ส.ยิ่งลักณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ โพสต์คำแถลง ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ข้อเสนอทางออกประเทศไทย ผ่าน เฟสบุ๊ค Yingluck Shinawatra ซึ่งอยู่ ระหว่างการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศ ดังนี้

คำแถลง ของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เรื่อง ข้อเสนอทางออกประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่าน

วันนี้ ดิฉันขอรบกวนเวลาของพี่น้องประชาชน เพื่อจะได้มีโอกาสอธิบายถึงความคิดและแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินการ อันเป็นไปตามแนวนโยบายที่ได้แถลงไว้กับพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ที่ดิฉันได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ได้เข้ามาทำงานเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ดิฉันตระหนักเสมอว่า ที่พี่น้องประชาชนได้ให้ความไว้วางใจกับดิฉันและพรรคเพื่อไทยนั้นคือการที่พี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ต้องการเห็นความสงบ สันติ และความปรองดองเกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อที่ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ดิฉันและรัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดการปรองดองขึ้นในชาติด้วยความพยายามอย่างจริงใจที่จะเดินหน้า อดทน ไม่ตอบโต้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง สร้างสรรค์และความไว้วางใจ รวมทั้ง การเปิดพื้นที่ให้กับทุกกลุ่มที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง และรัฐบาลพร้อมที่จะประนีประนอมกับทุกฝ่าย และพยายามผลักดันให้มีการใช้เวทีรัฐสภามากกว่า ท้องถนนในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แต่ในขณะเดียวกันดิฉันก็เข้าใจเช่นกัน ว่าความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เราจะคาดหวังให้เกิดความปรองดองที่แท้จริงนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ซึ่งทุกคนก็เห็นแล้วว่าในบางช่วงเวลา มีความขัดแย้งปะทุขึ้นจนเป็นเหตุแห่งความรุนแรง ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อสาธารณชน สังคมและเศรษฐกิจโดยรวมเลย

ที่น่าเสียใจที่สุดคือ การที่มีบุคคลบางกลุ่มต้องการการเคลื่อนไหวบนท้องถนน ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ แต่การแสดงออกกลับมีท่าทีที่ไม่ยอมรับกติกาของประชาธิปไตย มีการยั่วยุ กระตุ้นเพื่อนำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้องให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร และใช้ความรุนแรง
ภายใต้สภาวะดังกล่าว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปกป้องและรักษาระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งต้องป้องกันเหตุร้ายและความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้ง คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ราชการ และเอกชนทั่วไป ตลอดจนผู้ชุมนุม ที่สำคัญคือเป็นการดูแลให้ผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพอยู่ในกรอบกติกาประชาธิปไตย ดังนั้น เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจึงมีมติประกาศใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ

ดิฉันขอยืนยันว่า ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้ จะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ดิฉันเชื่อเสมอว่าในระบอบประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่และต้องให้เกียรติและรับฟังเสียงส่วนน้อยควบคู่กันไป เพราะประชาธิปไตยเป็นของทุกคน ไม่ใช้เป็นของเฉพาะผู้ประสบชัยชนะทางการเมืองจากการเลือกตั้ง โดยการคงกติกาการรักษาความเสมอภาคและเท่าเทียมกันแก่ทุกคน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนยังดำเนินการที่จะรับฟังปัญหาโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ อย่างเช่นจากโครงการประชาเสวนาในการหาทางออกของประเทศ ทั้งในประเด็นแนวทางการปรองดอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค และการรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่เป็นสากลทั่วโลกยอมรับ
ภายใต้ความพยายามทั้งหมดนี้ ดิฉันเข้าใจดีว่าหลายกลุ่มหลายฝ่ายยังมีปัญหาที่ค้างคาใจอยู่ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะมีความเชื่อที่แตกต่างไม่ลงรอยกัน แต่ดิฉันเห็นว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในขณะนี้ ในฐานะเพื่อนร่วมชาติที่ต่างต้องการเห็นลูกหลานของเราทุกคนมีความสุข อยู่ในสังคมที่มีความสงบและมีความมั่นคงทางการเมืองและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ให้บรรลุความสำเร็จ

หลายคนบอกกับดิฉันว่า สิ่งที่ดิฉันคิดนั้นคงไม่มีวันเป็นไปได้ แต่ดิฉันกลับมีความเห็นในทางตรงกันข้าม โดยมองว่าทุกครั้งที่มีปัญหา เราต้องมองให้เป็นโอกาส เพราะเมื่อครั้งที่เกิดมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ดิฉันได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนในการที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ร่วมกันแก้ปัญหา จนในที่สุดเราสามารถที่จะฟันฝ่าอุปสรรค และหยุดยั้งภัยพิบัตินั้นไว้ได้

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ

ดิฉันอยากให้คนไทยกลับไปคิดถึงความรู้สึกดีๆในช่วงเวลาดังกล่าว ถึงแม้จะเป็นคนละสถานการณ์ แต่คนไทยทุกคนได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเสื้อสีใด ชนชั้นใด หากเรารวมตัวกัน สมัครสามานสามัคคีกัน เราจะสามารถแก้ปัญหาฟันฝ่าอุปสรรคไปได้

สำหรับภายใต้ภาวะปัจจุบันที่มีความสับสนทางการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้งในขณะนี้ และหลายคนกังวลว่าความขัดแย้งจะบานปลาย เกิดความไม่สบายใจ ดังนั้น ดิฉันจึงขอเสนอแนวทางเพื่อหาทางออกให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยการวางทิศทางข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วม ทิ้งความขัดแย้งไว้ในใจเพื่อประเทศของเรา โดยเปิดเวทีการระดมความคิดเห็น ที่จะขอเชิญชวนตัวแทนจากกลุ่มบุคคลทั้งฝ่ายรัฐบาล พรรคการเมือง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระ เอกชน และนักวิชาการ มาร่วมโต๊ะพูดคุย ออกแบบประชาธิปไตยของประเทศไทย เพื่อหาทางออกให้กับอนาคตของเรา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมไทย และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ

โดยในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะเชิญตัวแทนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีความเห็นที่หลากหลายในมุมมองให้มาหารือร่วมกัน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ร่วมกันคิดว่าเราจะวางอนาคตบ้านเมืองอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นภาระของลูกหลาน อันจะเป็นพื้นฐานของความร่วมมือในการพัฒนาชาติ สร้างความไว้วางใจ และความเปลี่ยนแปลงที่ออกจากวงจรแห่งความขัดแย้ง

ดิฉันต้องการเห็นบรรยากาศของความร่วมมือ ไม่ใช่การจ้องจับผิด แต่การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ไม่ละเว้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเมื่อหารือกันแล้ว ดิฉัน ใคร่เสนอให้มีการวางกลไกที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบของคณะทำงานหรือเรียกชื่ออื่นตามความเหมาะสมเพื่อเป็นกลไกที่ทำหน้าที่ในการปฏิรูปทางการเมือง โดยกลไกดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในการวางรากฐานอนาคตในโครงสร้างทางการเมือง กำหนดแนวทางปฏิรูปกฎหมาย และวางพื้นฐานระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง ยั่งยืน

ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะเข้าใจถึงความปรารถนาดีของดิฉันในครั้งนี้ และวันนี้ดิฉันไม่ได้บอกว่าจะให้ทุกท่านลืมอดีต แต่เราต้องนำอดีตนั้นมาเป็นบทเรียน เพื่อทำให้ประเทศของเราเดินหน้า ก้าวพ้นความขัดแย้ง เราต้องเปิดโอกาสให้เปลี่ยนจากความขัดแย้งมาเป็นบรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์และไว้ใจกัน เพื่อเป็นการมุ้งสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบ มีส่วนร่วม เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าให้กับอนาคตลูกหลานของเรา และไม่ควรทิ้งมรดกของความขัดแย้งให้เป็น ภาระของรุ่นต่อไป

สวัสดีค่ะ

มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจ จะเข้าสู่โหมดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่กันหรือไม่





มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจ
จะเข้าสู่โหมดสงครามกลางเมืองครั้งใหม่กันหรือไม่ 


พญาไม้ 
pradej@hotmail.com

หนังสือพิมพ์ ข่าวสด ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2556


วัฏฏะแห่งความวุ่นวายจะกลับมาใหม่หรือไม่ ก็ต้องนับวันเริ่มจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เมื่อ พรรคการเมืองใหญ่ สมัครใจจะปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และลดตนลงมาเล่น การเมืองข้างถนน ก็มีแต่ประชาชนเท่านั้นที่จะต้องตัดสินใจ จะเข้าสู่โหมด สงครามกลางเมืองครั้งใหม่กันหรือไม่ หรือจะเฉดหัวกุ๊ยข้างถนนให้พ้นไปจากการเมือง

สงสารก็แต่สมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินสวนทางกับกติกา ประชาธิปไตย ไปได้อีกนานแค่ไหน จะแสดงความเห็นก็ไม่ได้ จะหายใจยังต้องขออนุญาต "พญาไม้" หาข่าวมาขาย คนประชา ธิปัตย์ กำลังหน่าย จะสละเรือใหญ่ไปตั้ง พรรคเล็ก หาปาร์ตี้ลิสต์ให้ครบล้าน มีผู้แทนเขตพออาศัย แต่มี นโยบายของตนเอง ใครเป็นใคร ที่คิดจะตีจาก ทายไม่ยากอ่านง่าย

ก็พูดมาแล้วเป็นพันครั้ง ครั้งสุดท้ายก็เมื่อวันสิ้นเดือนที่ผ่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศต่อหน้าผู้แทนเป็นร้อยที่ฮ่องกง ปล่อย ประชาชนทุกสีเสื้อออกจากคุกและคดีไม่ต้องห่วงเรื่องกลับประเทศไทย มีงานใหญ่ให้ทำอีกมากจะช่วยชาติจากข้างนอก

ถามไถ่กันมาผวาสงครามใจกลางกรุงเทพฯ "พญาไม้" แกะกล่องข่าวมาขาย ม็อบใหม่ จะใช้ คนกรุงเทพฯเป็นหลัก ใช้หน้าตัก สอกอสอขอ กับ สอสอ ขนคน แต่ยังสับสนเรื่อง งบประมาณ คนจ่ายตังค์ หายาก เพราะเกรงอำนาจรัฐเป็นผู้ต้องหาเรื่องความมั่นคง

จะพึ่งพันธมิตร ภูมิใจไทย วันนี้ก็ส่ายหัวปฏิเสธกันสลอน แถม ขาใหญ่ บางท่านยังไปเอชบีดี อดีตนายกฯ ถึงกรุงปักกิ่ง เจ้าของค่ายบอล ดังก็บอกวางลาสิกขาการเมืองไม่มีกำหนด

อีกสายจะให้ ตึกใหญ่สีลม เป็นปัจจัย แต่ ลูกชาย เสี่ยวันนี้ก็ติดสอยห้อยตามอยู่กะ นายกฯ ปู อีกกระเป๋า เจ้าของ สนามโปโล วันนี้ก็เข็ดอุจจาระการเมือง อยากทำแต่เรื่องค้าขายไม่ตามใจใครแล้วเรื่องการเมือง

จะถึงโรงงานปลากระป๋องภาคใต้ ก็เทียวไล้เทียวขื่ออยู่กับ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง และ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก จะมีก็แต่ กระทิงกระป๋องที่ยังพอถูไถหยิบได้ ก็ได้แค่หลักร้อยไม่เกินพัน แค่นั้นมันจะดันนานไม่ไหว

ฮัลโหล สุเทพ เทือกสุบรรณ ดูการเมืองเขมรปะไร ใหญ่สุดๆ อย่างสมเด็จฮุนเซน ครองพนมเปญมา 30 ปี วันนี้ยังแทบแพ้ สม รังสี อย่างน้อย ประชาธิปัตย์ มีดีที่ประชาธิปไตย คนเบื่อ เพื่อไทย เมื่อไหร่ประชาธิปัตย์ ก็เป็นรัฐบาล ไปเล่น การเมืองข้างถนน ทนค่าใช้จ่าย ไม่ไหวหรอกเพื่อน
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNM05UUTFOemMxTkE9PQ%3D%3D&sectionid