วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เธอช่างงดงามนัก


"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เธอช่างงดงามนัก"

หัวใจทุกดวงของ RED USA ขอเป็นกำลังใจให้เธอ

[IMG]

"จะไม่ให้ทำงานแล้วหรือคะ" เป็นคำพูดกึ่งคำถามที่ออกจากปากของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
เมื่อครั้งถูกนักข่าวรุกไล่ด้วยคำถามที่ต่อเนื่องมาจากการแถลงข่าวของ ปปช. ว่าเธออาจแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
ในกรณีการให้กู้เงินจำนวน 30 ล้านบาทแก่ บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด ที่มีนาย อนุสรณ์ อมรฉัตร สามีของเธอเป็นเจ้าของ

มันช่างเป็นคำพูดที่กินใจ
แม้เสียงที่เปล่งออกมา มิได้ตัดพ้อต่อว่าผู้ใด และก็มิได้เจือปนด้วยโทนเสียงสำเนียงแห่งความท้อแท้สิ้นหว้ง
แต่กลับเป็นกระแสเสียงที่สงบปนสติและหนักแน่นด้วยความมุ่งมั่นว่า ภาระกิจของเธอยังไม่เสร็จสิ้น
เสียงที่เปล่งผ่าน แม้แผ่วเบาแต่กลับดังกึกก้องได้ยินกันไปทั้งโลกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเธอมิได้สั่นคลอน
แต่กลับหนักแน่นดุจหินผา

ในขณะที่ใครต่อใครต่างคาดการณ์และคาดเดากันว่า
โอกาสที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกสอยออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมีสูงยิ่ง
เพียง ปปช. ชี้ว่าการให้กู้เงินจำนวน 30 ล้านบาทในช่วงปี 2549 ต่อปี 2550 มีมูลว่าเป็นการแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จเท่านั้น 
เธอก็จะต้องหลุดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที
ทั้ง ๆ ที่การทำธุรกรรม การให้กู้ยืมเงินในครั้งนั้นเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะก้าวเข้าสู่วิถีทางการเมืองหลายปี
ในฐานะผู้มีชื่ออยู่อันดับ 1ในบัญชีผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเดิมพันเมื่อปี 2554

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดตัวด้วยอาการประหม่า ตื่นเวที แต่สาระที่เธอสื่อถึงคนไทยทั้งประเทศและผู้ที่เฝ้ามองเธออยู่ทั้งโลกในวันนั้น
กลับบาดลึกกินใจ ให้จดจำกันได้จากวันนั้นถึงวันนี้ว่าเธอมา "เพื่อแก้ไข มิใช่แก้แค้น"

[IMG]

เพียง 49วันจากวันเปิดตัวถึงวันลงคะแนนเลือกตั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำพาพรรค เพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้ผู้นำทุกประเทศต้องเหลียวหน้ามามองว่าเธอเป็นใครกันแน่ CHARISMA ของเธอสูงส่งระดับใด

แต่พลพรรคประชาธิปัตย์ผู้พ่ายแพ้การเลือกตั้งแบบหมดรูปทั้ง ๆ ที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ ทั้ง ๆ ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเตรียมการกันไว้ล่วงหน้า เพื่อชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้ง กลับดาหน้าขัดแข้งขัดขา เยาะเย้ยถากถาง ไปพร้อม ๆ กับการประกาศว่ารัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะมีอายุไม่เกิน 3 เดือน 
6 เดือน ด้วยวลี "มากับน้ำ ไปกับน้ำ " 

วลีเด็ดที่ "เคย" เป็นความภาคภูมิใจของ พรรคประชาธิปัตย์ และปรปักษ์ทางการเมืองของ พรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้ง
ด้วยความมั่นใจว่า "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ไม่น่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้นานกว่านั้น

แต่รัฐนาวาที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นกัปตันกลับพานาวาลำนี้ผ่านคลื่นลมและโขดหินมาได้จนจะครบสองปีอยู่รอมร่อ 
และก็มิได้ล่มสลายใน 3 เดือน 6 เดือนอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์วาดหวังอยากให้เป็น จึงกลายเป็นความแค้นที่สุมไฟอิจฉาให้เร่าร้อนรุนแรง

วันเวลาผ่านเลย ลุล่วงมาถึงวันนี้ "ความจริง" ก็เปิดตัวว่า "คนเสื้อแดง"มิใช่ "คนเผาบ้านเผาเมือง" 
วาทะกรรมป้ายสีหวังส่งผลกระทบซิ่งไปยัง"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" และ"พรรคเพื่อไทย" ด้วยประสงค์ร้ายให้คนเกลียดชัง
กลับกลายเป็นบูมเมอแรงที่ย้อนศรวิ่งเข้าหา "พรรคประชาธิปัตย์และผู้ร่วมขบวนการ" ในการล้อมฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง
ว่า"ใครคือคนเผาบ้านเผาเมือง" ตัวจริง

ในขณะที่"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับได้รับความรักและความชื่นชม" จากคนไทยและผู้นำประเทศทั่วโลก

[IMG]

วันเวลาผ่านเลย ลุล่วงมาถึงวันนี้ "ความจริง" ก็ปรากฎว่า"น้ำมีเจ้าของ" ที่มีการ "วางแผนกันไว้ล่วงหน้า"
เพื่อกวาดล้าง "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ให้ล้มระเนระนาดไปกับสายน้ำ ซึ่งมีปริมาณนับพันนับหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร
ที่ไหลเชี่ยวกรากจากเหนือลงใต้เพื่อหาทางลงสู่ทะเล แต่"กทม" ที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เป็น "ผู้ว่าการ" 
กลับสะกัดกั้นไม่ให้น้ำไหลผ่าน ปล่อยให้ประชาชนในเขตปริมณฑลจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือนอย่างเลือดเย็น

ประชาชนจึง "ตาสว่าง" กันทั้งแผ่นดินว่าใครรักประชาชนจริง ทำให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"กลายเป็น "นารีขี่ม้าขาว"ในสายตาประชาชน

อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้นำนานาชาติว่าเป็น "ผู้นำหญิงคนแรกของโลก" 
ที่สร้างปรากฎการณ์แก้ไขภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ได้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ 

[IMG]

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เคยปริปากกับการไร้น้ำใจและก็ไม่เคยให้ร้ายกับความร่วมมือที่ไม่เคยมีมาจากคนของพรรคประชาธิปัตย์
กลับก้มหน้าก้มตาทำงานแก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งกลางวันกลางคืน วันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น ไม่พักแม้วันหยุด ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์

"เอาอยู่" 
คือคำพูดติดปาก"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนและนักลงทุนทั้งไทยและเทศ
ว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น

นอกจากคำว่า "เอาอยู่" แล้วยังมีคำว่า "Flood Way" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ การแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
กลับถูกพรรคประชาธิปัตย์จิตวิปริตนำมาล้อเลียนและตีความให้ประชาชนเกิดจินตนาการไปในทางลามกอนาจาร
"ว.5โฟร์ซีซัน""ที่รองรับน้ำ" ตลอดจนคำถากถางให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไปทำงานที่ "สาวเหนือช่ำชอง"
ล้วนพรั่งพรูออกจากปากของพลพรรคประชาธิปัตย์และสมุนบริวารเพื่อเหยียบย่ำนายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทยให้ต่ำลง

หากขุดคุ้ยหาความจริง "พรรคประชาธิปัตย์" ต่างหากที่เป็นผู้ใฝ่ต่ำขนานแท้
เริ่มจาก นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์กับ"พฤติกรรมยอมรับลูกไม่รับเมีย ไม่แยแส ติ๋มการบินไทย"
ต่อด้วย พฤติกรรมสุดอื้อฉาวของ 3ผู้บริหารสูงสุด แห่งพรรคประชาธิปัตย์
ที่ร่วมกัน "รุมขยี้สวาทคุณหญิงตราตั้งสมาชิกพรรคของตนเอง" ในตู้นอนบนรถไฟด่วนสายใต้

อีกทั้งยังมีเรื่องให้เม้าท์กันมันปากว่า"คุณนายแตงโมพยายามฆ่าตัวตายมากกว่า 1 ครั้ง"
เพราะ "ไอ้มาร์ค"สามีตัวแสบไปหลงเสน่ห์สาวแก่ "อยากเป็นราชบุตรเขย"

[IMG]

เรื่องราวอื้อฉาวของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีโลโก้เป็นพระแม่ธรณีบีบ...วยผม
มีมากมายที่ผู้คนจำนวนมากได้รับรู้และจดจำจนกลายเป็นตำนานเล่าขานว่าเป็นพรรคแลกผัวแลกเมีย

ทั้งนี้ยังไม่รวมเรื่อง "ดันดารา"และเรื่องที่เป็น "พรรคตีท้ายวัง" ซึ่ง "เทพเทือก" รู้เรื่องนี้ดีที่สุด
เนื่องจากบุคคลในพรรคหลายคน "ตั้งแต่ระดับสูงลงมาถึงระดับเทพเทือกแอนด์เดอะมาร์ก" 
ล้วนอยากเป็นผัวของคนในวังทั้งนั้น

เอาตีนราน้ำและแกว่งเท้าหาเสี้ยนได้ทุกเรื่องคือพรรคประชาธิปัตย์
เพียงอ่านคำ "หญ้าแฝก" เป็น "หญ้าแพรก" และการพลั้งพลาดในการพูดและปราศรัยบ้างบางครั้งคราว
พลพรรคประชาธิปัตย์และสมุนบริวารก็กระพือข่าว เม้าท์กระจายว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นั้น "โง่เง่า"
ทำลายภาพพจน์ของประเทศ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย 

แต่ทว่าหาก "เจาะประเด็น" ว่า "ด้วยเรื่องของความโง่" กันจริงๆ
พรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกนั่นแหละคือ "พวกโง่ตัวพ่อ" ที่โง่ "เกินเยียวยา" ตัวจริง

ขอยกเอา นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นตัวอย่างอีกสักครั้ง 
นั่นคือ นายชวน หลีกภัย ขณะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
สามารถ"นั่งหัวเราะ" ฟังอดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเชียประนามว่าเป็น"คนโง่แห่งเอเชีย" 
ในระหว่างการประชุมระดับนานาชาติได้อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ แสดงความโง่ระดับเทพจริง ๆ ด้วยฝีมือล้วน ๆ ไม่มีตีนปน

และอีกครั้งในการประชุมที่สหรัฐอเมริกา
"นายชวน หลีกภัย" ฟังหัวข้อที่ผู้นำนานาประเทศเขาถกกันไม่รู้เรื่องเนื่องจาก"ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง"
สิ่งที่ "นายชวน หลีกภัย" ทำในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นคือการ "นั่งสเก็ตภาพ"
สเก็ตภาพอย่างเดียวยังไม่พอ 
ยังนำเอาภาพที่ตนวาดระหว่างเวลาการประชุมสำคัญนั้นมาโชว์ให้ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่น ๆ ดูหลังการประชุมอีกด้วย
มันเป็นความ "โง่เง่า" ที่ขำไม่ออกจริง ๆ

ต่ออีกนิดกับ "ความโง่" ในโครงการ สปก 4-01
นายชวน หลีกภัย ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผู้ครองตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 
มักกล่าวอ้างเสมอมาว่าตนเป็นลูกแม่ค้าขายพุงปลา เป็นเพียงลูกชาวบ้านธรรมดา 
แต่กลับไม่รู้ความหมายของคำว่า "เกษตรกร" ต้องให้สำนักงานกฤษฎีกา "ตีความ"
ทั้ง ๆ ที่โครงการ สปก.4-01 เป็นโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
แต่ นายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นผู้ควบคุมนโยบายอยู่ในขณะนั้นกลับ "ตีลูกโง่" เมื่อถูกจับได้ว่า
ได้มีการนำที่ดิน สปก.4-01 ไปแจกให้เศรษฐีลูกพรรคที่จังหวัดภูเก็ต จึงต้องแก้เก้อด้วยการประกาศว่า
การจัดสรรที่ดินทำกินตามโครงการ สปก.4-01 เหมือนการสอบชิงทุน ไม่เลือกคนรวยคนจน

[IMG]

เรื่อง "ไข่ชั่งกิโล" คงไม่ต้องพูดถึงเพราะประชาชนเขารู้กันไปทั้งโลกแล้วว่า"มันอัจฉริยะจริงๆ"แค่ลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญเพียง "69 ล้านบาท" ก็ได้นโยบายการแก้ปัญหาไข่ที่ "เลิศล้ำในสามโลก"อย่างที่ "ณัฐวุฒิ ใสเกื้ิอ" เคยพูดไว้ว่านโยบายนี้มีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้ "ต้องโง่" ด้วย และที่โง่ล้ำเลิศไปกว่านั้น  คือนโยบายของ "หนองเตย" ที่บังคับให้นักเรียนต้องหลังขดหลังแข็งนั่งรอเวลา 6 โมงเย็น  เพียงเพื่อร้องเพลงชาติและส่งเสียง "ไชโย ไชโย ไชโย" หลังจากชักธงลงจากยอดเสาทั้ง ๆ ที่มีการบ้านเต็มพิกัดให้ต้องกังวล ทั้ง ๆ ที่ข้าวต้องกิน น้ำต้องดึ่ม แต่เด็ก ๆ กลับต้องมาทนทุกข์ทรมานรอเวลาเป็นชั่วโมง ๆ  รอเพื่อสนองนโยบายรักชาติแบบเอาหัวเดินต่างตีน ไม่รู้ว่ามันโง่หรือว่ามันบ้า 
เพราะคงไม่มีผู้รักชาติคนใดดีใจเมื่อธงชาติต้องถูกปลดลงจากเสาถึงกับส่งเสียง "ไชโย"
ไม่ต่างกับการบังคับคนให้มาส่งเสียงหัวเราะแสดงความดีใจตอนหย่อนหีบศพลงหลุม ฉันใดฉันนั้น

มีใครจำได้บ้างไหมว่า
67 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ฝากผลงานอะไรไว้ให้ประเทศชาติและประชาชนบ้าง
นอกจากการฉ้อฉลและโกงกิน ที่หลักฐานของการฉ้อราษฎร์ บังหลวงยังหลงเหลือให้เห็นตำตาคนไทยทั้งประเทศอยู่ในปัจจุบัน ปรส. 8 แสนล้าน - สปก.4-01 - โครงการโฮปเวลล์ - โครงการไทยเข้มแข็ง - สนามฟุตซอล - สถานีตำรวจ - รถดับเพลิงและอีกมากมายที่ไม่อาจบรรยายได้หมดในข้อเขียนเดียว แต่เชื่อไหมว่าพรรคประชาธิปัตย์กลับกล่าวหาพรรคอื่นว่าโกงกินได้อย่างไม่อายปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหา "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ว่าโกงทั้งแผ่นดิน และพากันยกโขยงออกมาคัดค้าน ขัดขวาง เตะถ่วง ทุกโครงการและทุกนโยบายของรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่โครงการและนโยบายเหล่านั้นล้วนจัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาประเทศ สร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนไทยทั้งสิ้น

[IMG]


ให้สงสารและเห็นใจ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อย่างยิ่ง
ที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์และบรรดาลิ่วล้อบริวาร ด่าว่าแดกดัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรยได้ทุกเรื่อง ทุกวัน  ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ไปจนถึงกิจวัตรและภาระกิจในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร  ที่ต้องประกอบภาระกิจในประเทศ และต้องเดินทางไปเยือนประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเจรจาการค้า แต่กลับถูกกล่าวหาว่า "หนีการประชุม" ไม่ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร "ไม่มาตอบ" กระทู้สด

"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" 

ไม่เคย "เสียน้ำตา" หรือใส่ใจกับ "เสียงเห่าหอนแดกดัน" เหล่านั้นแม้แต่น้อย
นอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้ประชาชนต่อไป ตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากน้ำตาของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีไว้เพื่อประชาชนเท่านั้น "ยามเห็นประชาชนทุกข์" เสียงของเธอสะอื้น น้ำตาคลอเบ้า" คนชั้นรากหญ้าสัมผัสได้ถึงความห่วงใย" แต่ชนชั้นอำมาตย์และพลพรรคประชาธิปัตย์กลับ "แดกดัน" ว่า "อ่อนแอ" ไร้ภาวะผู้นำ

[IMG]


RED USA จึงขอประกาศไว้ ณ ที่นี้และตรงนี้ให้เหล่าอำมาตย์ พลพรรคประชาธิปัตย์ องค์กรอิสระและสมาชิกของขบวนการยุติธรรมไทยที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชน
จงได้รับรู้โดยทั่วกันว่าเวลาของพวกท่านใกล้จบลงแล้ว เพราะประชาชนจะไม่ทนให้ท่านเหยียบย่ำและทำร้ายตัวแทนของประชาชนอีกต่อไป

หาก "น้ำตาของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ต้อง "หลั่งนอง" เพราะ "ความโหดร้าย" ของพวกท่าน โปรดได้จดจำไว้ว่าสงครามประชาชน เพื่อไล่ล่ากวาดต้อนพวกท่านทุกรูปนามไปสู่ขุมนรกอเวจีได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

RED USA
April 9, 2013

นางฟ้า กับ ซาตาน



"นางฟ้า" กับ "ซาตาน"
"เพื่อนๆบางคนคงจะได้พบและอ่านบทความนี้กันแล้ว...
แต่ผมคิดว่า ยังน่าจะมีเพื่อนๆสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้อ่านข้อมูล...
ที่มีผู้นำมาเสนอ และช่างเก็บรวบรวมคำพูดของบรรดาเหล่า "สลิ่มน้ำล้นแก้วสมองขี้กุ้ง" ...
ที่มันได้กล่าวโจมตีนายกปู ด้วยจิตใจที่อิจฉา ริษยา แน่นอยู่ใรหัวอกของพวกเขาเหล่านั้น...
ผมเลยเอามาให้ได้อ่านกันดูครับ ว่า ไอ้คนพวกนี้ จิตใจของพวกมันนั้น...
อัดแน่นไปด้วยความ "กักขฬะและโสมมระยำ" กันขนาดไหน???...
************************
ได้เป็นนายกฯจากการเลือกตั้ง  เขาก็ว่า พี่ชายเลือกให้
พูดผิดพูดถูก  เขาก็ว่า โง่
ไม่พูดการเมือง  เขาก็ว่า อ่อนพรรษา
พูดเรื่องจริง  เขาก็ว่า เร่ขายชาติ
ร้องไห้สงสารคนประสบภัย  เขาก็ว่า อ่อนแอ
ยืนพูดบนพรม  เขาก็ว่า ยืนบนธงชาติ
ใส่ร้องเท้าบูทช่วยน้ำท่วม  เขาก็ว่า อวดรองเท้า
ใส่ถุงกันน้ำ  เขาก็ว่า อนามัยจัด
กินข้าวราคาแพง  เขาก็ว่า อวดรวย
กินข้าวเหมือนคนอื่น  เขาก็ว่า สร้างภาพ
สวมชุดประจำชาติอื่น   เขาก็ว่า ไม่มีชาตินิยม
สวมชุดผ้าไหมไทย   เขาก็ว่า เหมาะเป็นพริตตี้
ยิ้มด้วยไมตรี  เขาก็ว่า ให้ท่า
ไปเจรจากับผู้นำชาติต่างๆเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
เขาก็ว่า ไปช็อปปิ้ง
ผู้นำชาติต่างๆให้เกียรติมาเยือนไทย
เขาก็ว่า นายกฯเอาแต่โชว์สวย
พูดตามหัวข้อที่บันทึกไว้
เขาก็ว่า อ่านตามโพย
ไปแถลงที่ศาลโลก
เขาก็ว่า แพ้เพราะรัฐบาล
แต่ถ้าชนะ
เขาก็ว่า เป็นเพราะทีมทนาย
ช่วยคนออกจากคุกเขมร
เขาก็ว่า ทำเอาหน้า
ทำตามนโยบาย
เขาก็ว่า ซื้อเสียงล่วงหน้า
นโยบายประชานิยม
เขาก็ว่า ทำให้เสียวินัยคงคลัง
ปรับโครงสร้างประเทศ
เขาก็ว่า ไทยยังไม่พร้อม
ปรับราคาแก๊สหุงต้มตามจริง
เขาก็ว่า รังแกคนจน
เพิ่มค่าแรง 300 บาท
เขาก็ว่า ทำให้สินค้าขึ้นราคา
ปรับเงินเดือนปริญญาตรีหมื่นห้า
เขาก็ว่า ทำให้คนเก่าหมดกำลังใจ
รับจำนำข้าวหมื่นห้า
เขาก็ว่า ทำให้ประเทศล้มละลาย
แก้ไขน้ำท่วมได้ไม่ดี
เขาก็ว่า ทำให้นักลงทุนหนี
ใช้นโยบายรถคันแรกผูกใจนักลงทุน
เขาก็ว่า ทำให้รถติด
ยางพาราตกต่ำ
เขาก็ว่า ไม่ยอมช่วยเหลือเกษตรกร
อยากให้ปรองดอง
เขาก็ว่า เพิ่มความขัดแย้ง
เสนอแผนนิรโทษกรรม
เขาก็ว่า หวังช่วยพี่ชาย
แก้รัฐธรรมนูญ
เขาก็ว่า ล้มการปกครอง
ไม่แก้รัฐธรรมนูญ ประเทศเดินหน้าไม่ได้
เขาก็ว่า ไม่มีน้ำยา
เชื่อฟังศาลรัฐธรรมนูญจนไม่กล้าโหวตวาระ 3
เขาก็ว่า ใจเสาะ
ไม่เชื่อฟังศาลรัฐธรรมนูญ
เขาก็ว่า ไม่ยอมรับคำตัดสิน
ถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญ
เขาก็ว่า เพื่อไทยทำ
ไม่ลงใต้
เขาก็ว่า ไม่ยอมแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้
แก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ด้วยการปราบปราม
เขาก็ว่า กำปั้นเหล็ก
ใช้การเจรจา
เขาก็ว่า เจรจาผิดคน
พอเจรจาถูกคน
เขาก็ว่า ยกระดับผู้ก่อความไม่สงบ
ตั้งคณะรัฐมนตรี
เขาก็ว่า ทำตามใบสั่งพี่ชาย
รัฐมนตรีทำงานไม่เข้าตา
เขาก็ว่า นายกฯตั้งคนไม่ถูกกับงาน
ไม่ฟังคนเสื้อแดง
เขาก็ว่า ถีบหัวส่ง
ช่วยเหลือคนเสื้อแดง
เขาก็ว่า พวกเดียวกัน
เยียวยาคนถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ
เขาก็ว่า ปูนบำเหน็จ
ปาลูกเปตองขว้างประทัดยักษ์ใส่ไทยรัฐ
เขาก็ว่า เพื่อไทยจ้าง
ไปโฟร์ซีซั่นกับคนมากมาย
เขาก็ว่า ไปเอาอยู่
ไปพูดเรื่องรัฐประหาร
เขาก็ว่า ต่ำกว่าผู้หญิงขายตัว
นายกฯชื่อปู
เขาก็ว่า จะไม่กินปูผัดผง karee
โดนกันขนาดนี้ตั้งแต่เริ่มเป็นนายกฯ
ยิ่งเล่นยิ่งหยาบคาย
ยิ่งด่ายิ่งหยาบโลน
และยิ่งนานยิ่งต่ำช้า
แต่คุณยิ่งลักษณ์ยังคงเป็นคุณยิ่งลักษณ์เหมือนเดิม
ท่านแค่นิ่ง...พวกเขาก็เงิบ
ท่านแค่อดทน...พวกเขาก็จนปัญญา
ท่านแค่ไม่ตอบโต้...พวกเขาก็สติแตก
และท่านแค่ก้มหน้าก้มทำงาน...ก็สามารถ "กระชากหน้ากากเหล่าคนดี๊ดีทั้งหลาย" ให้เผยธาตุแท้กันแทบทุกตัวคน
 
เป็นชัยชนะของการ "ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวอย่างแท้จริง"...
 
อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ผมนับถือคุณยิ่งลักษณ์เพิ่มขึ้นทุกวันได้อย่างไร ใช่ไหมครับ???...
ผมเอง เมื่อไปเจอมา ได้อ่านแล้วจึง "ไม่อาจเก็บเอาไว้คนเดียวได้เช่นกันน่ะครับ!!!"...
ดิฉันเองก็เช่นกันค่ะ..ไม่อาจเก็บไว้คนเดียว


วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

ร้อน มีเย็นดับ..จับใจกับอุ่นและหนาว [เมื่อกวีศรีไทเทียบไหล่กวีซีไรต์]



"ร้อน" 

โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

@ ร้อนไฟใต้ไหม้ลามที่ด้ามขวาน
ร้อนตำนานกร้านศึกจารึกสมัย
ร้อนที่ยังไม่ระงับไม่ดับไฟ
ร้อนที่รุมสุมไหม้ประชาชน

@ร้อนโกดังข้าวทำจำนำเน่า
ร้อนที่ยังสั่งเข้าข้าวปี้ป่น
ร้อนที่กินข้าวย้อมข้าวปลอมปน
ร้อนกระเป๋ารั่วจนขอดก้นคลัง

@ร้อนตัวเลขเงินกู้บู๊ล้างผลาญ
ร้อนเป็นล้านล้านทะลายขายความหวัง
ร้อนชาตินี้ใช้หนี้ชาติหน้ายัง
ร้อนเรื้อรังอาละวาดถึงชาติโน้น

@ร้อนกฎหมายร้อนร้อนไม่ผ่อนเพลา
ร้อนเหมือนเข้าเครื่องบังคับจับเต้นโขน
ร้อนปรองดองปองดูน้องปูโดน
ร้อนตุ้มเป๊ะเตะกระโถนโดนตะเกียง

@ร้อนอำนาจบาตรใหญ่ใช้บาตรทุ่ม
ร้อนเพราะอุ้มจงอางอย่างสุ่มเสี่ยง
ร้อนเพราะคอยแต่ฟังคนข้างเคียง
ร้อนเพราะไม่ฟังเสียงประชาชน!

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 
พฤหัสบดี ที่ 28 มี.ค. 2556

******************** 

"เย็น" (เผื่อดับร้อนได้บ้าง...ครับ)

@เย็นจากปลายด้ามขวานงานคืบหน้า
เย็นด้วยวงเจรจาหาเหตุผล
เย็นด้วยรัฐเคียงข้างประชาชน
เย็นน้ำใจดั่งฝนช่วยดับไฟ

@เย็นมีจำนำข้าวรายได้เพิ่ม
เย็นเงินเติมกระเป๋าตุงทุ่งสดใส
เย็นภาษีขยายตัวจากภายใน
เย็นลืมตาอ้าปากได้แล้วชาวนา

@เย็นลงทุนครั้งใหญ่ใช้สร้างชาติ
เย็นความหวังเคยวาดสมปรารถนา
เย็นขนส่งทั้งบกน้ำกำลังมา
เย็นไม่เสียเวลาตั้งตาคอย

@เย็นแก้รัฐธรรมนูญเครื่องหมุนแล้ว
เย็นดวงแก้ว′ ธิปไตย ไม่เกินสอย
เย็นทุกข้อกล่าวหาล้วนหลักลอย
เย็นหิ่งห้อยจะส่องแสงด้วยแรงตน

@เย็นอำนาจนอกระบบต้องหลบหน้า
เย็นหางเครื่องอำมาตยายังสับสน
เย็นจับใจเพราะรับใช้ประชาชน
เย็นเพราะเดินบนถนนประชาธิปไตย

.................................
ณัฐวุฒิใสยเกื้อ 
กวีซีไพร่
...................

..หนาว..
หนาว ไฟใต้ในใจให้หนาวสั่น
หนาว ทั่วกันหวั่นไหวใครช่วยหนอ
หนาว ชีวิตหนาวร่างกายน้ำตาคลอ
หนาว เพราะรอผู้เยียวยาช่วยราไฟ

หนาว หัวจิตหัวใจในชนชั้น
หนาว เกินกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
หนาว ด้วยมากดราคาข้าวร่ำไป
หนาว พอได้ราคาดีมีตัดรอน

หนาว เมื่อรัฐหวังลงทุนมุ่งชาวบ้าน
หนาว พวกสามานย์เตรียมเบรกหน้าสลอน
หนาว หนอหนาวความเจริญถูกริดรอน
หนาว หน้าร้อนอ่อนใจในอมาตยา

หนาว กฎหมายที่เป็นธรรมยังไม่ได้
หนาว สองในมาตฐานสันดานหนา
หนาว กฎหมายกดขี่เร้นเข่นประชา
หนาว ระอาผู้ว่าความอยุติธรรม

หนาว อำนาจบาตรใหญ่จนคุ้มคลั่ง
หนาว คอยหวังครอบอำนาจชั่งน่าขำ
หนาว กดขี่ปวงประชาพาระยำ
หนาว เพราะนั่งบนหัวคนชนธรรมดา.

โดยคุณ Ramawe, Friday at 10:45 AM



เป็นขวัญใจชาวประชา : เอาให้ฟ้ามันได้อาย


ขุนเขาบอก :
เป็นขวัญใจชาวประชา : เอาให้ฟ้ามันได้อาย

ข้าวทุกเม็ดเกษตรกรผู้สร้าง...ชาวนาถากถางเป็นนาว่านไถ
สารทิศกิจการทั่วไทย...ผืนนาผืนใหญ่ให้ข้าวพวกเรากิน
ธรณีนี่นี้ประเสริฐ...พืชผลกำเนิดเกิดเป็นทรัพย์สิน
ผองไทยได้ใช้ทำกิน...บนผืนแผ่นดินอยู่กินอย่างพอเพียง

มลังเมลืองเป็นเมืองกรุงใหญ่...แสนศิวิไลซ์เพราะใครหนอ
หล่อเลี้ยงอยู่อย่างเพียงพอ...เกษตรกรก่อบนความพอเพียง
เมืองใหญ่ใช้ผลิตผล...หล่อเลี้ยงชุมชนคนแดงคนเหลือง
ม้าลาต่างหาคนเมือง...เปลี่ยนจากฟันเฟืองเป็นเครื่องยานยนต์

รถยนต์ปะปนรถไฟ...ถนนสายใหญ่จากไพรหมอกหนา
รางคู่มุ่งสู่ประชา...แทนม้าแทนลาขี้ข้าจรดล
ขจรไกลส่งไปทั่วโลก...ผู้คนบริโภคผลิตผล
นำไทยไปสู่สากล...เมืองไทยจรดลสู่ AEC

เหมือนฟ้า.ส่งห่ามาเกิด...ผู้ปัญญาเลิศเกิดกิเลสตัณหา
ขัดแย้งหวังแบ่งนครา...แย่งกันกราบหมาแย่งประชาชี
ไอ้อีผู้มีความรู้...ขยับจากรูด่าปูผ่องศรี
สร้างรถไฟวิ่งไวมันไม่ดี...ขนต้นหอมผักชีโดนไอ้อีมันด่าทอ

ติเพื่อก่อห่า”พ่อง”มึงหรือ...ไม่พายสองมือเอาตีนราน้ำ
ด่าไม่พอเอา”พ่อง”มาคุกคาม...กูอยากจะถาม.ว่าเมื่อไหร่มึงถึงจะพอ
กินบนเรือนขี้รดหลังคา...ผลประโยชน์ชาวประชา.มึงยังด่าไอ้หน้าหอ
สากกะเบือเอาเกลือทาน่าจะพอ...สำหรับคนหน้าหอไอ้ดอ.รอ.วงมนทา

2ล้านล้านงบประมาณผ่านฉลุย...สมองหมาปัญญาทุยมันขุดคุ้ยไม่ได้ผล
แค่เห็บหมัดมันจ้องกัดดูดเลือดคน...ประเทศไทยจาราจลเพียงเพราะคนศักดินา
หลายล้านเสียงยังยืนเคียงรัฐบาล...ปกป้องปูจากภัยพาลอันธพาลคนกราบหมา
จงแข็งขืนยืนหยัดสู้เถิดปูนา...เป็นขวัญใจชาวประชา.เอาให้ฟ้ามันได้อาย......






ขอบคุณบทกวีที่งดงาม..ของขุนเขา
จาก http://www.dangdd.com/threads/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2.16211/

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ชัยชนะของสองพรรคใหญ่ : บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556

 
บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.2556
: ชัยชนะของสองพรรคใหญ่ 
ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ที่มา siamintelligence
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2556 เสร็จสิ้นลงด้วยชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ คนเดิมจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถรักษาแชมป์ต่อได้อีกสมัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม ผลคะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นนัยสำคัญต่อการเมืองไทยหลายประการ SIU ขอนำเสนอบทวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้งดังนี้

1. การเมืองกรุงเทพ เข้าสู่ระบบสองพรรคใหญ่ ผู้สมัครอิสระเกิดลำบาก

ถ้าดูผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 เทียบกับผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งก่อนๆ จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่ครองคะแนนเสียงรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสของผู้สมัครอิสระหรือผู้สมัครจากพรรคเล็กก็มีน้อยลงเรื่อยๆ
การเลือกตั้งผู้ว่า 2556 ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันเกือบ 90% ของคะแนนเสียงทั้งหมด (คำนวณจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่เว็บไซต์ ThaiPBS รายงาน) เหลือพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นๆ ประมาณ 10% เท่านั้น ในขณะที่ผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2552 (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 75% และถ้าย้อนไปไกลถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 (อ้างอิง) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 70%
สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)
สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของ “พัฒนาการการเมืองไทย” หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เน้น “พรรค” มากกว่า “คน”
ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เดิมที “คน” ยังมีความโดดเด่นใกล้เคียงกับ “พรรค” และในอดีตก็มีผู้สมัครอิสระอย่าง ดร.พิจิตต์ รัตตกุล หรือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยเอาชนะผู้สมัครจากพรรคใหญ่มาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด (นายอภิรักษ์ 2 สมัย และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีก 2 สมัย) โดยมีพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ยึดครองอันดับสองในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด (2551-2552-2556) เช่นกัน
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้วนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน และถ้าพิจารณาจากความคิดเห็นหรือเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ คนแล้ว จะเห็นว่าเป็นการ “เลือกพรรคมากกว่าเลือกคน” หรือ “แสดงจุดยืนทางการเมืองมากกว่าดูเรื่องนโยบาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองแบบสองพรรค สองอุดมการณ์ เริ่มมีบทบาทสำคัญเหนือบุคลิกภาพหรือศักยภาพของตัวผู้สมัครด้วย
ถ้ารวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแนวโน้มของคะแนน หรือความขัดแย้งทางการเมืองแบบสองขั้ว ก็จะเห็นว่า “โอกาส” ของผู้สมัครจากพรรคเล็กหรืออิสระ ลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาวนั่นเอง เราคาดว่าในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งหน้า สถานการณ์ก็ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้มากนัก

2. พรรคประชาธิปัตย์: รักษากรุงสำเร็จ แต่สถานะไม่เปลี่ยน

นัยที่สำคัญที่สุดต่อพรรคประชาธิปัตย์คือรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายในเมืองหลวงได้สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถคง “รอยต่อ” ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ได้ ซึ่งในแง่ความเป็นประชาธิปไตยแล้วอาจเป็นผลดีมากกว่าการที่พรรคเพื่อไทยยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีประเด็นที่น่าจับตาอีก 2 ส่วนดังนี้
กรุงเทพแบบเดิม
ชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นผลดีในเชิงการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่สำหรับคนกรุงเทพแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมในตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาถือว่าแย่พอตัว (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้ว่าคนก่อนของพรรคเองอย่างนายอภิรักษ์) และการเอาชนะในสมัยที่สองได้ก็เป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องพรรค-อุดมการณ์ทางการเมือง มากกว่าเป็นเพราะผลงานของตัวผู้สมัครเอง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ควรใช้โอกาสที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพ ปรับปรุงผลงานในสมัยที่สองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เลิกใช้ทีมงานชุดเดิมของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประสานงานกับทีมงานของพรรคและนักการเมืองท้องถิ่นในกรุงเทพ รวมถึงหันมารับฟังปัญหา-จุดบกพร่องของการทำงานในสมัยแรกจากประชาชน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อไทยมากขึ้น โดยอิงประโยชน์ของคนกรุงเทพเป็นสำคัญ
พรรคประชาธิปัตย์แบบเดิม
หลังความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้ง 2554 หลายเสียงพูดตรงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุง-ปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้กลับมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2554 มาจนถึงปี 2556 ระยะเวลาประมาณปีครึ่งเรากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์มากนัก แกนหลักสำคัญยังเป็นทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอยู่เช่นเดิม
ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 มีการวิเคราะห์กันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ สูญเสียที่มั่นเมืองหลวง ก็อาจเป็นปัจจัยเร่งให้พรรคต้องปรับปรุงตัวขนานใหญ่ และคณะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันอาจถึงเวลาต้องผลัดใบ แต่เมื่อผลออกมาเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะทำให้ปัจจัยกระตุ้นภายนอกนี้หมดไป และโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ในฐานะที่ SIU เคยแสดงจุดยืนหลังการเลือกตั้ง 2554 ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตัวเองอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของการเมืองไทยในภาพรวม เราก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุงตัวให้มากกว่านี้ ถึงแม้จะสามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าได้แล้วก็ตาม
ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ
ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

3. พรรคเพื่อไทย: แพ้แต่คะแนนเพิ่ม

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่เคยยึดกรุงเทพสำเร็จในการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คราวนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จอีกครั้ง แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากการเลือกตั้ง 2552 มาก คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  และถ้าพิจารณาจากตัวผู้สมัครคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการเมืองอย่างเป็นทางการไม่ถึง 2 เดือนดี ก็ถือว่าทำผลงานได้เกินคาด
พงศพัศ ทำดีแต่ยังไม่พอ
สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยก่อนเปิดตัวผู้สมัครของพรรคนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะมีเสียงเรียกร้องจากภายในพรรคให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงสมัคร แต่เจ้าตัวก็ยืนยันปฏิเสธตลอดมา จนสุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยสงบศึกภายในพรรคได้ และเปิดตัว “โฆษกตำรวจ” พล.ต.อ.พงศพัศ ที่คุ้นเคยตามหน้าสื่อมานานแต่ยังไม่เคยสัมผัสการเมืองอย่างจริงจังมาก่อน
เส้นทางของ พล.ต.อ.พงศพัศ คล้ายๆ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554 นั่นคือเป็น “หน้าใหม่” ของวงการการเมือง และกระโจนเข้ามาชิงตำแหน่งสำคัญของประเทศโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นฐานสนับสนุน จุดต่างคงอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนามสกุล “ชินวัตร” ห้อยท้าย และฐานเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ-กรุงเทพนั้นมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกัน (ซึ่งอาจยังอธิบายได้ด้วยทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ พล.ต.อ.พงศพัศ จะได้รับคะแนนเสียงมากถึง 1 ล้านคะแนน แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขายัง “ดีไม่พอ” ที่จะเอาชนะใจคนกรุงเทพเหนือพรรคประชาธิปัตย์ได้ และก็ต้องยอมรับว่าตัวของ พล.ต.อ.พงศพัศ ถึงแม้จะบุคลิกดี คล่องแคล่ว ออกสื่อเก่ง แต่ก็ยังไม่มีผลงานเชิงบริหารให้เห็นมากนัก ชื่อชั้นทางการเมืองก็ยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรค ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมทางการเมืองใหญ่พอสำหรับโค่นพรรคประชาธิปัตย์ลงได้
ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณว่าพรรคเองต้องเร่งสร้างบุคลากรที่โดดเด่นกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งหน้า เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค-ตัวผู้สมัครโดดเด่นไม่พอ อย่างเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้อีก
คนกรุงเทพยังหวาดกลัวทักษิณ
ในบทวิเคราะห์ก่อนการเลือกตั้งของ SIU เรายกให้ “ทักษิณ” เป็นหนึ่งในสามปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาก็แสดงให้เห็นว่า “ทักษิณ” ยังมีบทบาทสำคัญต่อการลงคะแนนของคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลายๆ คนแล้วเป็นการแสดงจุดยืนว่า “เอา-ไม่เอา” ทักษิณด้วยซ้ำ
ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถชนะศึกเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2550 และ 2554 ได้ติดต่อกัน แต่ความพ่ายแพ้ในเมืองหลวงตลอดมาก็แสดงให้เห็นว่า ผีทักษิณ ยังคงอยู่ในใจของคนกรุงเทพ ซึ่งทางแก้ไขมีเพียงทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องเร่งสร้างผลงานในระดับรัฐบาล ทั้งเชิงเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ธรรมาภิบาล เพื่อซื้อใจคนกรุงเทพกลับคืนมาในระยะยาวให้จงได้
social network ผู้ว่า กทม

4. ผู้สมัครอิสระ: บทเรียนจากความพ่ายแพ้

ผู้แพ้อย่างชัดแจ้งของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556 คงหนีไม่พ้นผู้สมัครอิสระและผู้สมัครจากพรรคเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับคะแนนมากที่สุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้ง 3 ราย ซึ่งเราขอวิเคราะห์แยกรายบุคคล ดังนี้
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
“วีรบุรุษนาแก” ผู้นี้ทำคะแนนได้สูงสุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้งหมด (166,582 คะแนน เป็นอันดับสามของการเลือกตั้ง) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะชื่อชั้นระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปรากฏตัวตามหน้าสื่อมาโดยตลอด การเตรียมความพร้อมสำหรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มายาวนานก่อนใครเพื่อน บวกกับฐานเสียงส่วนตัวที่มีไม่น้อย และการสนับสนุนจากมวลชนสายพันธมิตรฯ ก็ช่วยให้เข้าป้ายมาเป็นอันดับสามได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ถูกทิ้งห่างจากผู้สมัครสองอันดับแรก แสดงให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้สมัคร และยังมีประเด็นว่าบุคลิกของตัว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เอง ก็ยังดูเป็นข้าราชการตำรวจสมัยเก่า ทำให้ขาดคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ไปอีกมาก
สุหฤท สยามวาลา
“ดีเจเด็กแนว” และผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามวาลา เป็นด้านกลับของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชนิด 180 องศา เพราะเขาก้าวเข้ามาสมัครผู้ว่าแบบคนรุ่นใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ หาเสียงผ่านโลกออนไลน์เป็นหลัก และปฏิเสธการหาเสียงแบบเดิม ๆ ที่อิงฐานเสียงหรือการเมืองระบบเก่าอย่างสิ้นเชิง
สุหฤท สร้างกระแสนิยมที่ดีมากในหมู่คนรุ่นใหม่และโลกออนไลน์ จนเกิดวาทกรรม “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระเพราะเดี๋ยวเสียงแตก” ในช่วงท้ายของการหาเสียงด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อผลคะแนนออกมา นายสุหฤทกลับได้เพียง 78,825 คะแนน น้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นเท่าตัว และถ้าเทียบกับจำนวนคนกดไลค์เพจของนายสุหฤทในเฟซบุ๊กประมาณ 73,000 คน ก็มีข้อเปรียบเทียบว่าต่างกันเพียงหลักพันด้วยซ้ำ
ทิศทางที่กลับกันของกระแสในโลกไซเบอร์กับคะแนนสุดท้ายของนายสุหฤท เป็นบทเรียนที่ดีว่าการสร้างกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว ยังใช้ไม่ได้ผลกับระบบการเมืองในปัจจุบัน ที่ยังต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงนอกโลกออนไลน์ และการจัดตั้งฐานเสียงในระบบเก่าอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้สมัครอิสระในอนาคตต้องพิจารณายุทธศาสตร์ระยะยาว การจัดตั้งองค์กรสนับสนุนล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน มีการระดมทุนสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ลักษณะเดียวกับที่มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จัดตั้งองค์กร Romney for President, Inc.  เพื่อสนับสนุนการหาเสียงชิงประธานาธิบดีของตน
สิ่งที่น่าจับตาคือสุหฤทที่สร้างกระแสสนับสนุนของตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปบนเส้นทางการเมือง ซึ่งเขาอาจไปได้ดีกว่าในการเมืองระดับชาติที่ระดมคะแนนเสียงได้กว้างไกลกว่าพื้นที่ กทม. อย่างเช่น การลงสมัคร ส.ส. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ (ลักษณะเดียวกับนายชูวิทย์หรือนายปุระชัย)
โฆสิต สุวินิจจิต
ผู้บริหารภาคเอกชนอย่างโฆสิต รวมข้อด้อยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และนายสุหฤท เข้าด้วยกัน โดยเขาใช้การหาเสียงแบบเก่า เน้นแค่การระดมป้ายเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในขณะที่ไม่มีฐานเสียงสนับสนุนเช่นเดียวกับนายสุหฤท รวมถึงสร้างกระแสแบบนายสุหฤทไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เขาได้เพียง 28,640 คะแนน น้อยกว่านายสุหฤทประมาณ 3 เท่า และน้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกือบ 6 เท่า
อย่างไรก็ตาม โฆสิต อาจประสบความสำเร็จในแง่การใช้เวทีเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองของตนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ ในอนาคต

5. การเมืองไทยปี 2556 เดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อปลายปี 2555 ทาง SIU ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยปี 2556 ว่ามีเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ที่ควรจับตา อย่างแรกคือการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ช่วงต้นปี และอย่างหลังคือความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางปี
บัดนี้ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไม่มีความเปลี่ยนแปลง เรายังได้ผู้ว่าคนเดิม พรรคประชาธิปัตย์ยังครองกรุงเทพ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม ดังนั้นปมปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมไปถึงการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่หยุดชะงักมาพักใหญ่ๆ จะเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง และเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหาเส้นทางเดินที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกฝ่ายต่อไป
  ขอบคุณบทความดีๆ จาก http://thaienews.blogspot.com/2013/03/2556.html