วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

ร้อน มีเย็นดับ..จับใจกับอุ่นและหนาว [เมื่อกวีศรีไทเทียบไหล่กวีซีไรต์]



"ร้อน" 

โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

@ ร้อนไฟใต้ไหม้ลามที่ด้ามขวาน
ร้อนตำนานกร้านศึกจารึกสมัย
ร้อนที่ยังไม่ระงับไม่ดับไฟ
ร้อนที่รุมสุมไหม้ประชาชน

@ร้อนโกดังข้าวทำจำนำเน่า
ร้อนที่ยังสั่งเข้าข้าวปี้ป่น
ร้อนที่กินข้าวย้อมข้าวปลอมปน
ร้อนกระเป๋ารั่วจนขอดก้นคลัง

@ร้อนตัวเลขเงินกู้บู๊ล้างผลาญ
ร้อนเป็นล้านล้านทะลายขายความหวัง
ร้อนชาตินี้ใช้หนี้ชาติหน้ายัง
ร้อนเรื้อรังอาละวาดถึงชาติโน้น

@ร้อนกฎหมายร้อนร้อนไม่ผ่อนเพลา
ร้อนเหมือนเข้าเครื่องบังคับจับเต้นโขน
ร้อนปรองดองปองดูน้องปูโดน
ร้อนตุ้มเป๊ะเตะกระโถนโดนตะเกียง

@ร้อนอำนาจบาตรใหญ่ใช้บาตรทุ่ม
ร้อนเพราะอุ้มจงอางอย่างสุ่มเสี่ยง
ร้อนเพราะคอยแต่ฟังคนข้างเคียง
ร้อนเพราะไม่ฟังเสียงประชาชน!

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 
พฤหัสบดี ที่ 28 มี.ค. 2556

******************** 

"เย็น" (เผื่อดับร้อนได้บ้าง...ครับ)

@เย็นจากปลายด้ามขวานงานคืบหน้า
เย็นด้วยวงเจรจาหาเหตุผล
เย็นด้วยรัฐเคียงข้างประชาชน
เย็นน้ำใจดั่งฝนช่วยดับไฟ

@เย็นมีจำนำข้าวรายได้เพิ่ม
เย็นเงินเติมกระเป๋าตุงทุ่งสดใส
เย็นภาษีขยายตัวจากภายใน
เย็นลืมตาอ้าปากได้แล้วชาวนา

@เย็นลงทุนครั้งใหญ่ใช้สร้างชาติ
เย็นความหวังเคยวาดสมปรารถนา
เย็นขนส่งทั้งบกน้ำกำลังมา
เย็นไม่เสียเวลาตั้งตาคอย

@เย็นแก้รัฐธรรมนูญเครื่องหมุนแล้ว
เย็นดวงแก้ว′ ธิปไตย ไม่เกินสอย
เย็นทุกข้อกล่าวหาล้วนหลักลอย
เย็นหิ่งห้อยจะส่องแสงด้วยแรงตน

@เย็นอำนาจนอกระบบต้องหลบหน้า
เย็นหางเครื่องอำมาตยายังสับสน
เย็นจับใจเพราะรับใช้ประชาชน
เย็นเพราะเดินบนถนนประชาธิปไตย

.................................
ณัฐวุฒิใสยเกื้อ 
กวีซีไพร่
...................

..หนาว..
หนาว ไฟใต้ในใจให้หนาวสั่น
หนาว ทั่วกันหวั่นไหวใครช่วยหนอ
หนาว ชีวิตหนาวร่างกายน้ำตาคลอ
หนาว เพราะรอผู้เยียวยาช่วยราไฟ

หนาว หัวจิตหัวใจในชนชั้น
หนาว เกินกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
หนาว ด้วยมากดราคาข้าวร่ำไป
หนาว พอได้ราคาดีมีตัดรอน

หนาว เมื่อรัฐหวังลงทุนมุ่งชาวบ้าน
หนาว พวกสามานย์เตรียมเบรกหน้าสลอน
หนาว หนอหนาวความเจริญถูกริดรอน
หนาว หน้าร้อนอ่อนใจในอมาตยา

หนาว กฎหมายที่เป็นธรรมยังไม่ได้
หนาว สองในมาตฐานสันดานหนา
หนาว กฎหมายกดขี่เร้นเข่นประชา
หนาว ระอาผู้ว่าความอยุติธรรม

หนาว อำนาจบาตรใหญ่จนคุ้มคลั่ง
หนาว คอยหวังครอบอำนาจชั่งน่าขำ
หนาว กดขี่ปวงประชาพาระยำ
หนาว เพราะนั่งบนหัวคนชนธรรมดา.

โดยคุณ Ramawe, Friday at 10:45 AM



เป็นขวัญใจชาวประชา : เอาให้ฟ้ามันได้อาย


ขุนเขาบอก :
เป็นขวัญใจชาวประชา : เอาให้ฟ้ามันได้อาย

ข้าวทุกเม็ดเกษตรกรผู้สร้าง...ชาวนาถากถางเป็นนาว่านไถ
สารทิศกิจการทั่วไทย...ผืนนาผืนใหญ่ให้ข้าวพวกเรากิน
ธรณีนี่นี้ประเสริฐ...พืชผลกำเนิดเกิดเป็นทรัพย์สิน
ผองไทยได้ใช้ทำกิน...บนผืนแผ่นดินอยู่กินอย่างพอเพียง

มลังเมลืองเป็นเมืองกรุงใหญ่...แสนศิวิไลซ์เพราะใครหนอ
หล่อเลี้ยงอยู่อย่างเพียงพอ...เกษตรกรก่อบนความพอเพียง
เมืองใหญ่ใช้ผลิตผล...หล่อเลี้ยงชุมชนคนแดงคนเหลือง
ม้าลาต่างหาคนเมือง...เปลี่ยนจากฟันเฟืองเป็นเครื่องยานยนต์

รถยนต์ปะปนรถไฟ...ถนนสายใหญ่จากไพรหมอกหนา
รางคู่มุ่งสู่ประชา...แทนม้าแทนลาขี้ข้าจรดล
ขจรไกลส่งไปทั่วโลก...ผู้คนบริโภคผลิตผล
นำไทยไปสู่สากล...เมืองไทยจรดลสู่ AEC

เหมือนฟ้า.ส่งห่ามาเกิด...ผู้ปัญญาเลิศเกิดกิเลสตัณหา
ขัดแย้งหวังแบ่งนครา...แย่งกันกราบหมาแย่งประชาชี
ไอ้อีผู้มีความรู้...ขยับจากรูด่าปูผ่องศรี
สร้างรถไฟวิ่งไวมันไม่ดี...ขนต้นหอมผักชีโดนไอ้อีมันด่าทอ

ติเพื่อก่อห่า”พ่อง”มึงหรือ...ไม่พายสองมือเอาตีนราน้ำ
ด่าไม่พอเอา”พ่อง”มาคุกคาม...กูอยากจะถาม.ว่าเมื่อไหร่มึงถึงจะพอ
กินบนเรือนขี้รดหลังคา...ผลประโยชน์ชาวประชา.มึงยังด่าไอ้หน้าหอ
สากกะเบือเอาเกลือทาน่าจะพอ...สำหรับคนหน้าหอไอ้ดอ.รอ.วงมนทา

2ล้านล้านงบประมาณผ่านฉลุย...สมองหมาปัญญาทุยมันขุดคุ้ยไม่ได้ผล
แค่เห็บหมัดมันจ้องกัดดูดเลือดคน...ประเทศไทยจาราจลเพียงเพราะคนศักดินา
หลายล้านเสียงยังยืนเคียงรัฐบาล...ปกป้องปูจากภัยพาลอันธพาลคนกราบหมา
จงแข็งขืนยืนหยัดสู้เถิดปูนา...เป็นขวัญใจชาวประชา.เอาให้ฟ้ามันได้อาย......






ขอบคุณบทกวีที่งดงาม..ของขุนเขา
จาก http://www.dangdd.com/threads/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2.16211/

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ชัยชนะของสองพรรคใหญ่ : บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556

 
บทวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.2556
: ชัยชนะของสองพรรคใหญ่ 
ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ภาพจาก Facebook ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ที่มา siamintelligence
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2556 เสร็จสิ้นลงด้วยชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ คนเดิมจากพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถรักษาแชมป์ต่อได้อีกสมัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเองก็ประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวังก็ตาม ผลคะแนนของการเลือกตั้งครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ และเป็นนัยสำคัญต่อการเมืองไทยหลายประการ SIU ขอนำเสนอบทวิเคราะห์จากผลคะแนนเลือกตั้งดังนี้

1. การเมืองกรุงเทพ เข้าสู่ระบบสองพรรคใหญ่ ผู้สมัครอิสระเกิดลำบาก

ถ้าดูผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 เทียบกับผลคะแนนการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งก่อนๆ จะเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่ครองคะแนนเสียงรวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสของผู้สมัครอิสระหรือผู้สมัครจากพรรคเล็กก็มีน้อยลงเรื่อยๆ
การเลือกตั้งผู้ว่า 2556 ผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันเกือบ 90% ของคะแนนเสียงทั้งหมด (คำนวณจากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่เว็บไซต์ ThaiPBS รายงาน) เหลือพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นๆ ประมาณ 10% เท่านั้น ในขณะที่ผลการเลือกตั้ง พ.ศ. 2552 (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 75% และถ้าย้อนไปไกลถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2551 (อ้างอิง) ผู้สมัครสองพรรคใหญ่มีคะแนนรวมกันประมาณ 70%
สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)
สัดส่วนคะแนนเลือกตั้งผู้ว่า 52-56 (รวบรวมโดย SIU)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของ “พัฒนาการการเมืองไทย” หลังรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา ที่มุ่งหน้าเข้าสู่ระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เน้น “พรรค” มากกว่า “คน”
ในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เดิมที “คน” ยังมีความโดดเด่นใกล้เคียงกับ “พรรค” และในอดีตก็มีผู้สมัครอิสระอย่าง ดร.พิจิตต์ รัตตกุล หรือ นายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยเอาชนะผู้สมัครจากพรรคใหญ่มาได้แล้ว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด (นายอภิรักษ์ 2 สมัย และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์อีก 2 สมัย) โดยมีพรรคพลังประชาชน-เพื่อไทย ยึดครองอันดับสองในการเลือกตั้ง 3 ครั้งล่าสุด (2551-2552-2556) เช่นกัน
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้วนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ผลการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน และถ้าพิจารณาจากความคิดเห็นหรือเหตุผลในการเลือกตั้งครั้งนี้ของหลายๆ คนแล้ว จะเห็นว่าเป็นการ “เลือกพรรคมากกว่าเลือกคน” หรือ “แสดงจุดยืนทางการเมืองมากกว่าดูเรื่องนโยบาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบการเมืองแบบสองพรรค สองอุดมการณ์ เริ่มมีบทบาทสำคัญเหนือบุคลิกภาพหรือศักยภาพของตัวผู้สมัครด้วย
ถ้ารวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องแนวโน้มของคะแนน หรือความขัดแย้งทางการเมืองแบบสองขั้ว ก็จะเห็นว่า “โอกาส” ของผู้สมัครจากพรรคเล็กหรืออิสระ ลดลงเรื่อยๆ ในระยะยาวนั่นเอง เราคาดว่าในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งหน้า สถานการณ์ก็ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งนี้มากนัก

2. พรรคประชาธิปัตย์: รักษากรุงสำเร็จ แต่สถานะไม่เปลี่ยน

นัยที่สำคัญที่สุดต่อพรรคประชาธิปัตย์คือรักษาฐานที่มั่นสุดท้ายในเมืองหลวงได้สำเร็จ พรรคประชาธิปัตย์ยังสามารถคง “รอยต่อ” ระหว่างการเมืองระดับชาติกับการเมืองท้องถิ่นเอาไว้ได้ ซึ่งในแง่ความเป็นประชาธิปไตยแล้วอาจเป็นผลดีมากกว่าการที่พรรคเพื่อไทยยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีประเด็นที่น่าจับตาอีก 2 ส่วนดังนี้
กรุงเทพแบบเดิม
ชัยชนะของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นผลดีในเชิงการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม แต่สำหรับคนกรุงเทพแล้วคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมในตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาถือว่าแย่พอตัว (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับผู้ว่าคนก่อนของพรรคเองอย่างนายอภิรักษ์) และการเอาชนะในสมัยที่สองได้ก็เป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องพรรค-อุดมการณ์ทางการเมือง มากกว่าเป็นเพราะผลงานของตัวผู้สมัครเอง
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ควรใช้โอกาสที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวกรุงเทพ ปรับปรุงผลงานในสมัยที่สองให้ดีขึ้นกว่าเดิม เลิกใช้ทีมงานชุดเดิมของตัวเองเพียงอย่างเดียวโดยไม่ประสานงานกับทีมงานของพรรคและนักการเมืองท้องถิ่นในกรุงเทพ รวมถึงหันมารับฟังปัญหา-จุดบกพร่องของการทำงานในสมัยแรกจากประชาชน และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อไทยมากขึ้น โดยอิงประโยชน์ของคนกรุงเทพเป็นสำคัญ
พรรคประชาธิปัตย์แบบเดิม
หลังความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้ง 2554 หลายเสียงพูดตรงกันว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุง-ปฏิรูปขนานใหญ่ เพื่อให้กลับมาแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2554 มาจนถึงปี 2556 ระยะเวลาประมาณปีครึ่งเรากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์มากนัก แกนหลักสำคัญยังเป็นทีมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอยู่เช่นเดิม
ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่า 2556 มีการวิเคราะห์กันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์แพ้ สูญเสียที่มั่นเมืองหลวง ก็อาจเป็นปัจจัยเร่งให้พรรคต้องปรับปรุงตัวขนานใหญ่ และคณะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันอาจถึงเวลาต้องผลัดใบ แต่เมื่อผลออกมาเป็นชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะทำให้ปัจจัยกระตุ้นภายนอกนี้หมดไป และโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนักในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
ในฐานะที่ SIU เคยแสดงจุดยืนหลังการเลือกตั้ง 2554 ว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตัวเองอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ของการเมืองไทยในภาพรวม เราก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องปรับปรุงตัวให้มากกว่านี้ ถึงแม้จะสามารถคว้าชัยในศึกเลือกตั้งผู้ว่าได้แล้วก็ตาม
ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ
ภาพจาก Facebook พงศพัศ พงษ์เจริญ

3. พรรคเพื่อไทย: แพ้แต่คะแนนเพิ่ม

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ยังไม่เคยยึดกรุงเทพสำเร็จในการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา คราวนี้ก็ยังทำไม่สำเร็จอีกครั้ง แต่ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าพรรคเพื่อไทยมีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นจากการเลือกตั้ง 2552 มาก คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด  และถ้าพิจารณาจากตัวผู้สมัครคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกการเมืองอย่างเป็นทางการไม่ถึง 2 เดือนดี ก็ถือว่าทำผลงานได้เกินคาด
พงศพัศ ทำดีแต่ยังไม่พอ
สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยก่อนเปิดตัวผู้สมัครของพรรคนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะมีเสียงเรียกร้องจากภายในพรรคให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลงสมัคร แต่เจ้าตัวก็ยืนยันปฏิเสธตลอดมา จนสุดท้ายเมื่อพรรคเพื่อไทยสงบศึกภายในพรรคได้ และเปิดตัว “โฆษกตำรวจ” พล.ต.อ.พงศพัศ ที่คุ้นเคยตามหน้าสื่อมานานแต่ยังไม่เคยสัมผัสการเมืองอย่างจริงจังมาก่อน
เส้นทางของ พล.ต.อ.พงศพัศ คล้ายๆ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2554 นั่นคือเป็น “หน้าใหม่” ของวงการการเมือง และกระโจนเข้ามาชิงตำแหน่งสำคัญของประเทศโดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นฐานสนับสนุน จุดต่างคงอยู่ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนามสกุล “ชินวัตร” ห้อยท้าย และฐานเสียงของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ-กรุงเทพนั้นมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกัน (ซึ่งอาจยังอธิบายได้ด้วยทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ พล.ต.อ.พงศพัศ จะได้รับคะแนนเสียงมากถึง 1 ล้านคะแนน แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเขายัง “ดีไม่พอ” ที่จะเอาชนะใจคนกรุงเทพเหนือพรรคประชาธิปัตย์ได้ และก็ต้องยอมรับว่าตัวของ พล.ต.อ.พงศพัศ ถึงแม้จะบุคลิกดี คล่องแคล่ว ออกสื่อเก่ง แต่ก็ยังไม่มีผลงานเชิงบริหารให้เห็นมากนัก ชื่อชั้นทางการเมืองก็ยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ของพรรค ไม่สามารถสร้างโมเมนตัมทางการเมืองใหญ่พอสำหรับโค่นพรรคประชาธิปัตย์ลงได้
ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ก็เป็นสัญญาณว่าพรรคเองต้องเร่งสร้างบุคลากรที่โดดเด่นกว่า พล.ต.อ.พงศพัศ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งหน้า เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาความขัดแย้งภายในพรรค-ตัวผู้สมัครโดดเด่นไม่พอ อย่างเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้อีก
คนกรุงเทพยังหวาดกลัวทักษิณ
ในบทวิเคราะห์ก่อนการเลือกตั้งของ SIU เรายกให้ “ทักษิณ” เป็นหนึ่งในสามปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลคะแนนที่ออกมาก็แสดงให้เห็นว่า “ทักษิณ” ยังมีบทบาทสำคัญต่อการลงคะแนนของคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อย และสำหรับหลายๆ คนแล้วเป็นการแสดงจุดยืนว่า “เอา-ไม่เอา” ทักษิณด้วยซ้ำ
ถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะสามารถชนะศึกเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2550 และ 2554 ได้ติดต่อกัน แต่ความพ่ายแพ้ในเมืองหลวงตลอดมาก็แสดงให้เห็นว่า ผีทักษิณ ยังคงอยู่ในใจของคนกรุงเทพ ซึ่งทางแก้ไขมีเพียงทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องเร่งสร้างผลงานในระดับรัฐบาล ทั้งเชิงเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ธรรมาภิบาล เพื่อซื้อใจคนกรุงเทพกลับคืนมาในระยะยาวให้จงได้
social network ผู้ว่า กทม

4. ผู้สมัครอิสระ: บทเรียนจากความพ่ายแพ้

ผู้แพ้อย่างชัดแจ้งของการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. 2556 คงหนีไม่พ้นผู้สมัครอิสระและผู้สมัครจากพรรคเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับคะแนนมากที่สุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้ง 3 ราย ซึ่งเราขอวิเคราะห์แยกรายบุคคล ดังนี้
พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส
“วีรบุรุษนาแก” ผู้นี้ทำคะแนนได้สูงสุดในหมู่ผู้สมัครอิสระทั้งหมด (166,582 คะแนน เป็นอันดับสามของการเลือกตั้ง) ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะชื่อชั้นระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปรากฏตัวตามหน้าสื่อมาโดยตลอด การเตรียมความพร้อมสำหรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่า กทม. มายาวนานก่อนใครเพื่อน บวกกับฐานเสียงส่วนตัวที่มีไม่น้อย และการสนับสนุนจากมวลชนสายพันธมิตรฯ ก็ช่วยให้เข้าป้ายมาเป็นอันดับสามได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ถูกทิ้งห่างจากผู้สมัครสองอันดับแรก แสดงให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้สมัคร และยังมีประเด็นว่าบุคลิกของตัว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เอง ก็ยังดูเป็นข้าราชการตำรวจสมัยเก่า ทำให้ขาดคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่ไปอีกมาก
สุหฤท สยามวาลา
“ดีเจเด็กแนว” และผู้บริหารกลุ่มบริษัทสยามวาลา เป็นด้านกลับของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชนิด 180 องศา เพราะเขาก้าวเข้ามาสมัครผู้ว่าแบบคนรุ่นใหม่ คิดใหม่ทำใหม่ หาเสียงผ่านโลกออนไลน์เป็นหลัก และปฏิเสธการหาเสียงแบบเดิม ๆ ที่อิงฐานเสียงหรือการเมืองระบบเก่าอย่างสิ้นเชิง
สุหฤท สร้างกระแสนิยมที่ดีมากในหมู่คนรุ่นใหม่และโลกออนไลน์ จนเกิดวาทกรรม “อย่าเลือกผู้สมัครอิสระเพราะเดี๋ยวเสียงแตก” ในช่วงท้ายของการหาเสียงด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายแล้วเมื่อผลคะแนนออกมา นายสุหฤทกลับได้เพียง 78,825 คะแนน น้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นเท่าตัว และถ้าเทียบกับจำนวนคนกดไลค์เพจของนายสุหฤทในเฟซบุ๊กประมาณ 73,000 คน ก็มีข้อเปรียบเทียบว่าต่างกันเพียงหลักพันด้วยซ้ำ
ทิศทางที่กลับกันของกระแสในโลกไซเบอร์กับคะแนนสุดท้ายของนายสุหฤท เป็นบทเรียนที่ดีว่าการสร้างกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว ยังใช้ไม่ได้ผลกับระบบการเมืองในปัจจุบัน ที่ยังต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงนอกโลกออนไลน์ และการจัดตั้งฐานเสียงในระบบเก่าอยู่เหมือนเดิม ทำให้ผู้สมัครอิสระในอนาคตต้องพิจารณายุทธศาสตร์ระยะยาว การจัดตั้งองค์กรสนับสนุนล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน มีการระดมทุนสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ลักษณะเดียวกับที่มิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จัดตั้งองค์กร Romney for President, Inc.  เพื่อสนับสนุนการหาเสียงชิงประธานาธิบดีของตน
สิ่งที่น่าจับตาคือสุหฤทที่สร้างกระแสสนับสนุนของตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว จะเดินหน้าอย่างไรต่อไปบนเส้นทางการเมือง ซึ่งเขาอาจไปได้ดีกว่าในการเมืองระดับชาติที่ระดมคะแนนเสียงได้กว้างไกลกว่าพื้นที่ กทม. อย่างเช่น การลงสมัคร ส.ส. ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ (ลักษณะเดียวกับนายชูวิทย์หรือนายปุระชัย)
โฆสิต สุวินิจจิต
ผู้บริหารภาคเอกชนอย่างโฆสิต รวมข้อด้อยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และนายสุหฤท เข้าด้วยกัน โดยเขาใช้การหาเสียงแบบเก่า เน้นแค่การระดมป้ายเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในขณะที่ไม่มีฐานเสียงสนับสนุนเช่นเดียวกับนายสุหฤท รวมถึงสร้างกระแสแบบนายสุหฤทไม่ได้ด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เขาได้เพียง 28,640 คะแนน น้อยกว่านายสุหฤทประมาณ 3 เท่า และน้อยกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกือบ 6 เท่า
อย่างไรก็ตาม โฆสิต อาจประสบความสำเร็จในแง่การใช้เวทีเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองของตนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ ในอนาคต

5. การเมืองไทยปี 2556 เดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

เมื่อปลายปี 2555 ทาง SIU ได้วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยปี 2556 ว่ามีเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ที่ควรจับตา อย่างแรกคือการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ช่วงต้นปี และอย่างหลังคือความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งจะอยู่ในช่วงกลางปี
บัดนี้ การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผ่านพ้นไปแล้ว โดยสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งไม่มีความเปลี่ยนแปลง เรายังได้ผู้ว่าคนเดิม พรรคประชาธิปัตย์ยังครองกรุงเทพ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเหมือนเดิม ดังนั้นปมปัญหาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมไปถึงการนิรโทษกรรมทางการเมืองที่หยุดชะงักมาพักใหญ่ๆ จะเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง และเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องหาเส้นทางเดินที่ได้รับการยอมรับจากคนไทยทุกฝ่ายต่อไป
  ขอบคุณบทความดีๆ จาก http://thaienews.blogspot.com/2013/03/2556.html

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

29 มกราหมื่นปลดปล่อย..เส้นทางแห่งการต่อสู้



บทความดีๆ โดยคุณลูกชาวนาไทย
คัดมาเฉพาะสำนวนของคุณลุกชาวนาไทยเท่านั้น (จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน)


ผมดูภาพที่ "คุณมังกรดำ" นำมาลงที่เว็บประชาทอล์ก ถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันนี้ เพื่อให้มีการ "ปลดปล่อยนักโทษการเมือง" ผมคิดว่ามีคนเข้าร่วมชุมนุมในจำนวนที่มากพอสมควร
ต้องเข้าใจนะครับว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการริเริ่มของคนเสื้อแดงอิสระ เป็น "แกนนอน" ไม่ได้มีคนของรัฐบาลหรือคนของ นปช. เข้าร่วม แต่คนเสื้อแดงที่เข้าร่วม ก็เป็นคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมทั้งสองกลุ่ม ไม่ว่าชุมนุมของ นปช. นั่นแหละ
ดังนั้น ผมคิดว่าประเด็นเรื่อง "นักโทษทางการเมืองนี้" ค่อนข้างจุดติดแล้ว หากรัฐบาลนิ่งเฉยไม่ขยับตัว ทำอะไรเลย เชื่อว่า ความอึดอัดจะขยายตัวไปเรื่อยๆ และอาจมีการชนกับรัฐบาลในที่สุด
อย่าลืมว่าคนเสื้อแดงนั้นมีหลายกลุ่มในการต่อสู้กับระบอบอำมาตย์ มีทั้งแดงเสรีนิยม แดงสยาม และแดงที่รักทักษิณ แต่โดยรวมๆ แล้ว คนเสื้อแดงไม่ว่ากลุ่มไหน ก็จะออกไปชุมนุมร่วมกัน หากต้องต่อสู้กับอำมาตย์ โดยที่ มี นปช. เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็ยังมีกลุ่มย่อยๆ กลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย
คุณลักษณะของเสื้อแดงนั้น เป็นขบวนการประชาชนที่ใหญ่ที่สุด ใช่ว่า "นปช." จะสามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามใจชอบ มันต้องขึ้นกับประเด็นที่คนเห็นสอดคล้องกันด้วย
ในการชุมนุมของ นปช.ทุกครั้ง ก็มีสองเวที คือเวทีใหญ่ ของ นปช. กับ เวทีเล็กของแดงอิสระต่างๆ ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ช่วงหลังๆ นี้รู้สึกว่าจะไปด้วยกันได้ คือ ไม่มีการกระทบการกระทบกระทั้งกัน มีเวทีใหญ่ก็มีเวทีเล็กพร้อมกันไป ตั้งอยู่ห่างกันไปพอที่เสียงจะไม่ตีกัน
การออก พรก.นิรโทษกรรมมวลชน ที่ยังติดคุกอยู่นี้ ผมไม่เห็น ว่า ทำไมต้องปล่อยให้ล้าช้า มันเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันที มันไม่กระทบใคร ไม่ว่าจะเป็นทักษิณหรือแกนนำทั้งแดง และเหลือง เพราะ นิรโทษกรรมเฉพาะมวลชนเท่านั้น
ผมคิดว่าคงมีการชุมนุมเรียกร้องเรื่องนี้ต่อไปอีก และเมื่อประเด็นจุดติดได้พอสมควร หากรัฐบาลนายกฯปู ไม่ตอบสนอง ความแปลกแยกจะเกิดขึ้นเรือ่ยๆ
นปช.นั้นได้แสดงความเป็น "อิสระ" ในการสวน "ทักษิณ"แล้ว ในปฎิญญาโบนันซ่า 3 ข้อ 
ตอนนี้ "แดงอิสระเริ่มชุมนุมแล้ว"
อย่าคิดว่าคนเสื้อแดงนั้นเป็นของตาย หากไม่ตอบสนอง รัฐบาลนี้หากไม่มีมวลชนคอยเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ก็คงอยู่ได้ยาก เพราะอำมาตย์ไม่ได้หายไปไหน แต่จ้องที่จะขย้ำอยู่

ผมเชื่อว่าคงมีการชุมนุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งต่อๆไป ตามแรงกระตุ้น ประเด็นเรียกร้องจะยกระดับไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ และการรับรอง ICC เป็นแน่
เชื่อว่า นปช. ก็คงจะมีการขยับตัวอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้น เสื้อแดงกลุ่ม "ปฎิญญาหน้าศาล" ก็จะชิงการนำ มันเป็นธรรมชาติของงานมวลชน หากเสียการนำก็จะเสียไปเรื่อยๆ ดังนั้น หาก นปช.ล้าหลังมวลชน นปช.ก็จะเสียการนำเช่นกัน ดังนั้น ผมเชื่อว่า จตุพรที่ไม่ได้อยู่ใน คณะรัฐมนตรี ก็คงต้องออกมาเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เสียสภาพการนำ
ส่วนรัฐบาลนั้น คุณทักษิณเริ่มโดน นปช.สวนที่ โบนันซ่า พลังของคุณทักษิณในการชี้นำคนเสื้อแดงก็ "อ่อนด้อยลง" พอสมควร แม้ว่าจะยังมีมากอยู่ แต่ "ตัวประเด็นเรียกร้องทางอุดมการณ์ เช่น รัฐธรรมนูญ การรับรอง ICC หรือแม้แต่ การแก้ไข กฎหมาย 112 ก็จะเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลนายกฯปู มีจุดอ่อน ที่ "ห่างมวลชนมากเกินไป" ทั้งๆ ที่เกิดขึ้นจากมวลชน การที่รัฐบาลถูกการชี้นำของพวก "ที่ห่วงตำแหน่ง" ไม่กล้าสู้ ชี้นำมากเกินไป สุดท้ายจะเกิดสภาพที่ "นำมวลชนไม่ได้" แบบที่เห็นอยู่ขณะนี้
จะพึ่งณัฐวุฒิคนเดียว ตอนนี้ก็น่าจะกล่อมมวลชนยากแล้ว หากกดดันมากๆ เกิดณัฐวุฒิลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี รัฐบาลก็จะขาดจุดเชื่อมโยง ยากจะคุยกับมวลชนได้
การเชื่อ สุรนันน์ เวชชาชีวะ มากเกินไป เชื่อ เจ้แดงมากเกินไปทำให้เกิดสภาพนี้
คิดว่าจะหวังพึ่ง "บ้านเลขที่ 111" นั้น คนบ้านเลขที่ 111 นั้น ไม่ได้เป็นแกนนำมวลชนเสื้อแดง พวกเขาอาจมีความสามารถในการบริหาร แต่ขาดฐานมวลชน ในทางการเมือง ไม่ค่อยมีประโยชน์มากมายอะไรนัก พวกเขาเติบโตจากการ "เกาะคุณทักษิณ" นั่นหมายถึงว่าคุณทักษิณ "ชี้นำมวลชนได้"
แต่ตอนนี้พลังของคุณทักษิณในการชี้นำมวลชน ไม่ได้มากขนาดนั้น ยังต้องผ่าน "แกนนำเสื้อแดง" ต่างๆ แต่รัฐบาลมีแกนนำเสื้อแดงอยู่น้อยมาก เลยกลายเป็น "ห่างไกลจากมวลชน" ขาดการสื่อสารในระดับที่ดี
ก็อย่างที่ผมวิเคราะห์ไว้ ตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาลปู 3 ไม่ใช่ผมทวงตำแหน่ง รมต. ให้กับเสื้อแดง แต่ผมเห็นปัญหา "ความห่าง" แล้วมันจะเกิดปัญหาการนำ การสื่อสารตามมา
แล้วการคุมไม่ได้ก็จะตามมา อย่างที่เห็น
คณะรัฐมนตรีที่ไม่เข้าถึงอารมณ์มวลชน ต่อให้เก่งมีผลงาน จะรู้ได้อย่างไรว่ามวลชนเขาต้องการอะไรขณะนั้น เขาอาจไม่ต้องการรถคันแรก เป็นลำดับต้นก็ได้ แต่เขาต้องการด้านการเมืองก่อน เช่น รธน. หรือ เรื่อง 112
ใครที่ไม่เข้าใจการเมือง ไม่เข้าใจ การนำ ก็มักแต่จะคิดว่า "หวังตำแหน่ง" แย่งตำแหน่ง เป็นการมองการเมืองในระดับที่ตื้นเขินเกินไป
รัฐบาลต่อไปนี้จะถูกมวลชนบีบตลอด เพราะ "ไม่เข้าใจหลักการจัดสรรอำนาจ" เพื่อให้ การสื่อสาร ไหลเวียนได้ไม่ติดขัด
พลาดตั้งแต่ ครม.ปู3 แล้ว
อีกอย่างกลุ่ม "ปฎิญญาหน้าศาล" จุดติดแล้ว ก็คงไม่หยุดง่ายๆ เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การชี้นำมวลชนเช่นกัน ก็คงมีการเรียกร้อง "ที่โดนใจมวลชน" มากยิ่งขึ้น เช่น เรื่อง ICC หรือ เรื่อง รธน. คนที่อึดอัดกับการนำของ นปช. ก็จะไหลเข้าไปหาแกนนำใหม่นี้ ผมเชื่อว่ามีมากพอสมควร
รัฐบาลที่มีแต่พวกเจ้แดง กับพวกชินวัตร เต็ม ครม. แต่ "ขาดพลังชี้นำมวลชน" แทนที่จะเข็มแข็งก็กลายเป็นอ่อนแอไปเลย เอาพวกบ้านเลขที่ 111 มาหนุนก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะไม่ใช่แกนนำมวลชน ยากที่จะหารอยเชื่อมได้
ก็อย่างที่บอก อำมาตย์รอจ้องอยู่ หากอ่อนด้านมวลชนเมื่อไหร่ ก็ล้มเมื่อนั้น
ผมว่ากลุ่ม "ปฎิญญาหน้าศาล" เมื่อจุดติดแล้ว กลุ่มอาจารย์หวานนี้ขยันจุดไม้ขีดเสียด้วย ก็คงจุดประเด็นขึ้นเรื่อยๆ
เสื้อแดงก้าวหน้าทั้งหลาย ที่อีดอัดกับ นปช. ก็จะเฮละโลไปสนับสนุนกลุ่มอาจารย์หวานให้เคลื่อนไหว ช่วงชิงการนำจาก นปช. ซึ่งก็คงขึ้นกับประเด็นด้วย หากเล่นประเด็นแรงและเร็วเกินไป "ล้ำหน้ามากเกินไป กลายเป็นอ๊อฟไซด์ ก็อาจร่วงเร็ว แต่หาก "บริหารประเด็นเป็น ไม่เร่งเกินไปหรือช้าเกินไป" ก็น่าจะสามารถชี้นำมวลชนได้มากพอสมควร
ผมไม่มีปัญหาอะไร เพราะก็มองที่ประเด็น หากประเด็นไหนน่าสนับสนุนก็สนับสนุน หากประเด็นมัน "ล่อแหลมเกินไป" ก็อาจเตือน ไม่เห็นด้วย
แต่เรื่อง นิรโทษกรรมมวลชน กำลังพอดี ๆ น่าสนับสนุน

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สัมมนาพรรคเพื่อไทย 06 1 56


คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
อภิปราย ประเด็น "การแก้ไขรัฐรธรรมนูญ 2550" น่าฟังมาก
ใน ๓ ประเด็น (๑)ที่มา (๒)เนื้อหา (๓)ผลการบังคับใช้
จังหวะจะโคนการพูด น้ำหนักการเน้นคำสำคัญ การเชื่อมโยง
พูดทำให้เข้าใจง่าย จริงๆ
ท้ายสุด รมช.ณํฐวุฒิ ได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ในการเร่งพูดให้ประชาชนเข้าใจรายละเอียด
เยี่ยมจริง....
วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม 2555 ที่เขาใหญ่

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

สึนามิ..ถล่มญี่ปุ่น



สึนามิถล่ม


นาที "คลื่นยักษ์สึนามิ" เข้าถล่ม.. เมืองนาโทริ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น


หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์กลางทะเลแปซิฟิก คาดมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก



เมื่อวันที่ 11 มี.ค. สำนักข่าวเอ็นเอชเค รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ประเทศญี่ปุ่น แถลงว่า เมื่อเวลา 14.46 น. วันศุกร์ที่ 11 มี.ค.2554 เกิดเหตุแผ่นดินไหวใต้ทะเล ศูนย์กลางอยู่ใต้ทะเลลึกราว 10 ก.ม. ไม่ไกลชายฝั่งเมืองเซนได จังหวัดมิยากิ บนเกาะฮอนชู ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ห่างจากกรุงโตเกียว เมืองหลวงประมาณ 400 ก.ม. วัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 8.9 ริกเตอร์ นับเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในญี่ปุ่นในรอบ 140 ปี ทั้งยังก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ "สึนามิ" สูง 4-10 เมตร ซัดโถมเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และพื้นที่การเกษตรอย่างรุนแรง รวมถึงมีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก




หลังเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ 8.9 ริกเตอร์ดังกล่าวยังเกิดอาฟเตอร์ช็อก หรือแรงสั่นสะเทือนตามหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีกกว่า 20 ครั้ง ครั้งแรงที่สุดวัดได้ 7.4 ริก เตอร์ นอกจากนั้น แรงสั่นสะเทือนยังแผ่รัศมีไปถึงกรุงโตเกียว ทำให้ตึกสูงเขย่าโยกไปมา ประชาชนต่างแตกตื่นหนีตายอุตลุด ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมน ตรีนาโอโตะ คัง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีตั้งวอร์รูมรับมือเหตุแผ่นดินไหว-สึนามิโดยด่วน เพราะคาดว่าจะเกิดความเสียหายจำนวนมาก พร้อมกับสั่งระงับระบบขนส่งมวลชนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย อาทิ สั่งปิดท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะ ยกเลิกการวิ่งรถไฟชินคังเซ็นทั้งหมด และปิดตรวจโรงงานนิวเคลียร์ 4 แห่ง บ้านหลายล้านหลังคาเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้





รุนแรงราวโลกาวินาศ

เอ็นเอชเคระบุด้วยว่า เกิดเหตุระทึกขึ้นระหว่างนายคังเรียกประชุม ครม.ในโตเกียว เพราะอาฟเตอร์ช็อกได้เขย่าห้องประชุมโดยไม่ทันตั้งตัว ต่อมาเวลา 15.21 น. ที่เมืองคามาอิชิและเมืองมิยาโกะ จังหวัดอิวาเตะ พบสึนามิสูงกว่า 4 เมตรซัดเข้าชายฝั่ง จากนั้นเวลา 15.30 น. สึนามิสูง 7.3 เมตร โถมเข้าชายฝั่งเมืองท่าโซมะ จังหวัดฟูกูชิมะ ตำรวจต้องสั่งอพยพชาวบ้านจากจุดเสี่ยง
และเวลา 16.52 น. สึนามิสูง 4.2 เมตร ซัดเข้าฝั่งเมืองโออาราอิ จังหวัดอิบารากิ สำหรับเหตุเพลิงไหม้หลังเกิดแผ่นดินไหวนั้น
เจ้าหน้าที่เผยว่ามีอย่างน้อย 44 เหตุใน 6 จังหวัด




สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ธรณีพิบัติภัยและสึนามิครั้งนี้ทำให้หลายพื้นที่ของญี่ปุ่นมีสภาพไม่ต่างจากวันโลกาว​ินาศ เพราะคลื่นยักษ์ได้ซัดเอามวลน้ำปริมาณมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ชายฝั่ง และบางจุดสึนามิล้ำชายฝั่งเข้ามาไกลเป็นกิโลเมตร เช่น เมืองอิชิโนมากิ เมืองท่าของจังหวัดมิยากิ ประชาชนให้สัมภาษณ์เป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเจอแผ่นดินไหวหนักขนาดนี้มาก่อน





รัฐบาลญี่ปุ่นคาดเสียหายยับ

ข่าวแจ้งว่า ความแรงของน้ำยังกวาดเอาเศษสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ เศษวัสดุ ข้าวของต่างๆ ไหลเข้ามากองอยู่ในตัวเมืองหลายเมือง อาทิ เมืองเซนได คลื่นยักษ์ซึ่งผสมปนเปกับดินโคลนสีดำทะมึนได้แผ่กระจายไหลทำลายล้างพื้นที่เกษตรเป็นบริเวณกว้าง และมีรายงานไฟไหม้เกิดขึ้นตามอาคารหลายพื้นที่ รวมถึงในกรุงโตเกียว ส่วนที่เมืองอิชิฮาระ จังหวัดชิบะ ผลจากแผ่นดินไหวทำให้เกิดเพลิงไหม้โรงกลั่นบริษัทคอสโมออยล์อย่างรุนแรง มองเห็นเป็นลูกไฟประลัยกัลป์ขนาดมหึมา






เบื้องต้นรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงยอมรับว่าคาดว่าแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายมหาศาล พร้อมส่งกองเรือจากโตเกียวไปช่วยเสริมปฏิบัติการกู้ภัยในจังหวัดมิยากิ โดยเฉพาะเมืองเซนได เขตตัวเมืองโดนคลื่นสึนามิซัดเสียหายหนัก รถยนต์บนท้องถนนถูกน้ำกวาดลอยไปกองรวมกันกลายเป็นเศษเหล็กนับไม่ถ้วน สนามบินจมบาดาล ด้านสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติของญี่ปุ่นแถลงช่วงเย็นว่า มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 116 ราย ส่วนใหญ่ถูกสิ่งปลูกสร้างถล่มทับ สูญหาย 39 ราย บาดเจ็บจำนวนมาก




ผวาเพลิงไหม้ "โรงงานนิวเคลียร์"

ต่อมาทางการญี่ปุ่นประกาศให้กรุงโตเกียวเป็นเขตภัยพิบัติ และมีข่าวว่ายอดของโตเกียวทาวเวอร์ สัญลักษณ์กรุงโตเกียวเอียงอย่างเห็นได้ชัด เพราะแรงแผ่นดินไหว ส่วนเมืองโอซาก้าประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังแผ่นดินไหว

ด้านสำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า เรือบรรทุกผู้โดยสาร 100 คน ถูกคลื่นสึนามิกลืนกินหายไปกับท้องทะเลแถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ และยังไม่ทราบชะตากรรม

นอกจากนี้ เกียวโดระบุด้วยว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารควบคุมระบบเทอร์ไบน์ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เมืองโอนางาวะ จังหวัดมิยากิ ทำให้ประชาชนแตกตื่นกลัวกัมมันตรังสีรั่วไหล ขณะที่นายคัง นายกฯ ญี่ปุ่นแถลงว่า ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ที่มีโรงงานนิวเคลียร์ตั้งอยู่ เพื่อให้ปฏิบัติงานได้สะดวกรวดเร็ว แต่ไม่ได้หมาย ความว่ามีปัญหาเกิดขึ้นขอยืนยันว่าผลสำรวจโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่พบรังสีรั่วไหล ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก




โตเกียว-หลังคาตึกถล่ม

เวลา 20.00 น. เอเอฟพีรายงานจากกรุงโตเกียวว่า หลังเกิดแผ่นดินไหวประชากรนับล้านในเมืองต้องอพยพมาอยู่ที่โล่งชั่วคราวเพื่อความปลอ​ดภัยและตำรวจเปิดเผยว่า รับแจ้งเหตุหลังคาของอาคารแห่งหนึ่งถล่มลงมาขณะที่ภายในกำลังจัดพิธีจบการศึกษา แต่ยังไม่มีข้อมูลผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนเหตุเพลิงไหม้ในโตเกียวรับแจ้งแล้ว 10 จุด และจนถึงช่วงเย็นบ้านพัก 4 ล้านหลังคาเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้



โห..ถนนทรุด








ข้อมูลจาก http://www.khaosod.co.th/view_news.php?n...B4TWc9PQ==
และภาพจากเว็บไซต์ต่างๆ ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
*************************************************************
ขอแสดงความเสียใจกับพี่น้องชาวญี่ปุ่นและทุกชาติทุกเชื้อที่ได้รับภัยพิบัติครั้งนี้
เป็นความหฤโหดของธรรมชาติจริงๆ
*************************************************************