วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 3)

 
บันทึกเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพ (ตอน 3) :
3. เหตุการณ์วันที่เสธแดงถูกลอบยิง 13 พค.2553
วันที่ 10 เมย.ผมอยู่ที่ราชประสงค์จนถึง 4.30 น. แน่ใจว่าทหารไม่เข้ามาสลายการชุมนุมจึงได้กลับบ้าน หลังจากนั้นผมได้มาร่วมชุมนุมแทบทุกวัน ช่วงปลายเดือนเมย.เวลาประมาณ 22.30 น.ผมมีโอกาสพบคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่ไปสู้กับทหารในวันที่ 10 เมย. ผมพบชายคนนี้ตรงบริเวณทางเดินไปห้องน้ำชั้นใต้ดินของเซ็นทรัลเวิลด์ ผมได้สนทนากับเขาอยู่นาน เขาบอกว่าเขาไปปะทะกับทหารที่ผ่านฟ้า และมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกยิงล้มล้มข้างหน้าเขา เขาจึงลากผู้หญิงคนนั้นเข้าข้างทาง ทันใดนั้นเขาได้ยินเสียงระเบิดข้างกายเขา แล้วเขาก็หมดสติ ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ตาข้างหนึ่งถูกหมอควักออกไปเพราะโดนสะเก็ดระเบิด เขาไม่รอให้อาการหายสนิท ออกจากโรงพยาบาลและมาชุมนุมต่อที่ราชประสงค์ทั้งๆที่เหลือตาข้างเดียว ชายคนนี้อายุประมาณ 45 ปี เป็นชาวพิษณุโลก อาชีพทำไร่อ้อย รูปร่างล่ำสันแข็งแร็ง สูงประมาณ 170 ซม.ผิวดำแดง ตัดผมรองทรง ใส่กางเกงทหาร ในขณะที่ผมสนทนามีคนเสื้อแดงร่วมฟังด้วยจำนวนมาก ผมจำได้ว่ามีคนควักเงินให้ชายคนนี้ 2,000 บาท เขาไม่ยอมรับ ผมแนะนำให้เขารับไป และบอกว่าพวกเราเป็นหนี้สายตาข้างนี้ของเขา เขาขอบคุณและเดินจากไปที่เวที


ในวันที่ 13 พค.ซึ่งเป็นวันที่เสธแดงถูกยิงผมนั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ตั้งใจว่าจะไปชุมนุมช่วงเย็น เห็นคุณแรมโบ้ประกาศเรียกคนเสื้อแดงอยู่บนเวที ตะโกนบอกว่าให้คนเสื้อแดงออกมาช่วยด้วยๆ เพราะทหารจะสลายแล้ว เสียงคุณแรมโบ้ร้อนรนผิดสังเกตุ ผมรีบแต่งตัวและไปขึ้นรถจิตอาสาที่อิมพีเรียลสำโรงในเวลาประมาณ 16.00 น. ในวันนั้นการจราจรติดขัดผิดปกติ เข้าใจว่าจะเป็นรถของคนเสื้อแดงที่ทยอยออกไปที่ราชประสงค์ เมื่อรถถึงบริเวณถนนพระราม 4 ผมเห็นรถหุ้นเกราะ 2 คัน วิ่งน้ำหน้ารถขนทหาร 2 คัน ภายนอกมีผ้าคลุมรถมองไม่เห็นข้างใน แต่เมื่อมองเข้าไปท้ายรถพบทหารนัั่งอยู่เต็มรถพร้อมอาวุธครบมือ ผมนั่งมองด้วยความตกใจไม่คิดว่าสถานการณ์จะร้ายแรงถึงขนาดนี้ ความรู้สึกบอกกับตัวเองว่านี่มันกรุงเทพหรือว่าชายแดนกันแน่

รถถึงด่านศาลาแดง (บริเวณลานอนุเสาวรีย์ร.6 ฝั่งตรงข้ามโรงแรมดุสิต) ในเวลา 18.45 น. คนเสื้อแดงที่รักษาด่านอยู่เห็นมีรถพาคนเสื้อแดงมาเสริมก็เฮด้วยความดีใจ ในทันทีที่ลงรถผมเห็นเสธแดงยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวต่างชาติประมาณ 4-5 คน ผมไม่เคยเห็นเสธแดงตัวจริงเลยยืนดูอยู่สักพัก เสธแดงใส่หมวกปีกกว้าง และยืนห่างจากกำแพงออกมาหลายเมตร ผมคิดของผมว่าเสธแดงค่อนข้างประมาทเพราะถนนฝั่งตรงข้ามมีทหารยืนประจำการเต็มไปหมด หลังจากนั้นผมก็เดินไปทางราชดำริเพื่อไปที่เวทีราชประสงค์

เมื่อเดินถึงบริเวณราชดำริ ผมได้ยินเสียงแตรรถบีบไล่กันมาจากศาลาแดง ผู้คนแตกตื่นอลหม่าน หลายคนเหลียวหน้าเหลียวหลังอย่างไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร มีคนขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านหน้าผมไปด้วยความเร็วหลายคัน หนึ่งในนั้นตะโกนว่า "ทหารยิงประชาชนแล้วๆ" สักพักผมได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาลวิ่งผ่านหน้าผมไป เมื่อมองเข้าไปพบชายคนหนึ่งนอนหงาย ร่างกายท่อนบนชุ่มไปด้วยเลือด มีบรุษพยาบาลประคอง 2 คน

เมื่อแน่ใจว่าเริ่มมีการยิงประชาชนขึ้น ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่เวที ผมผ่านเตนท์สุดท้ายก่อนที่จะถึงด้านหลังของเวที เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังสนทนากับญาติโยมด้านใน ผมตรงเข้าไปกราบก่อนที่จะไม่มัโอกาสกราบผ้าเหลือง ท่านถามผมว่า "มีอะไรหรือโยม" ผมเรียนท่านว่า "ทหารยิงประชาชนแล้วครับๆ" แล้วก็รีบไปที่เวที

ที่เวทีดูเหมือนจะยังไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้น ผมไปยืนสมทบกับผู้ชุมนุมที่ฝั่งซ้ายมือของเวที ผู้ชุมนุมหลายคนบริเวณนั้นคงจะเห็นมีคนหน้าตาตื่นมา หลายคนมาถามผมว่ามีอะไรเกิดขึ้น ผมบอกว่าที่ศาลาแดงมีการยิงกันแล้ว หลายคนทำหน้างงๆ แต่มีบางคนลุกมาถามผมว่า มีข่าวว่าเสธแดงโดนยิง มีการส่งข้อความผ่าน sms ทางโทรศัพท์ ผมตอบว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเพิ่งเห็นเสธแดงยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวอยู่ไม่เกิน 15 นาทีนี้

ในขณะนั้นคุณจตุพรกำลังปราศัยบนเวทีด้วยท่าทีที่ดุดัน ไม่นานนักคุณจตุพรก็หยุดปราศัย (เข้าใจว่ามีคนไปบอกข่าว) หลังจากนั้นคุณจตุพรได้กล่าวกับผู้ชุมนุมว่าได้รับการยืนยันว่าเสธแดงถุกยิงที่ศาลาแดง ขณะนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาล ผมได้ยินเสียงคนเสื้อแดงหลายคนหวีดร้องด้วยความตกใจ บางคนตะลึง บางคนพึมพำบอกไม่เชื่อ ข่าวที่คุณจตุพรบอกบนเวทีเป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับคนเสื้อแดงมาก บางคนเริ่มร้องไห้ออกมา

บนเวทีเริ่มแจ้งกับผู้ชุมนุมว่าทหารได้ปิดด่านทุกด้านแล้ว ป้องกันไม่ให้คนเข้าหรือออกจากบริเวณชุมนุม ศอฉ.ได้สั่งตัดน้ำ ตัดไฟ และสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น คืนนั้นการโทรศัพท์หาญาติพี่น้องเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก แต่บางพื้นที่ยังมีคลื่นสัญญาณ เช่น บริเวณลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด

คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ผมต้องนอนค้างที่หน้าเวทีเพราะทหารปิดทางเข้าออกหมดทุกด้าน เวลาประมาณเที่ยงคืนเศษผมเดินไปสังเกตุการณ์ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ตลอดทางมีแต่ความมืดมิด ไฟส่องสว่างที่อยู่ข้างทางถูกคนเสื้อแดงตีแตกจนหมด เมื่อสอบถามสาเหตุที่ต้องตีไฟส่องถนนข้างทางแตกก็ได้รับคำตอบว่าทหารเริ่มยิงประชาชนจากตึกสูง มีแท็กซี่คนหนึ่งและคนที่ถือกล้องถ่ายรูปคนหนึ่งถูกยิงโดยไม่ทราบสาเหตุ จุดที่ผมเดินไปได้ไกลที่สุดคือบริเวณหน้าสน.ลุมพินี ที่นั่นเริ่มมีข่าวลือที่เป็นการเพิ่มกำลังใจให้กับคนเสื้อแดง เช่น ข่าวลือที่บอกว่าทหารเรือจะมาช่วยคนเสื้อแดง ฯลฯ

เช้าตรู่วันถัดมาผมเดินมาที่ด่านศาลาแดง พบการ์ดของคนเสื้อแดงอยู่หลายคน บางคนร้องไห้ตาแดงก่ำ เมื่อสอบถามว่าคนยิงเสธแดงยิงมาจากด้านไหน ทุกคนล้วนชี้ตรงกันไปที่ฝั่งโรงแรมดุสิต ผมเงยหน้าไปตามมือที่ชี้ พบว่าบนตึกของดุสิตธานี (ตึกที่อยู่ติดถนนด้านหน้า ไม่ใช่อาคารโรงแรม) ด้านบนสุดมีกระจกที่หันเข้าหาถน
น 4 บาน บานที่ 2 นับจากขวามือมีรอยรูเท่ากำปั้น พวกเขาบอกว่าทหารยิงมาจากตรงนั้น !
ขอขอบคุณผู้เล่า..เพื่อลูกหลานได้เรียนรู้
https://www.facebook.com/#!/groups/229420047073659/permalink/418993111449684/
 

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

บันทึกของสมศักดิ์ (1)


สัมภาษณ์คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี –
ตอนที่ 1 : ถูกจับ
โดยสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล   เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2012    เวลา 6:11 น. ·
คำชี้แจง :  บทสัมภาษณ์ คุณชูเชื้อ และ คุณผ่องพรรณ สิงหเสนี (หรือที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่นว่า "ยายหนู" และ "หมอด") ภรรยาและลูกสาวของคุณชิต สิงหเสนี นี้ ตีพิมพ์อยู่ใน หนังสืองานศพนางชูเชื้อ (วลี) สิงหเสนี (2549) ผู้สัมภาษณ์คือคุณสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ (ปรากฏในบทสัมภาษณ์ในชื่อเล่น "อิ๋ง") หรือ "อิ๋ง เค (Ink K)" ผู้เขียนบทและกำกับภาพยนตร์ (คนกราบหมา, พลเมืองจูหลิน) และศิลปินนักวาดภาพ ผู้เป็นญาติกับครอบครัวคุณชิต ในการสัมภาษณ์และในบทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์จะใช้ชื่อเล่นของทั้งสามท่าน ("ยายหนู", "หมอด", "อิ๋ง") โดยตลอด ผมถ่ายทอดมาตามต้นฉบับ

การสัมภาษณ์ทำขึ้นในปี 2544 หรือราว 5 ปีก่อนการถึงแก่กรรมของคุณชูเชื้อ
(22 สิงหาคม 2456 - 2 มกราคม 2549)

..(ภาพ จะหามาเพิ่มภาพหลัง) .. 
ยายหนู :   อิฉันชื่อ ชูเชื้อ สิงหเสนี
 หมอด :   ดิฉันชื่อ ผ่องพรรณ สิงหเสนี
 อิ๋ง :   อิ๋งรู้จักกับยายหนูมาตลอดชีวิต ใช่มั้ยคะ
 ยายหนู :   ตั้งแต่คุณอิ๋งยังไม่เกิดน่ะค่ะ
 อิ๋ง :   ขอถามกันตรงๆเลยนะคะ คือ อิ๋งบางที คิดว่ายายหนู คุณหมอด และทุกๆคน โดยเฉพาะยายหนู ทนได้ยังไงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
 ยายหนู :   ก็อยู่นี่น่ะ ก็เพื่อลูกน่ะค่ะ สงสารลูก [น้ำตาซึม] ไม่มีพ่อแล้วก็ลำบากใช่ไหมคะ
 อิ๋ง :   ก็เลยอยู่มาเพื่อลูก
 ยายหนู :  ค่ะ
 อิ๋ง :   วันแรกที่เรื่องเกิดขึ้น ยายหนูจำได้ไหมคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ
 ยายหนู :   เขาก็มาเอาตัว จับคุณชิตไป ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ยายหนูก็ไปเยี่ยมเขา เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร
 อิ๋ง :  ใครบอกว่าไม่มีอะไร
 ยายหนู :   คุณชิตบอกว่าไม่มีอะไร ยายหนูถามว่าเป็นไงมั่ง คุณชิตก็บอกว่า ไม่มีอะไร
 อิ๋ง :  ไม่ได้เล่าว่าเรื่องอะไร
 ยายหนู :  ไม่ได้เล่าค่ะ เล่าไม่ได้
 อิ๋ง :  จับไปกลาโหมหรือคะ ตอนแรก
 ยายหนู :  ค่ะ ตอนแรก
 อิ๋ง :  ตอนแรกที่เกิดเรื่องขึ้น
 ยายหนู :  เรื่องเกิดขึ้นไปแล้วน่ะค่ะ
 หมอด :  ปีกว่าล่ะมัง หลังจากที่เสด็จสวรรคตน่ะค่ะ อยู่ตั้งปี 2490 ล่ะมังถึงได้ถูกจับ
 อิ๋ง :  แล้วยังไงถึงได้จู่ๆมาจับ
 ยายหนู :  เขาบอกว่า อะไรนะ คุณชิตเป็นมหาดเล็กอยู่ห้องบรรทม ต้องรู้เห็น
 อิ๋ง :  คุณชิตเคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ ว่าวันนั้นเป็นอย่างไร

ยายหนู :  เล่าแต่ว่า ออกมาข้างนอกน่ะค่ะ เจ้าคุณอนุรักษ์ฯ (พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร) ให้ไปทำหีบเหรียญตรา ที่จะเสด็จฯเมืองนอก หีบจะใส่เหรียญตราน่ะค่ะ จะเอาไปเมืองนอกด้วย คุณบุศย์บอกว่ายังไม่บรรทมตื่น ก็คอยอยู่ จนได้ยินเสียงปืน ฟังว่าเสียงมาจากทางไหน จนแน่ใจว่าเสียงมาจากห้องบรรทม ก็วิ่งเข้าไป พอเห็นเลือด ก็วิ่งไปทูลพระราชชนนี
 อิ๋ง :  คุณชิตบอกหรือเปล่าว่า เห็นใครมาหรือเปล่า
 ยายหนู :  ไม่เห็นค่ะ เขาบอกว่าถ้าเขาเห็น เขาก็ฆ่ามันตายแล้ว
 อิ๋ง :  นั่นน่ะสิคะ สำหรับอิ๋ง ที่น่าสะเทือนใจที่สุด ก็ตรงที่ว่า เราก็ทราบ อย่างยายหนู นี่นะคะ หรือถึงอิ๋งไม่เคยเจอคุณชิต ยังเกิดไม่ทัน คนที่จงรักภักดีมากขนาดที่ว่า ถ้าเห็นใครทำร้ายท่าน ก็จะฆ่าตายยังงี้ มาโดนกล่าวหาอย่างนี้ ตอนนั้นคุณชิตรู้สึกยังไง เคยเล่าให้ฟังบ้างไหมคะ
 ยายหนู :  ไม่เล่าหรอกค่ะ
 อิ๋ง :  แกไม่พูดเลยหรือคะ
 ยายหนู :  ไม่พูดหรอกค่ะ
 หมอด :  ก็มันตั้งนาน ถึงได้มากล่าวหา มีคดีเรื่องขึ้นมาฟ้องร้อง ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ ทางการเขาก็คิดว่า เป็นอุบัติเหตุ ก็ไม่มีอะไร มาภายหลัง ถึงได้มามีเรื่องมีราว ไม่ทราบว่าจะเป็น.... มีการกล่าวหากัน และก็หาว่าพ่อมีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย ถึงได้มาจับพ่อ หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นปีหนึ่งแล้ว
ยายหนู :  แล้วจับไปโรงพักด้วยค่ะ จับยายหนู
 อิ๋ง :  จับยายหนูด้วยหรือคะ ทำไมล่ะ
 ยายหนู :  กับ "ใหม่" [หมายถึง ลักษณา สิงหเสนี ลูกคนสุดท้องของคุณชิต กับคุณชูเชื้อ - สมศักดิ์] ใหม่ยังกินนมอยู่
อิ๋ง :  โถ ใหม่นี่คนที่เท่าไหร่นะคะ
 ยายหนู :  คนที่เจ็ดค่ะ
 อิ๋ง :  แล้วยายหนูไปด้วยหรือคะ
 ยายหนู :  เปล่าค่ะ  เขาจับคุณชิตไปแล้ว แล้วเขามาจับยายหนู กับใหม่ ไปโรงพัก
 อิ๋ง :  โรงพักไหนคะ
 ยายหนู :  โรงพักไหน ยายหนูก็จำไม่ได้
 อิ๋ง :  แล้วเขาทำยังไง
 ยายหนู :  เขาถามว่า คุณชิตเห็นใครไหม อะไรยังงี้น่ะค่ะ
 อิ๋ง :  แล้วเห็นไหมคะ
 ยายหนู :  ก็บอกว่า ไม่เห็น ถ้าเห็นล่ะแกฆ่าตายหมด
 อิ๋ง :  แล้วยังไง แล้วจับยายหนูขังด้วยหรือคะ
 ยายหนู :  ไม่ขังหรอกค่ะ จับอยู่ตั้งแต่เช้าจนเย็น ถึงได้ปล่อย
 อิ๋ง :  ก็ลำบาก.... แล้วลูกคนอื่นตอนนั้นอยู่ไหนคะ
 ยายหนู :  ก็ลำบาก ฝากคุณย่า
 อิ๋ง :  ตอนนั้น คุณชิตโดนขังแล้วหรือคะ
 ยายหนู :  จับขังแล้ว
 อิ๋ง :  พอจับก็ขังเลยหรือคะ
 ยายหนู :  ก็ไปไว้ที่กระทรวงกลาโหม ก็ขังอยู่ในห้องน่ะค่ะ แล้วเราก็ไปเยี่ยม
 อิ๋ง :  ยายหนูรู้เมื่อไหร่คะ ว่าเป็นข้อหาอะไร เรื่องอะไร
 ยายหนู :  ทราบตอน เมื่อเขามีเรื่องมีราวแล้วน่ะค่ะ เขาจับไปฝากขังศาล
อิ๋ง :  ตอนแรก ไม่รู้เลยหรือคะว่า ถูกจับไปทำไม
 ยายหนู :  ไม่รู้หรอกค่ะ
 อิ๋ง :  เพราะแกไม่ได้บอก
 ยายหนู :  ก็เขาไม่ได้บอกนี่คะ
 อิ๋ง :  คุณชิตไม่บอก หรือว่า....
 ยายหนู :  คุณชิตไม่รู้เรื่องว่า เขาจะมาจับ.... มีแต่พวกตำรวจแหละค่ะมาหา ที่บอกให้หนีเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับนะ แกบอกว่าหนีทำไม ไม่หนีหรอก
อิ๋ง :  มีทหาร กับตำรวจมาบอกให้ไปหรือคะ
ยายหนู :  บอกให้หนีไปเถิด เดี๋ยวเขาจะมาจับ "จับอะไร หนีทำไม ฉันไม่หนีหรอก"
อิ๋ง :  พอยายหนูทราบว่าเป็นเรื่องอะไรแล้ว ยายหนูเป็นยังไง รู้ว่าเป็นข้อหาอะไร
ยายหนู :  ก็ใจไม่ดี ก็ถามเขาว่า เขาไปจับปืนเปินอะไรหรือเปล่า เขาบอก เขาไม่ได้จับนี่ จะต้องไปกลัวอะไร มันตกอยู่แล้วเขาก็กลัวพระชนนีจะคว้า เขาก็เลยเอาผ้า [ห่อ] เอาไปใส่ในลิ้นชักไว้
 อิ๋ง :  แล้วคุณหมอดล่ะคะ คุณหมอดคนโตนี่ ใช่ไหมคะ
 หมอด :  คนที่สองค่ะ
 อิ๋ง :  ตอนนั้นอายุเท่าไหร่
 หมอด :  ตอนนั้น สักเจ็ด แปดขวบ.... หรือกว่า จำไม่ได้แล้ว [น่าจะอายุมากกว่า 7-8 ขวบหลายปี เพราะเรียนเตรียมอุดมแล้ว - สมศักดิ์]
ยายหนู :  เข้าจุฬาฯ หรือยัง
 หมอด :  ยัง ตอนพ่อตายอยู่โรงเรียนเตรียมฯ
...............................................................................................................................................................
โปรดติดตาม ตอนที่ 2 : วันประหารชีวิต
******************************************************************************

บันทึกไว้เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น

ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น!

“ประเทศเราอ่อนไหวเหลือเกิน กับความขัดแย้ง เราเสแสร้งกันเหลือเกินแล้ว ผมไม่อยากจะใช้คำที่รุนแรงไปกว่านี้ ขอความกรุณาเถิดว่าเลิกเสแสร้ง ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยเป็นของธรรมดา เป็นของสามัญอย่างยิ่ง ขอเพียงให้คนที่เห็นต่างกันมีโอกาสพูด มีโอกาสเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา อย่าไปไล่เขา อย่าไปบอกให้เขาไปอยู่ที่อื่น อย่าไปบอกให้เขาต้องเปลี่ยนสัญชาติ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในกรอบของกฎหมายทั้งปวง”

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ แถลงถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขประ-มวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคลให้ได้ 10,000 คน เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ (อ่านเพิ่มเติมหน้า 6) ท่ามกลางผู้ร่วมฟังนับหมื่นจนล้นห้องประชุมศรีบูรพา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งรายชื่อแรกที่ร่วมรณรงค์คือ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขณะที่นายชาญวิทย์ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คโดยตั้งหัวข้อว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับ ม.112 ของ “สยาม” vs “ไทย” ถอยหลังหรือเดินหน้าเข้าคลอง” โดยสรุปว่า แต่เดิม “ราชอาณาจักรสยาม” (สมัยโบราณ) เคยมี “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3-7 ปี แต่ “ราชอาณาจักรไทย” (สมัยใหม่) มี “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ขึ้นมาแทน และมีโทษจำคุกสูงกว่าคือระหว่าง 3-15 ปี (นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากลและนานาอารย ประเทศโลก และ “ราชอาณาจักรไทย” สมัยใหม่ของเราก็มีคดีขึ้นโรงศาลมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในระดับมาตรฐานสากลของนานาอารยประเทศเช่นกัน)

จาก “กึ่งเสรี” เป็น “ไม่เสรี”

รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทน ครก.112 อ่านแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า นับแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา สถิติการจับกุมด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2553 มีการฟ้องร้องถึง 478 ข้อหา นอกจากนี้ความ “จงรักภักดี” ยังกลายเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน ความอ่อนไหวต่อมาตรา 112 จึงมักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกกระทำอย่างไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ไม่อนุญาตให้ประกันตน ดำเนินการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ และยังถูกกดดันจากสังคมรอบข้างอย่างมาก อย่างกรณี “ขบวนล่าแม่มด”

นอกจากนี้มาตรา 112 ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประเทศไทยตกต่ำอย่างถึงที่สุด โดยรายงานปี 2554 องค์กรฟรีดอมเฮาส์เปลี่ยนสถานะเสรีภาพของไทยจาก “กึ่งเสรี” เป็น “ไม่เสรี” เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิวบา โซมาเลีย และปากีสถาน

7 ข้อเสนอ “นิติราษฎร์”

โดยเฉพาะกรณีคดี “อากง” และนายโจ กอร์ดอน สัญชาติไทย-อเมริกัน ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดังกระหึ่มไปทั่วโลก เพราะสหประชาชาติ องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และประเทศต่างๆแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 112 ขณะที่ภายในประเทศก็มีการเคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ เพื่อให้สังคมร่วมกันพิจารณาในสาระสำคัญคือ

1.ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 ปี สำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกิน 2 ปี สำหรับพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้นแทนพระองค์

“นิธิ” ชี้ต้องแก้กฎหมายฉ้อฉล

นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ให้เหตุผลที่ร่วมรณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 ว่า ปัจจุบันไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ซึ่งระบอบกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในหลายประเทศทั่วโลกล้วนเป็นระบอบกษัตริย์ที่อนุวัตตามระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะสัดส่วนการลงโทษความผิดมาตรา 112 เป็นข้อบังคับแน่นอนตายตัว ไม่มีทางเลือกอื่น ซึ่งไม่สอดคล้องกับความผิดที่กระทำคือ หากศาลพิ-พากษาว่ามีความผิดก็ต้องถูกจำคุก 3 ปีเป็นอย่างต่ำ และ 15 ปีเป็นอย่างสูง เมื่อเทียบกับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาจึงแตกต่างและรุนแรงกว่ากันมาก เพราะเหตุเอามาตรา 112 ไปอยู่ในหมวด “ความมั่นคงของรัฐ”

ขณะที่อำนาจในการกล่าวหาฟ้องร้องก็ให้ทุกคนมีสิทธิที่จะฟ้องร้องอย่างไรก็ได้ จนมาตรา 112 ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อและเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือแม้แต่ไม่ชอบหน้าใครก็สามารถนำไปฟ้องร้องกล่าวโทษได้ การตัดสินใจจะดำเนินคดีหรือไม่จึงต้องใช้การพิจารณามากกว่าข้อบัญญัติของกฎหมาย เพราะบางครั้งการไม่ดำเนินคดีอาจเป็นผลดีต่อสถาบันมากกว่า ไม่ใช่ใครก็สามารถฟ้องร้องได้

“เมื่อใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉลภายใต้วัฒนธรรมและการเมืองที่เป็นเช่นทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การใช้กฎหมายฉ้อฉลมากขึ้นไปอีก เช่น เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจไม่ฟ้อง ดังนั้น จึงต้องแก้ที่ตัวกฎหมายเพื่อให้ในทางปฏิบัติจะไม่มีใครนำมาตรานี้ไปใช้อย่างฉ้อฉลได้”

กลุ่มต่อต้านเคลื่อนไหวตอบโต้

ด้านกลุ่มต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ก็ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้อย่างคึกคักเช่นกัน ไม่ใช่แค่ “ขาประจำ” ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี ที่จัดกิจกรรมตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 เท่านั้น แต่ยังมีพรรคประชาธิปัตย์เจ้าเก่าที่ออกมาคัดค้าน โดยใช้เหตุผลเดิมๆที่กล่าวหากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าไม่จงรักภักดี แทนที่จะนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเหตุผลทางหลักกฎหมายและวิชาการมาโต้แย้งและชี้แจงกับประชาชน มิใช่เอาแต่โจมตีด้วยวาทกรรมซ้ำซากอย่างนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ที่แถลงว่า มาตรา 112 ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่เมื่อมีกลุ่มที่มุ่งร้ายต่อสถาบันออกมาเคลื่อนไหวจึงทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น จึงจะนำกฎหมายฉบับนี้แยกออกจากความมั่นคงของชาติไม่ได้ เพราะความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์คือความมั่นคงของไทย

“สยามประชาภิวัฒน์” จัดหนัก

แต่กลุ่มนักวิชาการที่ออกมาร่วมคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 และถูกจับตามองอย่างมากคือ “กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์” นำโดยนายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของนักวิชาการ 5 สถาบันอุดมศึกษา ประมาณ 20 คน แม้จะระบุว่าไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อชนกับคณะนิติราษฎร์ แต่ก็แถลงเหตุผลการคัดค้านแก้ไขมาตรา 112 และแก้รัฐธรรมนูญว่า ต้องให้คุณค่ากับสังคมไทย ไม่ใช่ไปเอาแบบสังคมตะวันตก สังคมไทยให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเป็นตัวตั้งของสังคมไทย

ขณะที่นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนึ่งในกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตและเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องแก้มาตรา 112 เช่น ความผิดความมั่นคงแห่งรัฐถือเป็นการวางหลักปกป้องคุ้มครองประ- มุขของรัฐ ซึ่งแทบทุกประเทศก็มีกฎหมายลักษณะนี้ ส่วนข้ออ้างว่ามีการนำไปใช้กลั่นแกล้งทางการเมืองนั้นก็ทำได้แทบทุกลักษณะความผิด ไม่ใช่เฉพาะมาตรา 112 เท่านั้น มาตรา 112 จึงไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่แสดงความคิดเห็นเกินขอบเขตจนไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นคือสถาบัน

8 ราชนิกุลหนุนแก้มาตรา 112

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือราชนิกุลผู้มีชื่อเสียงจำนวน 8 คน ได้ลงนามในจดหมายที่ส่งไปถึง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2555 เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ซึ่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้นำมาตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 12 มกราคมว่า ราชนิกุลผู้มีชื่อเสียง 8 คน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ หรือท่านชิ้น) หม่อมราชวงศ์สายสิงห์ ศิริบุตร (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์) หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ (ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์) นายวรพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (อดีตเอกอัครราชทูต) พลเอกหม่อมราชวงศ์กฤษต กฤดากร, หม่อม ราชวงศ์ภวรี สุชีวะ (ธิดาในหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง) หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนะวิชัย และนายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า จำนวนคดีหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญในช่วงเวลา 7 ปี จากจำนวน 0 คดีในปี 2545 เพิ่มมาเป็น 165 คดีในปี 2552 ซึ่งคดีความถูกรายงานไปทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

จดหมายยังอ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าการลงโทษจับกุมคุมขังบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันนั้นมีแต่จะก่อปัญหาให้แก่พระองค์เอง และระบุว่า นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสดังกล่าว มีรัฐบาลหลายชุดหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่มีรัฐบาลชุดใดที่จะริเริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ขณะที่นายสุเมธให้สัมภาษณ์ว่า พวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย แต่คิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งต้องแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและปกป้องสถาบัน ซึ่งถือเป็นการเอาใจใส่ต่อความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะสังคมไทยกำลังแตกแยก ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจกับคำแนะนำของในหลวง

“ที่สำคัญสุดเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราต้องการให้มีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายมาตราดังกล่าว”

คอป. เสนอแนวทางแก้ ม.112

เช่นเดียวกับนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ถึงนายกรัฐมนตรี เสนอให้แก้ไขมาตรา 112 โดยอ้างการศึกษาถึงพื้นฐานความแตกต่างในสังคมประชาธิปไตยในต่างประเทศกับสังคมไทย พบว่าในประเทศประชาธิปไตยคนในกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นเสรีนิยมสูง แต่คนในกระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเป็นอำนาจนิยมสูง ทำให้เกิดการโต้เถียงและขัดแย้งกันอย่างมาก แต่ คอป. ก็ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรา 112

คอป. จึงให้รัฐบาลเสนอแก้ไขมาตรา 112 ต่อรัฐสภาว่า ใครหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งความผิดต้องให้อำนาจในการสอบสวนดำเนินคดีจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอำนาจจากสำนักราชเลขาธิการ

กดดันสภา-ผู้อาวุโส?

ส่วนนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งสิงคโปร์ ที่รณรงค์เรื่อง “ฝ่ามืออากง” ได้ชวนให้สนับสนุนคณะนิติราษฎร์โดยถ่ายภาพฝ่ามือที่มีข้อความว่า “นิติราษฎร์” แม้จะยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังกับการขับเคลื่อนของคณะนิติราษฎร์ว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมไทยตาสว่างเห็นปัญหาของมาตรา 112

ขณะที่อาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในแกนนำคณะนิติราษฎร์ ยอมรับว่า การเสนอร่างหรือล่ารายชื่ออย่างเดียวอาจไม่มีอะไรมาก แต่จะต้องคอยกดดันตลอดว่ามาตรา 112 มีปัญหา แม้แต่การรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ที่รวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อ ก็เป็นเพียงการผลักดันให้ร่างแก้ไขมาตรา 112 เข้าสู่สภา หลังจากนั้นต้องพยายามขับเคลื่อนในเชิงสังคมไปพร้อมๆกันเพื่อกดดันให้รัฐบาลขยับเรื่องนี้

แต่สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มเรียกร้องให้คนที่มีเสียงในบ้านเมือง อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคยออกมาพูดว่ามาตรา 112 มีปัญหา แต่ไม่ได้บอกว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อ จึงต้องพยายามเรียกร้องให้นายอานันท์บอกว่าแล้วต้องทำอะไรต่อ พยายามเรียกร้องให้มานั่งคุยกันว่าสุดท้ายมาตรา 112 จะถูกปฏิรูปหรือไม่ จะแก้ไขอย่างไร หรือจะยกเลิก เชื่อว่าเรื่องนี้คุยกันได้ เพราะถึงเวลาที่จะต้องมาคุยกันแล้ว

112 วัดใจ ส.ส.เพื่อไทย?

แต่ ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแกนนำกลุ่มสันติประชาธรรม เตือนว่า แม้จะมีกระแสต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่สามารถกลบเสียงให้แก้ไขได้ “ดิฉันเตือนว่ายิ่งมีการใช้กฎหมายมาตรา 112 อย่างรุนแรงมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ประเทศไทยกลายเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อในลำดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ทั้งที่เรื่องสิทธิเสรีภาพในด้านอื่นๆมีการขยายตัวอย่างมาก ประเทศไทยมีความเจริญทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่เรื่องทางการเมืองขณะนี้กลับถดถอยตกต่ำ แล้วยังมาเจอกฎหมายที่ลงโทษคนด้วยการส่งข้อความ SMS อย่างกรณีของอากง ถือเป็นกรณีที่ช็อกความรู้สึกผู้คนเป็นจำนวนมาก”

อาจารย์พวงทองฝากถึงรัฐบาลเพื่อไทยว่า การที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศจะไม่แก้ไขมาตรา 112 ทั้งยังเดินหน้าปราบเว็บไซต์หมิ่นฯอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีความจงรักภักดีในรูปแบบต่างๆ ทำให้ประชาชนที่เลือกเข้ามาในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมารู้สึกว่ากำลังถูกพรรคเพื่อไทยหักหลัง และกำลังทำร้ายประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

“ดิฉันขอเตือนว่าสิ่งเหล่านี้ประชาชนจะไม่ลืมง่ายๆ และในที่สุดแล้วคนที่จะสูญเสียนอกจากประชาชนที่ถูกพวกคุณกดทับเรื่องสิทธิเสรีภาพแล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็จะไม่ได้อะไรจากครั้งนี้เลย”

ดังนั้น แม้พรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์จะพยายามหลบเลี่ยงไม่แก้ไขมาตรา 112 แต่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็ต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าทำไมจึงไม่แก้ไขมาตรา 112 ทั้งที่ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขกฎหมายแล้ว หรือแท้จริงกำลังต้องการเกี๊ยะเซียะกับระบอบอำนาจนิยม อย่างที่นายแฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกของสหประชาชาติ กล่าวถึงการเรียกร้องให้ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนว่า

“ไม่ใช่เป็นการแทรกแซง เนื่องจากสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องในทางระหว่างประเทศ และเป็นความรับผิดชอบของประเทศที่ทันสมัย มีอารยะ และเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีแต่ประเทศที่ต้องการจะกลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยม ไร้อารยะ และไม่ตามครรลองประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะปฏิเสธหลักสิทธิมนุษยชน”

การเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงเป็นเรื่องของ “สิทธิมนุษยชน” โดยแท้

ไม่ใช่ “ขบวนการล้มเจ้า” ที่กลุ่มผลประโยชน์ที่อยู่รายล้อมและอิงแอบแนบชิดพยายามประดิษฐ์สรรหาวาทกรรมใหม่ๆ อาทิ “ทุนนิยมสามานย์” หรือ “เผด็จ การทุนนิยม” มาบิดเบือนให้คนไทยเข้าใจผิดและลืม “ความเป็นมนุษย์” ของตนไปโดยมิทันรู้ตัว

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับที่ 343 วันที่ 21-27 มกราคม พ.ศ. 2555 หน้า 18-19 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

2012-01-20
............................................
คัดมาเพื่อการศึกษาเท่านั้น ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?

คนไทยจะตายอีกเป็น โขยง แผนเทวดาลงมาโปรด หมอตุลย์คือหมากตัวแรกที่เริ่มเดิน

น้ำท่วมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม?
ตอบได้เลย นั่นคือแผนที่วางไว้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ยังมีต่ออีกหลายตอน

ผมจะลำดับให้อ่านดังนี้ครับ
-หลังสูญเสียความชอบธรรมจากชาวโลกไปแล้วเมื่อครั้งสังหารประชาชนเกือบ100ศพ
-วางแผนกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา โดยจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
-สำรวจแล้วถ้าเลือกตั้งเมื่อไรแพ้แน่ๆ ทำยังไงก็แพ้
-ปรับแผนใหม่ ปล่อยให้ เสื้อแดงเป็นรัฐบาลก่อน แล้ว ใช้ธรรมชาติที่ตนเองประดิษฐ์มาถล่มล้มประชาชนแทนทหาร แล้ว เอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วใส่รัฐบาลพวกเสื้อแดง ปลุกกระแส บิดเบือนใส่ร้าย เอาสื่อหลักเป็นเครื่องมือ เอานักวิชาการมาประณาม แล้วก็ได้ผลในเบื้องต้น
-ทำสัญญาลับกับอดีตนายกฯ จะให้กลับประเทศไทยได้ แต่ เบื้องหลังวางแผนย้อนกลับบัญชาการลงมาให้สมุนตัวเอ้ที่มีอาชีพหมอออกมาปลุกกระแสแล้วขนคนลงมาให้ มีทหารปลอมปะปนเข้ามา คนกทม.ถูกจ้างมาโดยคนของพรรค ปชป.อออกมาประท้วงอย่างรุนแรง
-แดงจริงแดงปลอมปลุกกระแสขึ้นมาต้าน แล้วยัดอาวุธใส่มือ เหมือนว่าแอบถ่ายภาพมาให้ได้เห็นเป็นหลักฐานคล้ายกับคนชุดดำเมื่ออดีต
-แล้วสร้างเรื่องยั่วยุให้ต้องฆ่ากันจริงๆ ถ้าไม่ได้ผล ครั้งนี้เพื่อสร้างเสื้อแดงให้มองว่าเลวร้ายอย่างที่เคยประชาสัมพันธ์เอาไว้ก่อนยิงตายไปเกือบ100ศพ แผนต่อมาก็คือ ใช้ สไนเปอร์ ยิงหัวหมอตุลย์มันซะเลยคล้ายกับเจ๊กลิ้มเคยโดนมาแล้วในอดีต แค่นี้ก็สับสนวุ่นวายแล้ว รัฐบาลก็อยู่ไม่ติดข่าวทั่วโลกก็มุ่งหน้ามา โจมตีรัฐบาลและเสื้อแดงแทน กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการฆ่าหมอตุลย์ พร้อมสื่อในประเทศก็ช่วยกันโจมตีตลอด24ชม.
-และแล้วพระเอกก็ขี่ม้าขาวออกมาห้ามทัพ ประชาชนสองฝั่งสงบศึก ทั่วโลกสรรเสริญ “นี่แหละสุดยอดของโลก” อีกแล้ว อีกครั้ง ถ้าไม่มีพระเอก ประเทศไทยไม่สงบแน่ เหมือนอดีตที่ผ่านมา แล้วย้อนกลับไปแก้ต่างให้ตนเองเมื่อครั้งปี53 เป็นการเข้าใจผิด พระเอกไม่เคยสั่งฆ่าใคร ที่ตายกันไปเรื่องการเมืองทั้งนั้น
-นายกรัฐมนตรีเช็ดน้ำตาแล้วประกาศลาออก ถ้าไม่ออกโดนยึดอำนาจอย่างชอบธรรมทันที
ทั้งนี้..ข้ออ้างไม่ยาก “เป็นนายกฯที่สร้างปัญหาให้กับคนในชาติมากที่สุด” โดยไม่มีคำว่า”ไม่จงรักภักดี”ต่อท้ายในข้ออ้างเหมือนอดีตใส่ในข้ออ้างที่ยึดอำนาจเหมือนเคย


กลับมาที่เรื่องน้ำท่วม มันเกี่ยวโยงยังไงกับแผนเทวดาลงมาโปรดครั้งนี้
ประชาชนยากจนส่วนใหญ่และเป็นคนต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นคนเสื้อแดงทั้งนั้น คนที่ออกมาชุมนุมในกรุงเทพฯเมื่อครั้งปี53 ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุดทั้งนี้ก็เพราะสามารถไปกลับได้ อยู่ไม่ไกลมากนัก
เส้นทางของน้ำและเขื่อนต่างๆ มันอยู่เส้นทางนี้พอดี
ถ้าจะทำให้น้ำท่วมไม่ยากก็แค่ปล่อยน้ำในเขื่อนออกมาเท่านั้น น้ำก็ท่วมหมดแล้ว


แล้วทำไมถึงต้องทำให้น้ำท่วมด้วย
เหตุผลง่าย
1.เพื่อเป็นข้ออ้างได้ทันที เพื่อโจมตีรัฐบาลว่าไม่สามารถป้องกันได้ ทำให้ประชาชนตายและเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
2.เพื่อจะได้ให้เทวดาออกโรงลงมาโปรด ออกทีวีได้ทุกวัน ล้างสมองประชาชนซ้ำๆ
3.กำจัดคนเสื้อแดงให้อ่อนกำลังลง ยิ่งตายไปเลยก็ยิ่งดีใหญ่ ถ้ามีเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คนเหล่านี้จะอ่อนล้าและไม่สามารถกลับไปช่วยคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯได้อีก
4.สร้างกระแสให้ผู้คนเริ่มเกลียดชังรัฐบาลและเบื่อ เพื่อตัดคะแนนเสียงในอนาคต
5.สร้างภาพทหารเป็นฮีโร่ของประชาชนในช่วงน้ำท่วม ทั้งๆที่เพิ่งผ่านการเข่นฆ่าประชาชนมา เพื่อให้ประชาชนลืมภาพและเหตการณ์นั้น
ส่วนวิธีการว่ากระทำเช่นไร หลายท่านได้นำเรื่องราวทั้งหมดลงมาโพสท์ให้อ่านกันแล้วในหลายที่หลายแห่งซึ่งผมคงไม่ต้องบรรยายเพิ่มเติมอีกครั้ง

เหมือนว่าตอนนี้กำลังเดินมาถึงแผนที่หมอตุลย์ระดมพลแล้ว
มาถึงคนเสื้อแดงบ้าง วางแผนรับมือเรื่องนี้กันแบบไหน
พวกเราชาวเสื้อแดง จะแสดงพลังอย่างไรที่จะไม่เข้าทางของพวกเขา แต่ทั้งหมดทางฝ่ายเราก็คงจะอยู่เฉยไม่ได้อีกเหมือนกัน เรื่องสันติอหิงสาเลิกพูดกันไปเลย เก็บตำราเอาไปเผาให้หมด
และคงจะหนีไม่พ้น การตายของพี่น้องประชาชนอีกเช่นเคย ครั้งนี้ตายหนักกว่าเก่าแน่นอน ตายแล้วยังโดนกล่าวหาว่าเป็นคนเลวเหมือนเก่าอีกหรือไม่ ?


หวังว่ากุนซือคนเสื้อแดงและผู้นำคงจะวางแผนที่ดี รองรับมือในครั้งนี้นะครับในเมื่อกลยุทธ์ครั้งนี้เรามองกันขาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว นักพูดทั้งหลายเหมือนว่าเก่งกันทุกคน เหมือนว่ารู้ทุกอย่าง จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ ผมขอฝากไว้เรื่องเดียว สิ่งนั้นก็คือ

ในจิตสำนึกที่ว่า “ทุกชีวิตมีค่า” ครับ.

จาก http://www.internetfreedom.us/forum/viewtopic.php?f=2&t=15642

มหากาฬของจริง

ขออนุญาตนำบทความของคุณปูนนกมาเก็บไว้ค่ะ

(1)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...


ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง


และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..

ปูนนก



(2)
เหล่านี้คือคลื่นที่ถล่มโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์จนซวนเซในเบื้องแรก.. ถึงขั้นที่ ท่านนายกยิ่งลักษณ์ต้องยกเลิกการเดินทางไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปคครั้งที่ 19 ในระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. ที่สหรัฐอเมริกา โดยได้มอบหมายให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เดินทางไปร่วมประชุมแทน..เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชน และตั้งรับทางการเมืองให้เต็มที่...


ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปด้วยการทำงานที่ตั้งใจจริง อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ท่านนายกยิ่งลักษณ์และทีมงานก็เริ่มตั้งหลักได้.. และได้รับความนิยมชื่นชอบ, ความศรัทธาจากประชาชนในแทบทุกพื้นที่ที่ท่านนายกย่างกรายไปโดยไม่ต้องสร้างภาพด้วยใจจริง ข้อกล่าวหา, คำถากถาง, หยามเหยียดได้กลับกลายเป็นหอกแหลมคมที่ย้อนกลับไปทิ่มแทงผู้กล่าวหา และฝ่ายเผด็จการอมาตย์อย่างเจ็บปวดแทบทุกครั้ง ที่ประชาชนได้นำการทำงานที่เห็นตรงหน้าของรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ ไปเปรียบเทียบกับการทำงานสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ทำให้เสียงของคำกล่าวหาเริ่มเบาลง


และในที่สุดไม้เด็ดที่เกิดจากการขยับตัวทางการเมืองของฝ่ายพรรคเพื่อไทยโดยการปล่อยข่าวว่า มีการประชุมลับของ ครม. เรื่องจะทูลเกล้าให้ออก พรฎ. อภัยโทษ (ซึ่งผู้ที่ได้รับผลจาก พรฎ. นี้จะมีท่านนายกทักษิณรวมอยู่ด้วย) ก็ถูกปล่อยออกมา (โดยใครไม่แน่ชัด) แต่ที่แน่ๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองใหม่ที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที.. และร้อนแรงชนิดที่สภาต้องเปิดการประชุมพิเศษเพื่อให้ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามสดขึ้น.. ความร้อนแรงของประเด็น พรฎ. นี้มีมากจนแทบทุกสังคม แม้แต่ใน Social Network ก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างครึกโครม.. นั่นหมายความว่า..

ปูนนก


(3)
1. รัฐบาลสามารถทำให้กระแสการโจมตีท่านนายกยิ่งลักษณ์ ที่ฝ่ายเผด็จการอมาตย์กำลังใช้ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมาเป็นเครื่องมือนั้น หยุดลงได้อย่างสิ้นเชิง เพราะหันมาสนใจเรื่อง พรฎ. แทน

2. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตน.. ความเป็นสตรี.. ความเป็นคนนิ่งและสุขุมลึกซึ้ง ทำงานช่วยเหลือประชาชนต่อไปได้โดยไม่มีใครมาขวางอีก


3. ท่านนายกยิ่งลักษณ์สามารถดำเนินการทางการเมืองระดับนานาชาติได้ โดยปราศจากพรรคฝ่ายค้านหรือสมุนเผด็จการอมาตย์มาโจมตีได้เลย

4. ท่านรองนายกเฉลิม ได้พูดในสภาอย่างชัดเจนว่า “สิ่งที่รัฐบาลทำได้ทำอยู่ภายใต้กฏหมายโดยไม่ผิดเพี้ยน.. และเรื่อง พรฎ. ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ยังต้องนำไปให้อีก 2 องค์คณะเป็นผู้พิจารณา จึงจะสามารถนำทูลเกล้าได้”.. ซึ่งก็หมายความว่าเรื่อง พรฎ. นี้อาจจะไม่ผ่านก็ได้.. หรืออาจจะมีการแก้ไขอีกก็ได้.. สรุปก็คือ ทุกอย่างยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ณ ปัจจุบัน


5. ฝ่ายเผด็จการอมาตย์หลง เข้าไปเล่นในประเด็น พรฎ. จนกระทั่งเปิดช่องให้ รัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการเมืองได้อย่างชนิดที่แก้ตัวไม่ได้เพราะ.. a. รัฐบาลไม่ได้ทำในสิ่งใดที่ผิดกฏหมาย.. b. เรื่อง พรฎ. ก็ยังไม่มีข้อสรุป.. c. ท่านนายกยิ่งลักษณ์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมเพราะไปช่วยประชาชนที่ จ. สิงห์บุรี (ไม่ได้หนีไปมัลดีฟ)

6. รัฐบาลสามารถดำเนินการเรื่องที่สำคัญที่สุดได้โดยไม่มีใครมาให้ความสนใจอีกเลย..(ระดับลิ่วล้ออมาตย์) คือ การค่อยๆ พิจารณาและดำเนินการที่จะออกแถลงการณ์ หรือประกาศยอมรับอำนาจของ ICC (ศาลอาญาระหว่างประเทศ) โดยไม่จำเป็นต้องขอการอนุมัติจากสภาฯ

จากข้อสังเกตทั้ง 6 ประการนั้นสามารถเห็นได้ชัดเจนถ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นสักเล็กน้อย.. โดยเฉพาะข้อที่ 6 ถ้าไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ในทางลับ พอ. สรรเสริญ (ไก่อู) คงไม่ออกมาปัดความรับผิดชอบจากคดีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ เมื่อปี 2553 ว่า ทำตามคำสั่งของ ศอฉ. อย่างแน่นอน แม้แต่ก่อนหน้านั่น ผบ.ทบ. ก็ออกข่าวยืนยันว่า “ทหารไม่เคยมีมติว่านายกบกพร่องใน 12 เรื่องที่เป็นข่าวออกมานั้น”... เหล่านี้หมายความว่าอะไร

หมายความว่า ทหาร เริ่มออกตัวว่า ถ้าจะมีความรับผิดชอบใดๆ เกิดขึ้นจากกรณีสังหารหมู่ประชาชน 91 ศพ.. ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบก็คือ นายกอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้สั่งการ..

ผมไม่ทราบว่าใครเป็นทีมงานในเรื่องการดูแลการขับเคี่ยวทางการเมืองของท่านนายกยิ่งลักษณ์บ้าง.. แต่เชื่อแน่ว่าไม่ว่าจะเป็นใครคนเหล่านั้น “ไม่ธรรมดา” และไม่ธรรมดาชนิดที่บอกได้ว่า “เป็นมือมหากาฬ” เลยทีเดียว

หลังจากน้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติปีหน้านี้แหละครับ..เราจะได้เห็น “ของจริง” ที่ท่านนายกยิ่งลักษณ์ และทีมงานจะนำมาต่อกรกับเผด็จการอมาตย์.. ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยทุกท่าน จะได้เห็น

“จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง” ของจริง

ปูนนก

วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข่าวน่ารู้

ไม่ได้เขียนเอง นำมาเพื่อศึกษาเท่านั้น

Posted 11 October 2011 - 08:41 PM

ขอนำผลงานมองการณ์ไกลของ เจ๊ ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน มาให้คนไทย
นายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  คณะรัฐมนตรีชุด นายกปู (ขาเก) และ ส.ส. พรรคเพื่อไทยได้ชื่นชม



*****ข่าวนี้ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554*********

ได้เตรียมรับมือภัยแล้งด้วยการให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ 17 แห่งเก็บกักน้ำไว้สูงกว่าระดับเก็บกัก (เกิน 70%)

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในแหล่งกักเก็บน้ำทั่วประเทศ ว่า ขณะนี้ในแหล่งกักเก็บน้ำ
ขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศกว่า 400 แห่งมีปริมาณน้ำอยู่ประมาณ 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และทางกรมชลประทาน
ได้เตรียมไว้ใช้ในฤดูแล้งปีนี้ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และอีก 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เตรียมไว้ใช้สำหรับปี 2554
จึงขอเตือนเกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรัง โดยกรมชลประทานได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังให้ลดจำนวน
การปลูกข้าวนาปรังลง และไม่ควรขยายพื้นที่เพาะปลูก เพื่อกรมชลประทานจะได้จัดสรรน้ำให้เพียงพอ
http://thainews.prd....0122&tb=N255301


******ข่าวนี้เมื่อ 18 พฤษภาคม 2554******

ด่วน!! ลานินญ่ากลับมาอีกแล้ว
ทีวี360องศาวันนี้มาติดตามข่าวร้ายของชาวโลก “ลานิญญ่า” ที่ป่วนโลกหนักกว่า 1 ปีที่ผ่านมา กำลังจะกลับมาอีกแล้ว
ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง

ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้

http://tv360.krobkru...com/?page_id=98

******ข่าวนี้เมื่อ พฤศจิกายน 2553******

คำเตือนเรื่องฝนหนัก น้ำท่วม ฤทธิ์ลานินญาทำไทยเผชิญภัยพิบัติเพิ่ม

"ไทยไม่เคยมีการทำแผนที่เสี่ยงภัยไว้เลย จึงแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ การเตือนภัยและการพยากรณ์อากาศจึงยังล้าหลังกว่าเวียดนาม
ที่มีการพยากรณ์อากาศแม่นยำมากในภูมิภาคอาเซียน ติดอันดับต้นๆ ในระดับเดียวกับญี่ปุ่น อังกฤษ หรือสหรัฐ" นายธนวัฒน์ กล่าว

http://www.ftawatch.org/all/news/20993

******ส่วนข่าวนี้เมื่อ เมษายน 2554********

กรมชลประทานวางแผนสู้ภัยแล้ง ปีนี้มีน้ำต้นทุนไว้จัดสรร 31,000 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกันสำรอง เชื่อยังรับมือไหว
ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังลดลงอย่างต่อ เนื่อง อ่างแก่งกระจาน กับปราณบุรีวิกฤตสุด
2 อ่าง รวมกันเหลือน้ำใช้แค่ 200 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการจัดสรรน้ำและมาตรการป้องกันปัญหาภัยแล้งปี 2554
ว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและใหญ่มีปริมาณน้ำใช้ได้ประมาณ 31,000 ล้าน ลูกบาศก์เมตร โดยกรมชลประทาน
ได้จัดสรรการใช้น้ำให้กับการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก รองลงไปได้แก่ การรักษาระบบนิเวศวิทยา และการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

ทั้ง นี้ในจำนวนปริมาณน้ำ 31,000 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทานได้สำรองไว้จำนวน 11,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
เพื่อใช้สำหรับต้นฤดูฝน กับหลังช่วง ฤดูฝน อีกจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม. โดย น้ำสำรองจำนวน 20,100 ล้าน ลบ.ม.ได้วางแผน
การใช้น้ำในพื้นที่เพาะปลูกด้านการเกษตรทั่วประเทศประมาณ15. 29 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นแผนสำหรับการปลูกข้าวประมาณ 12.6 ล้านไร่
http://www.ftawatch.org/all/news/22775

อันสุดท้ายเป็นคลิปข่าว ภัยแล้ง (แล้งสุด ๆ นะ เธอว์)
http://www.youtube.c...h?v=UgmTjoEOQQw




La nina กลับมาอีกแล้ว
(ถ้าท่านดูที่ภาพ จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยอยู่ในโซนสีแดงเถือกซึ่งหมายความว่าโซนนี้ จะพบกับพายุ และฝนตกชุก โดย
ศูยน์บริการด้านอากาศของ สหรัฐอเมริกา ได้ออกเตือนประเทศต่าง ๆมาตั้งแต่เดือน เมษายน 2554)

(แต่เป็นที่น่ายินดีที่ว่า กรมชลประทาน ของ เจ๊ชลิต ทำหูแชแหมกับคำเตือน โดยยังเก็บน้ำไว้ในเขื่อน (บางแห่งมากกว่า 70%)
ไม่ยอมปล่อยออก โดยมั่นใจว่า เทวดา แถวคอนโดริมน้ำ ที่เรียกตัวไปพบประจำ แน่กว่า ศูยน์บริการด้านอากาศของสหรัฐ
แถมพกด้วย ความมั่นใจของกรมอุตุนิยมวิทยาที่คิดว่า ไม่เท่าไหร่หรอก)

ความเข้าใจง่ายๆสำหรับลานิญญาคือ จะทำให้ประเทศในภูมิภาคบ้านเราอ่วมฝนหนัก ขณะที่ฝั่งอเมริกาใต้ก็เกิดความแห้งแล้ง

ศูนย์บริการด้านอากาศของสหรัฐอเมริกา (เตือนมาตั้งแต่ เมษา 54)เตือนว่าปรากฎการณ์ลานินญ่าที่หยุดลงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
จะกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ หรือตั้งแต่ในช่วงเดือนหน้าเป็นต้นไป การกลับมาของลานิญญา พบโดยแบบจำลองการคาดการณ์อากาศ
ที่พบรูปแบบของชั้นบรรยากาศโลกกำลังกลับเข้าสู่สภาวะแบบลานิญญาเมื่อปีที่แล้ว


ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ลานินญ่ารอบสอง จะซ้ำเติมปัญหาภัยแล้ง ทำลายผลผลิตข้าวสาลีในที่ราบทางใต้ของสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ออสเตรเลียฝั่งตะวันออกจะเจอฝนหนัก แต่ได้ประโยชน์จากผลผลิตข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์เติบโตดี
ส่วนอาร์เจนติน่าและบราซิลจะเจอกับความแห้งแล้ง และเสียเปรียบที่ผลผลิตข้าวสาลี ข้าวโพดและถั่วเหลืองจะลดลง

เวลาติดตามตรวจสอบลานิญญา เขาจะดูกันที่ความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเล

กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย รายงานว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรยังใกล้เคียงค่าปกติ
แต่ระบบบรรยากาศยังคงมีบางส่วนที่สอดคล้องกับภาวะลานิญญา โดยเฉพาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร
มีการยกตัวของอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะมีมวลน้ำอุ่นสะสมอยู่และอุณหภูมิสูงกว่าโดยรอบ ทำให้มีความชื้นมากรวมตัวกันเป็น
เมฆฝนทำให้มีฝนตกมากในเดือนที่แล้ว
ปัจจัยที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ การเกิดพายุนกเตน ที่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับเวียดนาม ลาว และไทยนั่นเอง
อย่างไรก็ตามโดยรวมถือว่ามีเพียงความผิดปกติของชั้นบรรยากาศเท่านั้นที่ดูเหมือนลานิญญายังอยู่ และแบบจำลองคาดการณ์อากาศก็พบว่า
หากลานิญญากลับมาจริง ก็จะไม่รุนแรงเหมือนปีที่แล้ว
.......................................

Posted 11 October 2011 - 08:47 PM

ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2554 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ 3 ซึ่งมาตั้งฐานปฏิบัติการในกองบิน 21 กองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ
จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำเครื่องบินรุ่นกาซ่าจำนวน 2 ลำ ขึ้นบินปฏิบัติการโปรยสารเคมีน้ำหนักรวม 10 ตัน
เหนือพื้นที่แหล่งใช้เก็บกักน้ำเพื่อทำฝนเทียมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อน

ฝนตกหนักตั้งแต่ต้นปีเลยสงสัยว่ามันทำฝนเทียมกันอีกทำไม

นอกจากน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศแล้วตอนนี้ยังเกิดอาการน้ำท่วมปากกันเป็นแถว

http://www.ryt9.com/...04-09-00:00:53/

ก.เกษตรฯเผยตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดแล้ว
................................................
Posted 11 October 2011 - 08:52 PM

แม้แต่ “เดลินิวส์” ยังทนไม่ได้ น่าแปลกใจ ที่น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเลกลับว่างงาน เหมือนมีการ “วางยา”
เจ้าหน้าที่สถานีทุกแห่งมีข้อสงสัยตรงกันว่า “พร้อมสูบทุกวัน รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที”
ถามไปที่กรมชลประทาน ก็ไม่มีคำตอบให้เข้าใจ แต่กลับมีผลให้น้ำท่วม ปทุม-นนทบุรี และ กทม.
มีใครกั๊กอะไรไว้ตรงไหนหรือเปล่า??.

http://www.dailynews...ontentId=168946

น่าแปลกใจ!น้ำท่วมเต็มเมือง แต่สถานีสูบชายทะเล'ระดับน้ำต่ำ'

“เราสูบทุกวัน ติดต่อกันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อพร่องน้ำ รอให้น้ำเหนือมา ก็ยังไม่มาสักที” เจ้าหน้าที่ประจำสถานีทุกแห่งบอกตรงกัน
...................................................


Posted 11 October 2011 - 09:19 PM

""""""แต่ว่าไม่ใช่ไม่ทรงสนพระทัย ทรงเรียกกรมชลประทาน มาเสมอๆ และพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เกี่ยวกับการเก็บน้ำ
เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทรงทำตลอดเวลา""""""


..................................................

Posted 13 October 2011 - 08:16 PM

- เม.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 50.21% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 37.95% ระบายน้ำถึง 12 ล้านลบม.

- พ.ค. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 52.63% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 7.5 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 36.90% ระบายน้ำถึง 8.3 ล้านลบม.

- มิ.ย. 54 ปริมาณน้ำในเขื่อน 60.27% แต่กลับปล่อยน้ำออกเพียง 0.0 ล้านลบม.
ในขณะที่ปี 53 ปริมาณน้ำ 34.10% ระบายน้ำถึง 11.0 ล้านลบม.

...

พอเริ่มปล่อยน้ำออกมาก็พอดีกันกับที่ฝนตกชุก พอน้ำจากเขื่อนสิริกิตติ์ปล่อยลงสู่แม่น้ำน่านก็ส่งผลให้เกิดน้ำท่วม
สมัยปลายรัฐบาลอภิสิทธิ์และส่งกระทบเป็นโดมิโนไปยังทุกๆเขื่อน
........................................................

Posted 14 October 2011 - 11:30 PM

ขอนำข้อมูลดิบ ของน้ำที่เขื่อนพ่อ เขื่อนแม่ มาฝาก

ขอให้สังเกตุตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อน เปรียบเทียบกับการระบายน้ำ ของปี 53 vs 54

ยกตัวอย่างเขื่อนพ่อ เดือน 5

ปี 53 มีน้ำ 34% ปล่อยน้ำออก 12 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 47% ปล่อยน้ำออก 3 ล้านลูกบาศ์กเมตร

หรือ เขื่อนแม่ เดือน 6

ปี 53 มีน้ำ 35% ปล่อยน้ำออก 11.94 ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปี 54 มีน้ำ 54% ปล่อยน้ำออก 5.5 ล้านลูกบาศ์กเมตร

เป็นต้น

เขื่อนพ่อ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 6,063 (45%) vs 6,282 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 35 vs 21

เขื่อนพ่อ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 5,166 (38%) vs 6,092 (45%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18 vs 13

เขื่อนพ่อ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 4,580 (34%) vs 6,320 (47%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 12 vs 3

เขื่อนพ่อ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 4,187 (31%) vs 7,317 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 8 vs 1.5

เขื่อนพ่อ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 4,054 (30%) vs 7,993 (59%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5 vs 7

เขื่อนพ่อ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (31%) vs 9,540 (71%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 3 vs 18.74

.....

............................................................

เขื่อนแม่ 2010/3/13 vs 2011/3/13
ปริมาตรน้ำ 4,177 (44%) vs 5,341 (56%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 18.98 vs 36.21

เขื่อนแม่ 2010/4/13 vs 2011/4/13
ปริมาตรน้ำ 3,779 (40%) vs 4,916 (52%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.69 vs 17.02

เขื่อนแม่ 2010/5/13 vs 2011/5/13
ปริมาตรน้ำ 3,514 (37%) vs 4,834 (51%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 6.53

เขื่อนแม่ 2010/6/13 vs 2011/6/13
ปริมาตรน้ำ 3,356 (35%) vs 5,163 (54%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 11.94 vs 5.5

เขื่อนแม่ 2010/7/13 vs 2011/7/13
ปริมาตรน้ำ 3,207 (34%) vs 6,468 (68%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 7.96 vs 14.89

เขื่อนแม่ 2010/8/13 vs 2011/8/13
ปริมาตรน้ำ 4,221 (44%) vs 8,289 (87%) หน่วย ล้านลูกบาศ์กเมตร
ปริมาณระบายน้ำ 5.46 vs 44.79
..........


ข้อมูลจาก http://www.thaiwater...p/rid_bigcm.php
โครงการระบบเครือข่ายเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย
..........


ถ้ากรมชลฯ มีแผนการทำงานที่ดีกว่านี้ ความเสียหายครั้งนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น.! !!

ครั้งนี้ก็เช่นกัน กรมชลฯ รู้สึกตัวช้าเกินไป หรือกรณี "ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พัง" ยังคงต้องใช้เวลาอันยาวนาน
ในการซ่อมแซม นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่กันแน่ แล้วอย่างนี้ ประชาชนตาดำๆ เขาจะอยู่กันอย่างไร

"ไม่รู้ว่าเหตุที่กรมชลฯ รู้สึกตัวช้า เพราะมัวแต่เตรียมจัดงานเลี้ยงให้กับข้าราชการที่เกษียณอายุราช รวมถึงข้าราชการที่จะเกษียณอายุ
ก็ปลดเกียร์ว่างตั้งแต่ 2 เดือนก่อนหรือเปล่า...."

http://www.innnews.c...-312739_34.html




........................................................

Posted 25 October 2011 - 07:26 PM



กราฟระดับกักเก็บน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ภาคกลางและอีสาน
ที่มีการกักเก็บน้ำในเขื่อนล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกราฟ

โดยความหมายคือ

- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟเกณฑ์เริ่มต้นขึ้นสูง เป็นวันที่เริ่มกักเก็บตามเกณฑ์
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 ถือเอาตำแหน่งวันที่กราฟสีแดงเริ่มต้นขึ้นสูง

จากข้อมูลการกักเก็บน้ำในเขื่อนของกรมชลฯ
http://water.rid.go....d/res_table.htm

เขื่อนภูมิพล
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน

เขื่อนสิริกิติ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 27 ก.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน

อ่างเก็บน้ำแม่กวง
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 30 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน

เขื่อนน้ำอูน
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน

เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 28 เม.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 3 เดือน
- 5 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 110 ล้าน ลบ.ม.
- 1 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 55 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)

อ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธุ์
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1ก.ค. (ตามเกณฑ์ระดับสูงสุด) และ 1 ส.ค. (ตามเกณฑ์ระดับต่ำสุด)
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 1 มิ.ย. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์ 1-2 เดือน

เขื่อนป่าสัก
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 10 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 550 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 250 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)

อ่างเก็บน้ำทับเสลา อ.อุทัยธานี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 1 ก.ย.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 6 มี.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 6 เดือน
- 24 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 75 ล้าน ลบ.ม.
- 5 ก.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้งเริ่มต้นที่ระดับ 60 ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี
- เริ่มกักเก็บน้ำตามเกณฑ์ 22 ส.ค.
- เริ่มกักเก็บน้ำปี 54 - 18 พ.ค. 54
- กักเก็บน้ำล่วงหน้าก่อนเกณฑ์เกือบ 3 เดือน
- 10 มิ.ย. 54 ระบายน้ำที่ระดับ 225 ล้าน ลบ.ม.
- 28 ส.ค. 54 กักเก็บน้ำอีกครั้ง เริ่มต้นที่ระดับ 145 ล้าน ลบ.ม. (ตามเกณฑ์)

Back to top
MultiQuote
.........

.................................................