วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ใคร?..อยู่เบื้องหลัง ระเบิดภาคใต้ในครั้งนี้



ยังจำได้ไหม สารวัตจ๊าบต้องสิ้นชีวิตด้วยสาเหตุอะไร
ท่านคิดว่าเหมือนหรือคล้ายกันไหมกับระเบิดคาร์บอมที่ระเบิดที่หาดใหญ่ และยะลา

ในทางไม่ลับระเบิดที่สารวัตจ๊าบนำเอามาใช้ เอามาจากค่ายทหารแห่งหนึ่งแถวปราจีนบุรี ในสูตรผสมที่ท้องตลาดไม่มีขาย มีใช้แต่ในค่ายทหารเท่านั้น

ในทางไม่ลับอีกเหมือนกัน ระเบิดในภาคใต้ครั้งนี้ สารเคมีที่ใช้ในการทำระเบิดเหมือนกับที่พบในรถยนต์เชอร์กีของสาวัตรจ๊าบทุกอย่าง

ในทางการข่าวของหน่วยงานปปส. ได้เคยแจ้งเตือนมาแล้ว ว่าอาจจะมีการก่อการร้ายเกิดขึ้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้ก็เพราะ ยาเสพติดที่จะต้องลงไปสู่ภาคใต้ถูกตัดขาดเป็นจำนวนมากโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่กวาดล้างอย่างจริงจัง
อันเป็นเหตุให้ผู้ค้ายาเสพติดคิดจะแก้แค้นเอาคืนกับเจ้าหน้าที่รัฐและสร้างความปั่นป่วนให้กับรัฐบาล จนต้องเพลาๆการจับกุมลงไปบ้างหรือไม่ก็ต้องหยุดการกวาดล้างให้หมดไปเลย ในความหมายที่ว่า”ทีเอ็งข้าไม่ว่าที่ข้าเอ็งอย่าโวย”

ในด้านการเมือง หลังจากนายกฯได้เดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียแล้ว
ในทางลับ..เมื่อนายกฯกลับมาประเทศไทย นายกฯมีบัญชาสั่งการมิให้ทหารเป็นผู้เจรจากับหัวหน้ากระบวนก่อการต่างๆที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียอีกแล้ว แต่ได้ใช้ให้หน่วยงานอื่นที่เข้าใจปัญหาดีกว่าเข้าไปเจราจาแทน

ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ การเจรจาได้ข้อสรุปมากมาย รวมทั้งได้ข้อมูลอีกหลายอย่าง ในส่วนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ระเบิดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น มาจากทหารเองทำเองสร้างสถาณการณ์เองทั้งนั้น
ในด้านตำรวจ ที่ปราบปรามยาเสพติด
เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหลายแห่งกำลังถูกตั้งกรรมการสอบสวน ในการจำหน่ายยาชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นของการนำไปทำยาเสพติดมากผิดปกติ บางแห่งยาสูญหายไปเฉยๆเป็นจำนวนมหาศาล การสั่งยาการจ่ายยาไม่มีบัญชีรับจ่ายที่ถูกต้อง  และสุดท้ายก็โยงไปถึงนักการเมือง ว่าอยู่เบื้องหลังการกระทำในครั้งนั้นด้วย

ในด้านของทหารถ้ามีการก่อการร้ายมาก ก็ต้องส่งกองกำลังเข้ามาเป็นจำนวนมาก การส่งกำลังเข้ามาจำนวนมากนั่นก็หมายถึงต้องมีงบประมาณจากรัฐบาลจ่ายมาให้จำนวนมากตามมาด้วย
การมีผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ ธุรกิจนอกกฎหมายเช่น หวย บ่อน ซ่อง ของหนีภาษี ก็ย่อมมีมากตามมาเหตุพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่ผลประโยชน์อันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มันมากมายมหาศาลมาก มากเสียจนทำให้ใครๆก็อดใจไว้ไม่อยู่

แล้วถ้าย้อนถามกลับไปว่าใครเป็นผู้ได้รับผลปะโยชน์อันนี้ละ
ก็ต้องตอบว่าผู้ที่อิทธิพลมากที่สุดใช่ไหม?ที่ได้รับผลประโยชน์อันนี้
แล้วใครละที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตอนนี้ ที่มีกฎหมายในมือ มีกำลังคนมากมาย มีอาวุธมากมาย
คนๆนั้นถ้าไม่ใช่ทหารแล้วจะเป็นใคร
แล้วถ้าการปราบปรามผู้ก่อการร้ายได้ผล ใครละจะเป็นผู้เสียผลประโยชน์
แล้วถ้าเหตุการณ์สงบลงได้จริงๆ จะมีใครคิดบ้างไหมที่จะทำให้เหตุการณ์นั้นต้องสงบลงไม่ได้
ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาให้ท่านทั้งหลายได้อ่าน มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ

ถ้าเราตั้งสมมุติฐานไว้ว่าระเบิดครั้งนี้ เพื่อต้องการ
   1 ดิสเครดิสรัฐบาล
   2 แก้แค้นให้กับกระบวนการค้ายาเสพติด
   3 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
   4 สร้างข่าวเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง ที่ขณะนี้การสืบสวนกำลังเข้มข้นเข้ามาทุกที ถึงกระบวนการค้าสารตั้งต้นยาเสพติดและกำลังมีนักการเมืองคิดร่างแหเรื่องนี้ไปด้วย

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ท่านๆทั้งหลายช่วยตอบคำถามให้ผมที่ครับ

ใคร!!!!อยู่เบื้องหลัง ระเบิดภาคใต้ในครั้งนี้













------------------------------------------------
บทความโดนๆ โดย..คุณอ่างขาง
จากเว็บประชาทอล์ค



วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 4)



บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 4) :
4. เวทีราชประสงค์แตก 19 พค.2553
หลังเสธแดงถูกยิง การเดินทางเข้าร่วมชุมนุมเป็นไปอย่างลำบาก ทหารปิดทางเข้าออกทุกด้าน คุณจตุพรขึ้นเวทีปราศัยระดมคนเสื้อแดงให้เดินเท้าเข้าราชประสงค์เพื่อนำเสบียงไปให้ผู้ชุมนุม ค่ำวันที่ 14 หรือ 15 พค.ผมเข้าร่วมชุมนุมอีกครั้ง แต่คราวนี้เข้าไปได้ไกล้ที่สุดแค่ใต้ทางด่วนบ่อนไก่ (สาเหตุเพราะทหารตั้งแนวยิงบริเวณถนนพระราม 4 ระยะห่างระหว่างใต้ทางด่วนถึงแนวยิงของทหารประมาณ 100 เมตร) เย็นนั้นมีคนเสื้อแดงจำนวนมาขนเสบียงมาลงไว้ที่ใต้ทางด่วนจำนวนมาก ปัญหาคือจะนำเสบียงนั้นฝ่าแนวยิงของทหารเข้าไปให้ผู้ชุมนุมได้อย่างไร

ไฟฟ้าและประปาบริเวณนั้นถูกตัดหมด เวลา 19.30 น.มีชาวบ้านนำรถกระบะ 2 คันอาสามาขนเสบียง ผมร่วมกับคนเสื้อแดงขนเสบียงขึ้นรถ เมื่อเช็คดูแล้วปรากฏว่ามีเฉพาะเจ้าของรถเท่านั้นที่ไปโดยลำพัง ผมอาสานั่งรถไปเป็นเพื่อนคันหลัง พบว่าเป็นเจ้าของรถคันที่นำผมมาที่ศาลาแดงวันที่ 13 พค. เมื่อสอบถามเขาบอกว่าทั้งพ่อแม่พี่น้องเขาอยู่ที่เวที เขาต่อสู้ทั้งครอบครัว เขานำรถมาช่วยหลายวันแล้ว เขาบอกว่าจะนำเสบียงไปให้พี่น้องของเขาที่ราชประสงค์

สองทุ่มพวกเราดับไฟหน้าขับรถช้าๆสวนแนวยิงของทหารขึ้นไปถนนพระรามสี่ โดยขับชิดขวาแล้วเลี้ยวเข้าซอยร่วมฤดี มีชาวบ้านจับกลุ่มกันเป็นระยะตรวจรถเข้าออก พวกเราขับเข้าไปช้าๆ เมื่อชาวบ้านทราบว่าเป็นรถขนเสบียงก็ปล่อยให้ผ่านเข้าไปและกระซิบกระซาบบอกว่าเป็นพวกเดียวกัน บางคนขอน้ำแข็ง บางคนขอเสบียง ผมบอกให้แบ่งไปจากหลังรถได้เลย ช่วงที่ขับออกด้านหลังสวนลุมเป็นอีกช่วงที่หวาดเสียว เพราะในแสงจันทร์จะเห็นคนแต่งตัวคล้ายทหาร ใส่หมวกทหาร สะพายปืนห้อยลงต่ำ ยืนกระจายเป็นระยะ แต่พวกเราไม่ทราบเลยว่ากำลังของฝ่ายใด รถขนเสบียงค่อยๆวิ่งเข้าถนนราชดำริและทะลุออกด้านหลังเวทีนำเสบียงไปส่งให้เตนท์เสบียง พวกเราขนเสบียงเช่นนี้กันสามรอบ ตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเที่ยงคืน เที่ยวสุดท้ายผมนำเสบียงไปส่งให้กับการ์ดที่ดูแลเสบียงที่เตนท์ซึ่งภายหลังเวทีแตกได้หลบหนีไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านที่ราษีไศล คืนนั้นเป็นอีกคืนที่ผมต้องค้างคืนที่หน้าเวที

ถัดจากนั้นอีกหนึ่งวัน ผมได้กลับไปร่วมชุมนุมอีกครั้ง และเหมือนกับวันก่อนที่แท็กซี่ไปส่งได้แค่ใต้ทางด่วนบ่อนไก่ ที่บ่อนไก่เริ่มมีผู้เสียชีวิตหลายราย เมื่อไปยืนร่วมกับผู้ชุมนุมตรงสี่แยกใต้ทางด่วน ผมเห็นกับตาที่คนเสื้อแดงถูกยิงมาจากฝั่งตรงข้าม ชาวบ้านตะโกนบอกกันว่ามีคนยิงมาจากบนตึกที่ห่างออกไป คนแถวนั้นบอกว่าเป็นตึกที่คนเสื้อเหลืองเช่าไว้ มีคนยิงลงมาจากตึกใส่คนเสื้อแดงตายไปหลายคนแล้ว รถพยาบาลวิ่งมารับคนเจ็บแล้วก็ไป บางทีรถพยาบาลมารับไม่ทันคนเสื้อแดงก็ช่วยกันอุ้มใส่รถมอเตอร์ไซด์แล้วนั่งประกบหน้าหลังวิ่งส่งโรงพยาบาล ขณะนั้นเริ่มมีการเผายางกันแล้ว มีใบปลิวที่แจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมเป็นข้อปฏิบัติตัว หนึ่งในนั้นคือคำแนะนำให้นำยางรถยนต์มาเผาเพื่อให้เกิดม่านควัน เจตนาเพื่อป้องกันมิให้พลซุ่มยิง (สไนเปอร์) มองเห็นเป้าหมายได้ถนัด ... สำหรับคนเสื้อแดง การเผายางจึงเป็นหนทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ถูกซุ่มยิงเท่านั้น ไม่ได้เจตนาจะทำให้บ้านเมืองเสียหายอย่างที่เป็นข่าว

วันนั้นใต้ทางด่วนบ่อนไก่เป็นสมรภูมิที่ค่อนข้างดุเดือด คนเสื้อแดงเริ่มขนยางมาเผาเพื่อสร้างม่านควัน เสียงปืนหรือเสียงระเบิดได้ยินแว่วๆเป็นระยะ ชาวบ้านมามุงดูจำนวนมาก คนเสื้อแดงเริ่มพยายามตอบโต้ วันนั้นผมสะพายเป้ไปด้วย มีคนเสื้อแดงคนหนึ่งมาถามผมว่ามีเศษผ้าไหม ผมตอบว่ามีและถามเขาว่าจะเอาไปทำอะไร เขาบอกว่าจะไปทำระเบิดขวด ผมตอบไปทันทีว่าผมจะช่วย เขาพาผมไปนั่งใต้ทางด่วน เขารวบรวมขวดเครื่องดื่มชูกำลังได้หลายสิบขวด เขาใช้มีดพกเจาะปากขวดเป็นรู และขอให้ผมกรอกน้ำมันก๊าดลงขวดและช่วยตัดผ้าขนหนูเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อทำเป็นชนวน ระหว่างที่นั่งทำระเบิดขวดมีชาวบ้านมามุงดู หลายคนเอาใจช่วย บางคนพยายามถ่ายรูป พวกเราต้องช่วยกันห้ามว่าอย่าถ่าย สักพักเขาก็รวบรวมระเบิดขวดใส่ย่ามแล้วก็หายตัวไปกับฝูงชน

วันถัดมาผมไปร่วมชุมนุมอีกครั้ง คราวนี้แท๊กซี่จอดให้ลงที่คลองเตย ที่คลองเตยมีการตั้งเวทีโดยครูประทีป อึ้งทรงธรรมฮาตะ ผมทำทุกอย่างที่สามารถช่วยได้ ทั้งช่วยยกเสบียงลง และช่วยเขียนป้ายผ้าให้ ข้อความทำนองตำรวจเป็นมิตรกับประชาชน ทหารจะไม่ทำร้ายประชาชน ฯลฯ (กางเกงตัวที่ใส่ไปยังเลอะสี ผมยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกจนทุกวันนี้) เวทีที่ตั้งเสร็จมีการตั้งเครื่องเสียง ฉายโปรเจคเตอร์ และมีจุดบริการน้ำดื่ม

คืนวันสุดท้ายก่อนเวทีแตก ผมอยู่บริเวณคลองเตย-บ่อนไก่ เดินสังเกตุการณ์อยู่แถวนั้นจนดึกดื่น ควันไฟจากการเผายางมีให้เห็นโดยทั่วไป เสียงระเบิดเสียงปืนได้ยินมาเป็นระยะ สภาพท้องถนนมืดสนิท ดูแล้วยังจำภาพนั้นได้ติดตา ใครจะคิดว่าเมืองหลวงของประเทศไทยต้องกลายเป็นสมรภูมิเหมือนสงครามกลางเมือง ช่วงดึกได้ยินเสียงปืนนัดหนึ่งจากชุมชนเทพประทานซึ่งเป็นที่ทรัพย์สินฯ ชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อเหลือง มีรถมอเตอร์ไซด์ขับหนีออกมา และมีคนเสื้อแดงตะโกนบอกต่อๆกันว่าให้จับๆๆ ชาวบ้านละแวกนั้นคงจะขัดแย้งกันเรื่องสีเสื้อมากจนแทบจะยกพวกเข้าทำร้ายกัน ดีที่มีการห้ามปรามกันไว้

เช้ามืดวันที่ 19 พค. ภรรยามาปลุกผมจากที่นอนแต่เช้ามืดบอกว่าทีวีออกข่าวทหารเข้าสลายการชุมนุมแล้ว ช่อง 3 ได้เผยแพร่การปฏิบัติการของทหาร มีภาพที่รถถังของทหารเข้ารื้อแนวป้องกันของคนเสื้อแดงตามด่านต่างๆ ผมติดตามข่าวจากหน้าจอทั้งวัน ประมาณเที่ยงวันจอ People Channel ก็ดับ พยามยามเปิดดูจากอินเทอร์เนทก็ไม่เป็นผล ต้องไปดูที่ร้านตัดผมซึ่งมีจานดาวเทียมรับสัญญาณ ได้ทันเห็นคุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ คุณวิภูแถลง และแกนนำคนอื่นๆประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณเที่ยงเศษๆ

หลังจากเวทีใหญ่ประกาศยุติการชุมนุมก็เริ่มปฏิกริยาจากคนเสื้อแดงทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ในกรุงเทพเกิดเพลิงไหม้หลายแห่ง ในต่างจังหวัดเริ่มมีการเผาศาลากลาง ภาพเพลิงไหม้ในกรุงเทพโดยเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิลด์ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังเหตุการณ์สงบความจริงจึงปรากฏทั้งพยานและหลักฐานว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เช่นเดียวกับสถานที่ราชการหลายแห่งที่เป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อป้ายความผิดให้กับคนเสื้อแดงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเผด็จการและกองทัพในการสังหารคนไทยด้วยกัน.!


..ด้วยคารวะ น้ำใจของผู้เขียน..



วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 1)



บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 1) :
1. ความจริงที่ได้จากการเป็นผู้สังเกตการณ์การชุมนุม
ผมเริ่มออกมาชุมนุมกับคนเสื้อแดงวันแรกเมื่อ 7 เมย.2553 ก่อนหน้านั้นนั่งดูทีวี People Channel อยู่ที่บ้าน ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเสื้อแดงออกมากันมากมาย ดูข่าวจากทีวีช่อง 3 เรื่องเล่าเช้านี้ สรยุทธรายงานว่าผู้เข้าร่วมชุมนุม 3,000 คนบ้าง 5,000 คนบ้าง อ่านจากหนังสือพิมพ์บางฉบับก็อ้างว่าที่เห็นในจอทีวีผู้ชุมนุมที่ผ่านฟ้าแน่นหนาเพราะใช้เทคโนโลยี่การสร้างภาพบ้าง เมื่อออกมาเห็นด้วยตาตัวเองจึงได้รู้ว่าถูกสื่อในความควบคุมของรัฐหลอกลวงมาโดยตลอด ผมเกิดความอยากรู้ว่า 1. คนเสื้อแดงมีมากอย่างที่เห็นในจอจริงหรือ? และ 2. คนเสื้อแดงถูกจ้างมาชุมนุมจริงหรือ?

ในวันนั้นผมไปร่วมชุมนุมตั้งแต่เวลาบ่ายโมงครึ่ง ผมยืนอยู่ด้านหน้าเวทีใส่ยืนฟังปราศัยไปเรื่อยๆ ผู้คนไม่มากเท่าไหร่เนื่องจากอากาศร้อนจัด จนเวลาประมาณห้าโมงเย็น ผมสังเกตุเห็นแถวผู้ชุมนุมยาวขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเย็นมากเท่าไหร่ เสียงโห่ร้อง เสียงตีนตบยิ่งดังขึ้นๆ จนเวลาประมาณสามทุ่ม เสียงตีนตบดังอื้ออึงไปหมดทุกสารทิศ ผมเริ่มออกเดินสำรวจไปทั่วบริเวณชุมนุม ผมใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชม.จึงสำรวจจนทั่ว ด้านหน้าเวทีคนแน่นไปถึงประตูน้ำ ด้านซ้ายของเวทีคนแน่นไปจนถึงสยามเกือบถึงมาบุญครอง ด้านขวามือของเวทีแน่นไปจนถึงสถานีรถไฟชิดลม และด้านหลังเวทีคนแน่นยาวไปแทบจรดบริเวณอนุเสาวรีย์ร.6 ... คำตอบแรกที่ผมได้รับคือจำนวนคนที่มาชุมนุมไม่ใช่ 3,000 หรือ 5,000 คน แต่มีหลายหมื่น หรืออาจจะทะลุไปถึงแสนด้วยซ้ำ และเฉพาะที่เห็นในจอทีวี People Channel นั้นเป็นเพียงแค่ 1 ใน 5 เท่านั้น

ในวันนั้นผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนเสื้อแดงจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณหน้าเวที เนื่องจากผมใส่ชุดทำงานไปจึงดูแปลกแยกจากคนเสื้อแดง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากคนเสื้อแดง หลายคนชวนผมคุย หลายคนดูออกว่าผมไม่เคยมาชุมนุม หลายคนเอาใจผมแม้กระทั่งพัดให้ผมขณะนั่งฟังการปราศัย ในวันแรกผมสังเกตุว่าด้านหน้าเวทีส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีเด็กปนอยู่ไม่น้อย ด้านหน้าเวทีเป็นแม่บ้านตำรวจเสียส่วนใหญ่ คืนแรกผมกลับบ้านเกือบตีสาม ใช้เวลาที่ราชประสงค์ทั้งสิ้น 14 ชม. เหงือออกจนหมดตัว เกิดมาไม่เคยร้อนแบบนี้มาก่อน ขาและสะโพกปวดแสบปวดร้อนไปหมดจากการนั่งบนพื้นถนนที่ร้อนระอุ

ผมเริ่มไปร่วมการชุมนุมแทบทุกวันเพื่อค้นหาความจริงว่าใครคือผู้เข้าร่วมชุมนุม และค้นหาแรงจูงใจของผู้ชุมนุม แต่ละวันผมใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 ชม.ในการร่วมสังเกตุการณ์ ทุกวันผมแต่งตัวตามปกติ (ไม่ได้ใส่เสื้อสีแดง) แต่ละวันจะไปพูดคุยกับชาวบ้านไปเรื่อยๆ เปลี่ยนสถานที่คุยบ้าง เปลี่ยนวงสนทนาบ้าง เปลี่ยนคนสนทนาไปเรื่อย เพื่อสุ่มตัวอย่างหรือเก็บข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ ผมทำเช่นนี้แทบทุกวัน ... ผมพบว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมมีทุกเพศทุกวัย (ผู้หญิงมีมากที่สุด รองลงมาคือผู้ชาย ผู้สูงอายุและเด็ก) ผมพบว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมมาจากทุกสาขาอาชีพ (ชาวนาชาวไร่มากที่สุด ที่เหลือคืออาชีพครู พยาบาล ข้าราชการ แม่บ้านตำรวจ พนักงานเอกชน นักธุรกิจ นักศึกษา ฯลน) ผู้เข้าร่วมชุมนุมเหล่านี้มาจากทุกสาขาอาชีพ ภูมิภาคที่คนเข้าร่วมชุมนุมมากที่สุดคือภาคอีสาน รองลงมาคือภาคกลาง ภาคเหนือและภาคใต้

สำหรับแรงจูงใจหรือสาเหตุการเข้าร่วมชุมนุมนั้น ผมแปลกใจว่าจากการพูดคุยกับชาวบ้านโดยเฉพาะคนยากจนในชนบท (ที่รัฐบาลขณะนั้นพยายามประโคมข่าวว่ารับเงินมาชุมนุม) ผมพบว่าพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาร่วมชุมนุมด้วยความตั้งใจที่จะมาด้วยตนเอง ผมไม่สังเกตุเห็นวี่แววของการรับจ้างมาชุมนุม แต่พบว่าทุกคนมาด้วยความสมัครใจ ลงเงินเช่ารถกันมาบ้าง ลงขันค่าน้ำมันกันมาเองบ้าง นำข้าวสาร อาหารแห้ง ผลไม้ มาเป็นเสบียงหุงหาเองบ้าง ... ด้วยความสัตย์จริงผมไม่พบแม้แต่คนเดียวที่มีวี่แววว่ารับเงินใครมาชุมนุม !

เงื่อนไขในการชุมนุม 2 ประการนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคนมาร่วมชุมนุมมีจำนวนน้อย ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคม แต่หากคนมาหลักหมืนหรือหลายๆหมื่นเป็นเรื่องน่าคิด ยิ่งมาจากทุกเพศทุกวัย มาจากหลากหลายสาขาอาชีพยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องเก็บมาคิด เพราะเท่ากับว่าเป็นตัวแทนของทุกภาคส่วนของสังคม และยิ่งมาจากชาวไร่ชาวนา ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือเป็นเรื่องที่สามารถบอกได้ว่าผู้ชุมนุมเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และที่สำคัญที่สุดหากผู้ชุมนุมมากันเองโดยที่ไม่มีใครว่าจ้างมา จึงสามารถกล่าวได้ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เป็นการชุมนุมที่มีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และเป็นการชุมนุมที่มาจากอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ที่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา ... ความจริง 2 ข้อนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญให้เกิดขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงหลัง 19 พค. 2553 !
 
 
ขอขอบคุณคุณฟอร์ดเส้นทางสีแดง มา ณ โอกาสนี้ เพื่อลูกหลานได้ศึกษาต่อไปในอนาคต
 
 

บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 2)


 
 
บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 2)
2 เหตุการณ์วันที่ 10 เมย.ที่เวทีราชประสงค์ :
ในวันที่ 10 เมย.ซึ่งเป็นวันที่มีการสลายการชุมนุมครั้งแรกที่เวทีผ่านฟ้า ช่วงบ่ายผมนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้าน เห็นเฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สน้ำตาลงใส่ผู้ชุมนุม ผมรีบแต่งตัวออกมากบ้านและนำธงชาติที่เตรียมไว้ติดตัวออกมาด้วย ผมนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีชิดลมและเดินไปที่ราชประสงค์ ขณะนั้นเวลาประมาณ 17.00 น.ที่ราชประสงค์เปิดเพลงรักคน...เสื้อแดงที่มีท่วงทำนองเร้าใจปลุกใจผู้ชุมนุม ผมเห็นตำรวจนับร้อยนายในชุดเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติการ เสียงจากผู้ปราศัยบนเวทีกล่าวว่าสามารถเจรจากับตำรวจได้ และขอให้ผู้ชุมนุมปรบมือให้กับตำรวจที่จะถอนกำลังกลับไป ผมจึงเข้าร่วมชุมนุมนั่งอยู่บริเวณหน้าห้างเกษร

เวลาประมาณ 19.00 น. คุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อได้ขึ้นเวทีและแจ้งว่าผู้ชุมนุมที่ผ่านฟ้าได้มีการปะทะกับทหารอย่างหนัก จึงขอกำลังจากผู้ชุมนุมจากราชประสงค์ไปสมทบ ขอทุกคนลุกขึ้นยืนกลับหลังหัน ผมหันไปมองด้านหลังอย่างงงๆ ผมเห็นผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ (ทั้งชายและหญิง) ลุกขึ้นยืนและหันหลังไปทางประตูน้ำ ผู้ชุมนุมที่เตรียมไปสมทบมีมากเสียจนคุณณัฐวุฒิต้องประกาศบนเวทีว่าขอตัดตอนเพียงแค่หน้าห้าง Big C ราชดำริ จากนั้นคุณณัฐวุฒิได้รีบลงจากเวทีเพื่อพามวลชนไปสมทบที่ผ่านฟ้า

ในเวลาประมาณ 21.30 น.มีผู้ชุมนุมที่เป็นชายฉกรรจ์หลายคนเข้ามาสมทบบริเวณที่ผมนั่งอยู่ บางคนมีหน้าตาตื่นและจับกลุ่มคุยกับผู้ร่วมชุมนุมที่อยู่ข้างๆ ผมเข้าไปฟังพบว่าชายฉกรรจ์เหล่านั้นเพิ่งกลับจากการปะทะกับทหารที่แยกคอกวัว พวกเขาเล่าว่าทหารอยู่บนตึกของโรงเรียนสตรีวิทย์ยิงลงมาที่ผู้ชุมนุมจนเสียชีวิตไปหลายราย บางคนในนั้นโชว์ภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือสดๆร้อนๆ มีภาพผู้ชุมนุมถูกยิงเสียชีวิตหลายภาพ คำที่ผมจำได้ถนัดหูคือคำว่า "พี่ๆ ทหารมันยิงไส้ไหลเลย" ฯลฯ

เวลาประมาณ 23.00 น. ที่เวทีราชประสงค์ได้มีการนำร่างของผู้เสียชีวิตที่ผ่านฟ้ามาขึ้นเวทีที่ราชประสงค์เพื่อแสดงให้กับผู้ชุมนุมได้เห็นว่าทหารยิงประชาชนเสียชีวิต มีการนำธงชาติคลุมร่างของผู้เสียชีวิต แกนนำหลายคนยืนน้ำตาซึม ผมเห็นภาพคุณณัฐวุฒิก้มลงกราบที่เท้าของผวีรชนท่านหนึ่งด้วยสายตาที่แดงก่ำ ผู้ชุมนุมจำนวนมากตกใจ หลายคนตะโกนสาปแช่งทหาร บางคนเริ่มร้องไห้

ผมอยู่ที่เวทีราชประสงค์จนดึกดื่นเพื่อรอดูสถานการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนั้นจำได้ว่าแทบไม่เห็นใครกลับก่อนเพราะความหวาดกลัว ตรงกันข้าม ผมเห็นผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นๆ คนที่นั่งข้างๆต่างมองตากันและให้กำลังใจกัน ผมจำได้ว่าผมนั่งเป็นเพื่อนหญิงวัยกลางคนบริเวณหน้าห้างเวิลด์เทรด หลายคนล้มตัวลงนอนบนพื้นถนนโดยไม่กลัวว่าทหารจะมาสลายการชุมนุมหรือไม่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นความเข้มแข็งของคนเสื้อแดง ทุกคนไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง คนหนุ่มสาวหรือคนชรา ทุกคนมีหัวใจดวงเดียวกันคือหัวใจของความเป็นนักต่อสู้ที่ไม่เกรงกลัวแม้กระทั่งความตายที่อาจมาถึง

ขอบคุณผู้เขียน..ด้วยคารวะ
https://www.facebook.com/#!/profile.php?id=100001524930164&sk=wall

บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 3)

 
บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 3) :
3. เหตุการณ์วันที่เสธแดงถูกลอบยิง 13 พค.2553
วันที่ 10 เมย.ผมอยู่ที่ราชประสงค์จนถึง 4.30 น. แน่ใจว่าทหารไม่เข้ามาสลายการชุมนุมจึงได้กลับบ้าน หลังจากนั้นผมได้มาร่วมชุมนุมแทบทุกวัน ช่วงปลายเดือนเมย.เวลาประมาณ 22.30 น.ผมมีโอกาสพบคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่ไปสู้กับทหารในวันที่ 10 เมย. ผมพบชายคนนี้ตรงบริเวณทางเดินไปห้องน้ำชั้นใต้ดินของเซ็นทรัลเวิลด์ ผมได้สนทนากับเขาอยู่นาน เขาบอกว่าเขาไปปะทะกับทหารที่ผ่านฟ้า และมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกยิงล้มล้มข้างหน้าเขา เขาจึงลากผู้หญิงคนนั้นเข้าข้างทาง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงระเบิดข้างกายเขา แล้วเขาก็หมดสติ ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตาข้างหนึ่งถูกหมอควักออกไปเพราะโดนสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอให้อาการหายสนิท ออกจากโรงพยาบาลและมาชุมนุมต่อที่ราชประสงค์ทั้งๆที่เหลือตาข้างเดียว ชายคนนี้อายุประมาณ 45 ปี เป็นชาวพิษณุโลก อาชีพทำไร่อ้อย รูปร่างล่ำสันแข็งแร็ง สูงประมาณ 170 ซม.ผิวดำแดง ตัดผมรองทรง ใส่กางเกงทหาร ในขณะที่ผมสนทนามีคนเสื้อแดงร่วมฟังด้วยจำนวนมาก ผมจำได้ว่ามีคนควักเงินให้ชายคนนี้ 2,000 บาท เขาไม่ยอมรับ ผมแนะนำให้เขารับไป และบอกว่าพวกเราเป็นหนี้สายตาข้างนี้ของเขา เขาขอบคุณและเดินจากไปที่เวที


ในวันที่ 13 พค.ซึ่งเป็นวันที่เสธแดงถูกยิงผมนั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ตั้งใจว่าจะไปชุมนุมช่วงเย็น เห็นคุณแรมโบ้ประกาศเรียกคนเสื้อแดงอยู่บนเวที ตะโกนบอกว่าให้คนเสื้อแดงออกมาช่วยด้วยๆ เพราะทหารจะสลายแล้ว เสียงคุณแรมโบ้ร้อนรนผิดสังเกตุ ผมรีบแต่งตัวและไปขึ้นรถจิตอาสาที่อิมพีเรียลสำโรงในเวลาประมาณ 16.00 น. ในวันนั้นการจราจรติดขัดผิดปกติ เข้าใจว่าจะเป็นรถของคนเสื้อแดงที่ทยอยออกไปที่ราชประสงค์ เมื่อรถถึงบริเวณถนนพระราม 4 ผมเห็นรถหุ้นเกราะ 2 คัน วิ่งน้ำหน้ารถขนทหาร 2 คัน ภายนอกมีผ้าคลุมรถมองไม่เห็นข้างใน แต่เมื่อมองเข้าไปท้ายรถพบทหารนัั่งอยู่เต็มรถพร้อมอาวุธครบมือ ผมนั่งมองด้วยความตกใจไม่คิดว่าสถานการณ์จะร้ายแรงถึงขนาดนี้ ความรู้สึกบอกกับตัวเองว่านี่มันกรุงเทพหรือว่าชายแดนกันแน่

รถถึงด่านศาลาแดง (บริเวณลานอนุเสาวรีย์ร.6 ฝั่งตรงข้ามโรงแรมดุสิต) ในเวลา 18.45 น. คนเสื้อแดงที่รักษาด่านอยู่เห็นมีรถพาคนเสื้อแดงมาเสริมก็เฮด้วยความดีใจ ในทันทีที่ลงรถผมเห็นเสธแดงยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างชาติประมาณ 4-5 คน ผมไม่เคยเห็นเสธแดงตัวจริงเลยยืนดูอยู่สักพัก เสธแดงใส่หมวกปีกกว้าง และยืนห่างจากกำแพงออกมาหลายเมตร ผมคิดของผมว่าเสธแดงค่อนข้างประมาทเพราะถนนฝั่งตรงข้ามมีทหารยืนประจำการเต็มไปหมด หลังจากนั้นผมก็เดินไปทางราชดำริเพื่อไปที่เวทีราชประสงค์

เมื่อเดินถึงบริเวณราชดำริ ผมได้ยินเสียงแตรรถบีบไล่กันมาจากศาลาแดง ผู้คนแตกตื่นอลหม่าน หลายคนเหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร มีคนขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าผมไปด้วยความเร็วหลายคัน หนึ่งในนั้นตะโกนว่า "ทหารยิงประชาชนแล้วๆ" สักพักผมได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาลวิ่งผ่านหน้าผมไป เมื่อมองเข้าไปพบชายคนหนึ่งนอนหงาย ร่างกายท่อนบนชุ่มไปด้วยเลือด มีบรุษพยาบาลประคอง 2 คน

เมื่อแน่ใจว่าเริ่มมีการยิงประชาชนขึ้น ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่เวที ผมผ่านเตนท์สุดท้ายก่อนที่จะถึงด้านหลังของเวที เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังสนทนากับญาติโยมด้านใน ผมตรงเข้าไปกราบก่อนที่จะไม่มัโอกาสกราบผ้าเหลือง ท่านถามผมว่า "มีอะไรหรือโยม" ผมเรียนท่านว่า "ทหารยิงประชาชนแล้วครับๆ" แล้วก็รีบไปที่เวที

ที่เวทีดูเหมือนจะยังไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น ผมไปยืนสมทบกับผู้ชุมนุมที่ฝั่งซ้ายมือของเวที ผู้ชุมนุมหลายคนบริเวณนั้นคงจะเห็นมีคนหน้าตาตื่นมา หลายคนมาถามผมว่ามีอะไรเกิดขึ้น ผมบอกว่าที่ศาลาแดงมีการยิงกันแล้ว หลายคนทำหน้างงๆ แต่มีบางคนลุกมาถามผมว่า มีข่าวว่าเสธแดงโดนยิง มีการส่งข้อความผ่าน sms ทางโทรศัพท์ ผมตอบว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเพิ่งเห็นเสธแดงยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ไม่เกิน 15 นาทีนี้

ในขณะนั้นคุณจตุพรกำลังปราศัยบนเวทีด้วยท่าทีที่ดุดัน ไม่นานนักคุณจตุพรก็หยุดปราศัย (เข้าใจว่ามีคนไปบอกข่าว) หลังจากนั้นคุณจตุพรได้กล่าวกับผู้ชุมนุมว่าได้รับการยืนยันว่าเสธแดงถุกยิงที่ศาลาแดง ขณะนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาล ผมได้ยินเสียงคนเสื้อแดงหลายคนหวีดร้องด้วยความตกใจ บางคนตะลึง บางคนพึมพำบอกไม่เชื่อ ข่าวที่คุณจตุพรบอกบนเวทีเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับคนเสื้อแดงมาก บางคนเริ่มร้องไห้ออกมา

บนเวทีเริ่มแจ้งกับผู้ชุมนุมว่าทหารได้ปิดด่านทุกด้านแล้ว ป้องกันไม่ให้คนเข้าหรือออกจากบริเวณชุมนุม ศอฉ.ได้สั่งตัดน้ำ ตัดไฟ และสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น คืนนั้นการโทรศัพท์หาญาติพี่น้องเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก แต่บางพื้นที่ยังมีคลื่นสัญญาณ เช่น บริเวณลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด

คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ผมต้องนอนค้างที่หน้าเวทีเพราะทหารปิดทางเข้าออกหมดทุกด้าน เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษผมเดินไปสังเกตุการณ์ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ตลอดทางมีแต่ความมืดมิด ไฟส่องสว่างที่อยู่ข้างทางถูกคนเสื้อแดงตีแตกจนหมด เมื่อสอบถามสาเหตุที่ต้องตีไฟส่องถนนข้างทางแตกก็ได้รับคำตอบว่าทหารเริ่มยิงประชาชนจากตึกสูง มีแท็กซี่คนหนึ่งและคนที่ถือกล้องถ่ายรูปคนหนึ่งถูกยิงโดยไม่ทราบสาเหตุ จุดที่ผมเดินไปได้ไกลที่สุดคือบริเวณหน้าสน.ลุมพินี ที่นั่นเริ่มมีข่าวลือที่เป็นการเพิ่มกำลังใจให้กับคนเสื้อแดง เช่น ข่าวลือที่บอกว่าทหารเรือจะมาช่วยคนเสื้อแดง ฯลฯ

เช้าตรู่วันถัดมาผมเดินมาที่ด่านศาลาแดง พบการ์ดของคนเสื้อแดงอยู่หลายคน บางคนร้องไห้ตาแดงก่ำ เมื่อสอบถามว่าคนยิงเสธแดงยิงมาจากด้านไหน ทุกคนล้วนชี้ตรงกันไปที่ฝั่งโรงแรมดุสิต ผมเงยหน้าไปตามมือที่ชี้ พบว่าบนตึกของดุสิตธานี (ตึกที่อยู่ติดถนนด้านหน้า ไม่ใช่อาคารโรงแรม) ด้านบนสุดมีกระจกที่หันเข้าหาถน
น 4 บาน บานที่ 2 นับจากขวามือมีรอยรูเท่ากำปั้น พวกเขาบอกว่าทหารยิงมาจากตรงนั้น !
ขอขอบคุณผู้เล่า..เพื่อลูกหลานได้เรียนรู้
https://www.facebook.com/#!/groups/229420047073659/permalink/418993111449684/
 

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

บันทึกของสมศักดิ์ (1)


สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี –
ตอนที่ 1 : ถูกจับ
โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล   เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2012    เวลา 6:11 น. ·
คำชี้แจง :  บทสัมภาษณ์ คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี (หรือที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่นว่า "ยายหนู" และ "หมอด") ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี นี้ ตีพิมพ์อยู่ใน หนังสืองานศพนางชูเชื้อ (วลี) สิงหเสนี (2549) ผู้สัมภาษณ์คือคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่น "อิ๋ง") หรือ "อิ๋ง เค (Ink K)" ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ (คนกราบหมา, พลเมืองจูหลิน) และศิลปินนักวาดภาพ ผู้เป็นญาติกับครอบครัวคุณชิต ในการสัมภาษณ์และในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์จะใช้ชื่อเล่นของทั้งสามท่าน ("ยายหนู", "หมอด", "อิ๋ง") โดยตลอด ผมถ่ายทอดมาตามต้นฉบับ

การสัมภาษณ์ทำขึ้นในปี 2544 หรือราว 5 ปีก่อนการถึงแก่กรรมของคุณชูเชื้อ
(22 สิงหาคม 2456 - 2 มกราคม 2549)

..(ภาพ จะหามาเพิ่มภาพหลัง) .. 
ยายหนู :   อิฉันชื่อ ชูเชื้อ สิงหเสนี
 หมอด :   ดิฉันชื่อ ผ่องพรรณ สิงหเสนี
 อิ๋ง :   อิ๋งรู้จักกับยายหนูมาตลอดชีวิต ใช่มั้ยคะ
 ยายหนู :   ตั้งแต่คุณอิ๋งยังไม่เกิดน่ะค่ะ
 อิ๋ง :   ขอถามกันตรงๆเลยนะคะ คือ อิ๋งบางที คิดว่ายายหนู คุณหมอด และทุกๆคน โดยเฉพาะยายหนู ทนได้ยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
 ยายหนู :   ก็อยู่นี่น่ะ ก็เพื่อลูกน่ะค่ะ สงสารลูก [น้ำตาซึม] ไม่มีพ่อแล้วก็ลำบากใช่ไหมคะ
 อิ๋ง :   ก็เลยอยู่มาเพื่อลูก
 ยายหนู :  ค่ะ
 อิ๋ง :   วันแรกที่เรื่องเกิดขึ้น ยายหนูจำได้ไหมคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
 ยายหนู :   เขาก็มาเอาตัว จับคุณชิตไป ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ยายหนูก็ไปเยี่ยมเขา เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร
 อิ๋ง :  ใครบอกว่าไม่มีอะไร
 ยายหนู :   คุณชิตบอกว่าไม่มีอะไร ยายหนูถามว่าเป็นไงมั่ง คุณชิตก็บอกว่า ไม่มีอะไร
 อิ๋ง :  ไม่ได้เล่าว่าเรื่องอะไร
 ยายหนู :  ไม่ได้เล่าค่ะ เล่าไม่ได้
 อิ๋ง :  จับไปกลาโหมหรือคะ ตอนแรก
 ยายหนู :  ค่ะ ตอนแรก
 อิ๋ง :  ตอนแรกที่เกิดเรื่องขึ้น
 ยายหนู :  เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วน่ะค่ะ
 หมอด :  ปีกว่าล่ะมัง หลังจากที่เสด็จสวรรคตน่ะค่ะ อยู่ตั้งปี 2490 ล่ะมังถึงได้ถูกจับ
 อิ๋ง :  แล้วยังไงถึงได้จู่ๆมาจับ
 ยายหนู :  เขาบอกว่า อะไรนะ คุณชิตเป็นมหาดเล็กอยู่ห้องบรรทม ต้องรู้เห็น
 อิ๋ง :  คุณชิตเคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ ว่าวันนั้นเป็นอย่างไร

ยายหนู :  เล่าแต่ว่า ออกมาข้างนอกน่ะค่ะ เจ้าคุณอนุรักษ์ฯ (พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร) ให้ไปทำหีบเหรียญตรา ที่จะเสด็จฯเมืองนอก หีบจะใส่เหรียญตราน่ะค่ะ จะเอาไปเมืองนอกด้วย คุณบุศย์บอกว่ายังไม่บรรทมตื่น ก็คอยอยู่ จนได้ยินเสียงปืน ฟังว่าเสียงมาจากทางไหน จนแน่ใจว่าเสียงมาจากห้องบรรทม ก็วิ่งเข้าไป พอเห็นเลือด ก็วิ่งไปทูลพระราชชนนี
 อิ๋ง :  คุณชิตบอกหรือเปล่าว่า เห็นใครมาหรือเปล่า
 ยายหนู :  ไม่เห็นค่ะ เขาบอกว่าถ้าเขาเห็น เขาก็ฆ่ามันตายแล้ว
 อิ๋ง :  นั่นน่ะสิคะ สำหรับอิ๋ง ที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็ตรงที่ว่า เราก็ทราบ อย่างยายหนู นี่นะคะ หรือถึงอิ๋งไม่เคยเจอคุณชิต ยังเกิดไม่ทัน คนที่จงรักภักดีมากขนาดที่ว่า ถ้าเห็นใครทำร้ายท่าน ก็จะฆ่าตายยังงี้ มาโดนกล่าวหาอย่างนี้ ตอนนั้นคุณชิตรู้สึกยังไง เคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ
 ยายหนู :  ไม่เล่าหรอกค่ะ
 อิ๋ง :  แกไม่พูดเลยหรือคะ
 ยายหนู :  ไม่พูดหรอกค่ะ
 หมอด :  ก็มันตั้งนาน ถึงได้มากล่าวหา มีคดีเรื่องขึ้นมาฟ้องร้อง ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ทางการเขาก็คิดว่า เป็นอุบัติเหตุ ก็ไม่มีอะไร มาภายหลัง ถึงได้มามีเรื่องมีราว ไม่ทราบว่าจะเป็น.... มีการกล่าวหากัน และก็หาว่าพ่อมีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย ถึงได้มาจับพ่อ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นปีหนึ่งแล้ว
ยายหนู :  แล้วจับไปโรงพักด้วยค่ะ จับยายหนู
 อิ๋ง :  จับยายหนูด้วยหรือคะ ทำไมล่ะ
 ยายหนู :  กับ "ใหม่" [หมายถึง ลักษณา สิงหเสนี ลูกคนสุดท้องของคุณชิต กับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์] ใหม่ยังกินนมอยู่
อิ๋ง :  โถ ใหม่นี่คนที่เท่าไหร่นะคะ
 ยายหนู :  คนที่เจ็ดค่ะ
 อิ๋ง :  แล้วยายหนูไปด้วยหรือคะ
 ยายหนู :  เปล่าค่ะ  เขาจับคุณชิตไปแล้ว แล้วเขามาจับยายหนู กับใหม่ ไปโรงพัก
 อิ๋ง :  โรงพักไหนคะ
 ยายหนู :  โรงพักไหน ยายหนูก็จำไม่ได้
 อิ๋ง :  แล้วเขาทำยังไง
 ยายหนู :  เขาถามว่า คุณชิตเห็นใครไหม อะไรยังงี้น่ะค่ะ
 อิ๋ง :  แล้วเห็นไหมคะ
 ยายหนู :  ก็บอกว่า ไม่เห็น ถ้าเห็นล่ะแกฆ่าตายหมด
 อิ๋ง :  แล้วยังไง แล้วจับยายหนูขังด้วยหรือคะ
 ยายหนู :  ไม่ขังหรอกค่ะ จับอยู่ตั้งแต่เช้าจนเย็น ถึงได้ปล่อย
 อิ๋ง :  ก็ลำบาก.... แล้วลูกคนอื่นตอนนั้นอยู่ไหนคะ
 ยายหนู :  ก็ลำบาก ฝากคุณย่า
 อิ๋ง :  ตอนนั้น คุณชิตโดนขังแล้วหรือคะ
 ยายหนู :  จับขังแล้ว
 อิ๋ง :  พอจับก็ขังเลยหรือคะ
 ยายหนู :  ก็ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ก็ขังอยู่ในห้องน่ะค่ะ แล้วเราก็ไปเยี่ยม
 อิ๋ง :  ยายหนูรู้เมื่อไหร่คะ ว่าเป็นข้อหาอะไร เรื่องอะไร
 ยายหนู :  ทราบตอน เมื่อเขามีเรื่องมีราวแล้วน่ะค่ะ เขาจับไปฝากขังศาล
อิ๋ง :  ตอนแรก ไม่รู้เลยหรือคะว่า ถูกจับไปทำไม
 ยายหนู :  ไม่รู้หรอกค่ะ
 อิ๋ง :  เพราะแกไม่ได้บอก
 ยายหนู :  ก็เขาไม่ได้บอกนี่คะ
 อิ๋ง :  คุณชิตไม่บอก หรือว่า....
 ยายหนู :  คุณชิตไม่รู้เรื่องว่า เขาจะมาจับ.... มีแต่พวกตำรวจแหละค่ะมาหา ที่บอกให้หนีเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับนะ แกบอกว่าหนีทำไม ไม่หนีหรอก
อิ๋ง :  มีทหาร กับตำรวจมาบอกให้ไปหรือคะ
ยายหนู :  บอกให้หนีไปเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับ "จับอะไร หนีทำไม ฉันไม่หนีหรอก"
อิ๋ง :  พอยายหนูทราบว่าเป็นเรื่องอะไรแล้ว ยายหนูเป็นยังไง รู้ว่าเป็นข้อหาอะไร
ยายหนู :  ก็ใจไม่ดี ก็ถามเขาว่า เขาไปจับปืนเปินอะไรหรือเปล่า เขาบอก เขาไม่ได้จับนี่ จะต้องไปกลัวอะไร มันตกอยู่แล้วเขาก็กลัวพระชนนีจะคว้า เขาก็เลยเอาผ้า [ห่อ] เอาไปใส่ในลิ้นชักไว้
 อิ๋ง :  แล้วคุณหมอดล่ะคะ คุณหมอดคนโตนี่ ใช่ไหมคะ
 หมอด :  คนที่สองค่ะ
 อิ๋ง :  ตอนนั้นอายุเท่าไหร่
 หมอด :  ตอนนั้น สักเจ็ด แปดขวบ.... หรือกว่า จำไม่ได้แล้ว [น่าจะอายุมากกว่า 7-8 ขวบหลายปี เพราะเรียนเตรียมอุดมแล้ว - สมศักดิ์]
ยายหนู :  เข้าจุฬาฯ หรือยัง
 หมอด :  ยัง ตอนพ่อตายอยู่โรงเรียนเตรียมฯ
...............................................................................................................................................................
โปรดติดตาม ตอนที่ 2 : วันประหารชีวิต
******************************************************************************

บันทึกไว้เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น